Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กันยายน 2534








 
นิตยสารผู้จัดการ กันยายน 2534
ไทยออยล์พร้อมร่วมทุนพีทีเอ             
 


   
search resources

ไทยออยล์, บมจ.
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน - บีโอไอ
ไทยพีทีเอ
Chemicals and Plastics




ข่าวชะงักงันของบริษัท ไทยพีทีเอ จำกัด ในรองสองเดือนที่ผ่านมา ทำให้โครงการอะโรเมติกส์ของโครงการปิโตรเคมีระยะที่ 2 ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จะผลิตวัตถุดิบขั้นต้นของอุตสาหกรรมพลาสติกอุตสาหกรรมเคมี และสิ่งทอนั้นดูจะพลอยมืดมัวไปด้วย

เนื่องเพราะสหยูเนี่ยน หนึ่งในผู้ถือหุ้นของไทยพีทีเอ (อีกรายคือไอซีไอ) ไม่พร้อมที่จะเพิ่มทุน

ขณะที่พีทีเอขนาด 3.5 แสนตันที่จะผลิตจากโรงอะโรเมติกส์ (บริหารในนามของบริษัทไทยอะโรเมติกส์ จำกัด-ทีเอซี) นั้น เป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตเส้นใยสังเคราะห์เพื่อทอเป้นผ้าผืนโดยจะเป็นส่วนต่อเนื่องที่ใช้พาราไซลีน วัตถุดิบขั้นต้นจากโรงอะโรเมติกส์และเป็นส่วนการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของโครงการ

ดังนั้น ถ้าไทยพีทีเอมีปัญหาหรือล้มไปก็จะกระเทือนทีเอเชียโดยตรง เพราะทีเอซีไม่มีลูกค้ามารองรับนั่นเอง

ต้นตอของปัญหาเกิดจากวิกฤติอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ต้นทุนโครงการปิโตรเคมีสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 25% ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมีตกต่ำทั่วโลกรวมไปถึงมูลค่าของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่ลดลง

ถ้าดูตัวเลขที่บีโอไอประเมินใหม่ โครงการพีทีเอต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 8,000 ล้านบาท ถ้าดูสถานะของสหยูเนี่ยน ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 3,000 ล้านบาท เรียกชำระแล้ว 2,500 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวมประมาณ 8,150 ล้านบาท ถ้าสหยูเนี่ยนต้องลงทุนในสัดส่วนเท่าเดิมคือ 40% ของมูลค่าการลงทุนใหม่ ก็ต้องใช้เงินถึง 3,000 ล้านบาทเท่ากับทุนจดทะเบียนเลยทีเดียว

"ดูจะใหญ่เกินไปสำหรับสหยูเนี่ยน และเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าไม่ได้เป็นผู้ใช้พีทีเอโดยตรง คนใช้โดยตรงจะเป็นกลุ่มโรงงานทอผ้าซึ่งในเมืองไทยส่วนใหญ่จะมีญี่ปุ่นถือหุ้นอยู่" แหล่งข่าววงการปิโตรเคมีกล่าว

การพลิกตัวของสหยูเนี่ยมจึงพลอยทำให้ไอซีไอกลับลำไปโดยปริยาย แม้ว่าทางบีโอไอจะผ่อนปรนเงื่อนไขยอมให้ไทยพีทีเอขายผลิตภัรฑืในราคาที่สูงขึ้นจากเดิม คือจากราคาที่กำหนดว่าจะต้องตำกว่าราคานำเข้าซีไอเอฟที่มีกำแพงภาษี 5% มาเป็น 3%

แต่ถึงตอนนี้ ไอซีไอไม่สู้แล้ว นอกจากว่าบีโอไอจะยอมยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ทั้งที่ไอวีไอชนะประมูลเพราะเป็นรายเดียวที่ตกลงเดินหน้าโครงการโดยไม่ขอยกเว้นภาษี

ครั้งบีโอไอจะอนุมัติให้ก็ดูกระไรอยู่ เพราะจะทำให้เกิดเสียงครหาแก่นายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ประธานบอร์ดบีโอไอโดยตำแหน่ง ซึ่งมาจากกลุ่มธุรกิจสหยูเนี่ยน

เมื่อรูปการณ์เป็นอย่างนี้ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา ชีระ ภารุพงศ์ เลขาธิการบีโอไอจึงประกาศเปิดประมูลใหม่

เรียกว่า ลุ้นเกิดกันสุดตัว โดยบีโอไอไม่กำหนดเงื่อนไขการขายพีทีเออย่างเก่า แต่จะให้ขอยกเว้นภาษีเงินได้ในระยะ 7 ปี และเพื่อประกันว่าผู้ได้รับเลือกลงมือดำเนินการจริง บีโอไอจึงกำหนดให้ผู้ได้รับเลือกต้องมีหนังสือค้ำประกันจากธนาคารขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาทหรือไม่น้อยกว่า 5% ของขนาดลงทุนของโครงการไปทำสัญญา

อีกเงื่อนไขหนึ่งที่บีโอไอหนุนเพื่อให้โครงการเกิดได้จริงก็คือ คราวนี้จะดูว่าใครมีศักยภาพและอยู่ในสถานะที่จะทำจริงมากกว่าสิทธิประโยชน์ที่จะให้รัฐบาล

โดยกำหนดให้ยื่นประมูลเข้ามาภายในวันที่ 31 สิงหาคม ศกนี้ มีเวลาแค่ 2 เดือน เพื่อจะเร่งรัดให้ทันงานเซ็นสัญญาผู้รับเหมาก่อสร้างของไทยอะโรเมติกส์ในเดือนพฤศจิกายนนี้

