|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
สัญญาณความน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีเริ่มมีให้เห็น เมื่อนักธุรกิจไทยเทศ ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะขยายตัวดีกว่าครึ่งปีแรก เหมือนเห็นแสงรำไรทอดทอผ่านเมฆดำที่เคยบดบังท้องฟ้าจนมืดมัว กระนั้นก็ยังมีปัจจัยด้านความเชื่อมั่นถ่วงโดยเฉพาะสายตานักลงทุนนอก ขณะที่"เอ็มดี" "K-Bank"มองมุมบวกดอกเบี้ยขาลงหนุนบริโภคขยายตัว
เร่งสร้างกำลังใจกันไม่น้อย...หลังจากที่ภาคเอกชน นักธุรกิจเริ่มใจฝ่อกับปัญหาที่มองตอนจบไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะปัญหาการเมืองหรือเศรษฐกิจก็ตาม เพราะใช่ว่าปลายปีเมื่อจัดการเลือกตั้งขึ้นทุกปมปัญหาจะคลี่คลายได้
แต่คงดีไม่น้อยหากใครสักคนจะออกมาพูดเชิงบวกเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้นักธุรกิจฮึดสู้ต่อไป ดั่งคำพูดของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม "โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์"ที่ว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ดีกว่าครึ่งปีแรก พร้อมเปรียบเทียบเหตุการณ์ในขณะนี้ว่า "เราเริ่มมองเห็นแสงสว่างส่องลงมาบ้างแล้ว เพียงแต่แสงที่ทอดทอนั้นอาจยังไม่สว่างเจิดจ่า"
เท็จจริงเป็นเช่นคำกล่าวนั้นหรือไม่ เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์....นั่นเพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ทำนายได้ยาก ภาคธุรกิจอาจต้องเผชิญปัญหารุนแรง กลับกันก็เป็นไปได้เช่นกันว่าสิ่งที่ "โฆษิต" กล่าวไว้คือเรื่องจริง แต่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าภาคธุรกิจต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องใดก็ตาม หนทางเดียวที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้คือการปรับตัวตามสภาพ
"ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" กรรมการผู้จัดการแบงก์ "กสิกรไทย" เห้นไปในแนวทางเดียวกับ "โฆษิต" จากการเน้นย้ำคำที่ว่า "เศรษฐกิจครึ่งปีหลังเริ่มเห็นแสงเพิ่มขึ้นบ้างแต่ความสว่างอาจไม่เจิดจ้านัก สิ่งหนึ่งที่ทำให้คิดว่าเป็นเช่นนั้นก็มาจากตัวเลขการส่งออกโตสูงกว่าคาดการณ์ 4เดือนแรกขยายตัว18% มาถึงพฤษภาคมโต20% ทำให้มองภาพรวมน่าจะขยายตัว 14-15%จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 10-12%"
"แม้ดูในรายละเอียดภาคการส่งออกจะโตไม่สม่ำเสมอ กระจายตัวในบางภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหมายถึงบางภาคอาจไม่โต แต่บางภาคก็โตและขยายตัวได้ดีทำให้ผลโดยภาพรวมของเศรษฐกิจไทยออกมาดีขึ้น ที่สำคัญทำให้กสิกรไทยปรับอัตราการขยายตัว จีดีพี จาก 3.5-4.5%มาอยู่ที่ 4.0-4.5%"
"ประสาร" ยังเล่าถึงภาคการเงินซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วยว่า ด้านการเงินในส่วนของดอกเบี้ย ทั้งนักวิชาการนายแบงก์เห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ว่ายังไม่อยู่ในทิศทางขาขึ้นแน่นอน"
จะว่าไปการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ไม่ใช่เรื่องง่าย "ประสาร"บอกว่า ดูเหมือน ธนาคารแห่งประเทศไทยจะส่งสัญญาณแล้วว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5% เหมาะสม กับภาวะและเศรษฐกิจช่วงนี้
แต่จากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเพราะทุนนอกไหลทะลักเข้ามา จนภาคส่งออกร้องโอดโอย อาจทำให้ กนง.ทบทวนเรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างหนัก...อาจถึงขั้นกินยาแก้ปวดก็ว่าได้...แต่อย่างไรก็ตามฟันธงแน่ชัดว่าช่วงนี้ไม่ใช่ขาขึ้นแน่ ส่วนจะขึ้นตอนไหน "ประสาร" ทำนายถึงความเป็นไปได้ว่า อาจราวๆ ไตรมาสที่2ของปี 2551
แน่นอนว่าการที่ดอกเบี้ยต่ำติดดินเช่นนี้ ตามหลักวิชาการย่อมกระตุ้นให้เกิดการบริโภค เพราะดอกเบี้ยผลตอบแทนไม่คุ้มค่าต่อการทิ้งเงินไว้เฉยๆในแบงก์ เมื่อความจูงใจไม่เกิดขึ้น ก็ทำให้ผู้บริโภคหาช่องทางอื่นในการกระจายเงินในรูปแบบจับจ่ายใช้สอยบ้าง หรือลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินรูปแบบต่างๆ
"ประสาร" กล่าวในตอนท้ายว่า "ปัจจัยสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ แม้ที่ผ่านมายอมรับว่าปัจจัยด้านการเมืองมีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจ แต่ถ้าเราช่วยเหลือกัน เอื้อให้การเมืองนิ่งมีเสถียรภาพ ผลักดันสิ่งต่างๆไปพร้อมกันแน่นอน่าความมั่นคงย่อมเกิดขึ้น"
เช่นเดียวกับแนวคิด "ปีเตอร์ จอห์น แวน ฮาเรน" ประธานหอการค้าต่างประเทศ ที่เน้นย้ำถึงการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างประเทศ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นด้านการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง คือกุญแจปลดล็อกมุมมองต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย และเป็นคำตอของเม็ดเงินที่จะนำเข้ามาลงทุน
ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นเม็ดเงินเพื่อการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่มาเพื่อโจมตีค่าบาท หรือเก็งกำไร
"ถามว่าตอนนี้นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นในประเทศไทยแค่ไหน คำตอบคือเชื่อมั่น แต่ยังไม่มากพอที่จะนำเงินมาลงทุน เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะเวียดนาม"
จากมุมมองในส่วนของนักธุรกิจไทยและเทศ เมื่อรวมกันแล้วก็จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ยื้อยุดฉุดกระฉากให้เศรษฐกิจไทยไปไม่ถึงไหนคือสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังเสถียรภาพไม่เพียงพอ ยังคงส่งกลิ่นอายความไม่สงบออกมาเป็นระรอก...ดังนั้นในครึ่งปีหลังที่บอกว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวดีขึ้นกว่าครึ่งแรกอาจเป็นจริงด้วยปัจจัยเรื่องการเลือกตั้ง
แต่ก็อย่างว่า....การเลือกตั้งยังไม่ใช่เรื่องดีที่สุดที่สามารถแก้ได้ทุกโจทย์ปัญหา เพราะถ้าดีจริง...คงเปรียบสถานการณ์เศรษฐกิจครึ่งปีหลังสดใสเหมือนได้รับแสงแดดที่เจิดจ้า
|
|
 |
|
|