เท่ากับว่าเป็นการเปิดทางพิเศษให้แก่ไอซีไอ ในเงื่อนไขสิทธิประโยชน์เต็มรูปแบบข้างต้นดังที่ผู้ประมูลรายอื่นอย่างอโมโก้แห่งสหรัฐฯ ยักษ์ผู้ผลิตพีทีเอรายใหญ่ที่สุดของโลก คู่ซิงโครงการเคยเสนอมาในคราวแรกนั่นเอง

เพราะด้วยช่วงเวลาสั้น ๆ ยากที่ผู้ลงทุนรายอื่นจะเสนอตัวได้ทัน ขณะที่ไอได้เปรียบในฐานะผู้ชนะเดิมเป้นทุนอยู่แล้วจึงมีเสียงวิพากษ์ว่า ไอซีไอควรจะถอนตัวเมื่อทำตามเงื่อนไขที่เสนอในคราวแรกไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ไอซีไอคงไม่ปล่อยให้โครงการพีทีเอล้มไปง่าย ๆ เพราะนั่นหมายถึงเกียรติภูมิและชื่อเสียงของไอซีไอและศักดิ์ศรีของจักรภพอังกฤษที่จะขยายการลงทุนสู่ภูมิภาคนี้ นอกเหนือจากการเป็นแค่ผู้ค้าเท่านั้น

ไอซีไอจึงพยายามหาผู้ร่วมทุนอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นซีพีหรือปูนใหญ่ ซึ่งเป็นไปได้ยากเพราะต่างก็ไม่ได้อยู่ในธุรกิจสิ่งทอแต่มีรายซึ่งอยู่นอกธุรกิจนี้สนใจเมื่อได้รับการทาบทาม

"ไทยออยล์ยินดีที่จะเข้าไปร่วมทุนโครงการพีทีเอ" จุลจิตต์ บุณยเกตุ ผู้ช่วยกรรมการอำนวยการกล่าวยืนยันที่จะให้โครงการเกิด เพราะเป็นส่นกระทบต่อไทยอะโรเมนติกส์ที่ไทยออยล์ถือหุ้นใหญ่อยู่ 40% โดยตรง ยังไงไทยออยล์ก็คงไม่ปล่อยให้งานนี้ล้มไปต่อหน้าต่อตา เนื่องเพราะเป็นภาพพจน์ที่สำคัญของไทยออยล์ด้วย

ไทยออยล์จึงพร้อมเข้าร่วมกับผู้ชนะโครงการพีทีเอในงวดใหม่ทุกราย เพื่อหนุนโครงการให้เป็นจริง แต่จะไม่เป็นผู้ลงทุนหลัก

ถ้าดูทิศทางการประมูลครั้งใหม่ "อโมโก้ยังสนใจและมีแนวโน้มเป็นคู่ชิงท้าดวลกับไอซีไอ เพื่อประกาศศักดาจากค่ายอเมริกาและค่ายยุโรปกันอีกครั้งแน่แหล่งข่าวปิโตรเคมีวิเคราะห์ถึงความน่าจะเป็น

ดังนั้น ไม่ว่ารูปการณ์จะเป็นอย่างไร โรงอะโรเมติกส์เกิดแน่ แต่อาจจะช้าไปบ้าง เพราะไทยไม่มีทางที่จะนำเข้าวัตถุดิบต้นทางที่จะได้จากโครงการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไปตลอด

แต่ที่สำคัญที่สุด ก็คือ ปัญหาว่าเมื่อโรงอะโรเมติกส์เกิดแล้ว จะมีการวางหลักการและตกลงราคาซื้อขายผลิตภัณฑือย่างไรเพื่อให้บริษัทผู้ผลิตในปิโตรเคมีระยะที่ 2 อยู่ได้ และผู้ใช้ไม่ต้องแบกรับภาระในราคาสูง เพราะสิ่งที่เป็นห่วงก็คือผู้ผลิตแต่ละโครงการไม่อยู่ในฐานะที่จะแข่งกับต่างประเทศได้ แล้วรัฐบาลจะมีมาตรการปกป้องโรงงานในประเทศเหมือนคราวที่เคยปฏิบัติต่อทีพีไอ ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกประเภทพีอีรายแรกในช่วงซึ่งเกิดขึ้นใหม่เมื่อหลายปีก่อนหรือไม่

ยิ่งกว่านั้น ล่าสุด การที่รัฐบาลจะปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าทั้งหมดลงมาอยู่ในระดับ 5-20% ซึ่งถ้าเป็นวัตถุดิบก็จะเก็บต่ำสุด ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจะเก็บสูงสุด ขณะที่ผลิตภัณฑืจากโครงการปิโตรเคมีแต่ละชนิดมีระบบการผลิตต่อเนื่องหลายขั้นตอน

เช่น ถุงพลาสติก จะเกิดจากการเอาก๊าซธรรมชาติมาผลิตเป็นอีเทนมาเป็นเอททีลีน แล้วมาผลิตเป็นโพลีเอททีลีน จากนั้นจึงนำมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกพีอี แล้วจึงเอาเม็ดพลาสติกมาทำเป็นถุงพลาสติกที่เราใช้กัน

ในแต่ละผลิตภัณฑ์จากโครงการปิโตรเคมีล้วนแต่มีระบบผลิตต่อเนื่องอย่างนี้ นักลงทุนจึงเริ่มไม่แน่ใจว่าจะกำหนดให้ส่วนไหนเป็นวัตถุดิบ และรัฐบาลจะกำหนดการปฏิบัติต่อผู้ผลิตแต่ละขั้นตอนอย่างทัดเทียมกันได้อย่างไร เพื่อสร้างฐานให้โครงการปิโตรเคมีระยะที่ 2 ก้าวเดินไปอย่างมั่นคง

เพราะอย่างไรเสีย โรงอะโรเมติกส์ก็เกิดแน่...!

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us