Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน10 กรกฎาคม 2550
ธปท.เผยยอดหนี้เน่ารายภาคธุรกิจอุตสาหกรรมครองแชมป์พุ่งกว่า2หมื่นล.             
 


   
www resources

โฮมเพจ ธนาคารแห่งประเทศไทย

   
search resources

ธนาคารแห่งประเทศไทย
Loan




ธปท.รายงานหนี้เอ็นพีแอลรายภาคธุรกิจไตรมาสแรก ปี 50 พบ ภาคอุตสาหกรรม NPL พุ่ง 22,003 ล้านบาท ตามติดด้วยภาคการธนาคารและธุรกิจการเงินเอ็นพีแอลเพิ่ม 12,102 ล้านบาท ขณะที่อันดับต่อมาเป็นการเพิ่มขึ้นจากภาคการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ที่เพิ่มขึ้น 11,687 ล้านบาท ส่วนสัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลภาคอสังหาและก่อสร้างต่อสินเชื่อรวม ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 16%

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท.ได้รายงานตัวเลขยอดคงค้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยแยกรายภาคธุรกิจ ณ สิ้นไตรมาสแรก ของปี 2550 พบว่ายอดหนี้เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ ภาคอุตสาหกรรม มีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 22,003 ล้านบาท เป็นหนี้เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นใหม่ 14,306 ล้านบาท และเป็นหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วย้อนกลับมาเป็นเอ็นพีแอลใหม่ (รี-เอ็นทรี) 4,057 ล้านบาท และเป็นการเพิ่มขึ้นจากเรื่องอื่นๆ 3,640 ล้านบาท ขณะที่อันดับที่ 2 เป็นการเพิ่มขึ้นจากภาคการธนาคารและธุรกิจการเงิน ซึ่งเพิ่มขึ้น 12,102 ล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของหนี้เอ็นพีแอลใหม่จำนวน 39 ล้านและเป็นการเพิ่มขึ้นจากเรื่องอื่นๆ 12,040 ล้านบาท ขณะที่เป็น รี-เอ็นทรี จำนวน 23 ล้านบาท

สำหรับอันดับที่ 3 เป็นการเพิ่มขึ้นของหนี้เอ็นพีแอล จากภาคการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล เพิ่มขึ้น 11,678 ล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของหนี้เอ็นพีแอลใหม่ 7,448 ล้านบาท และเป็นรี-เอ็นทรี 2,498 ล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นจากเรื่องอื่นๆ 1,741 ล้านบาท ขณะที่อันดับ 4 คือภาคการพาณิชย์มียอดเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 9,876 ล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของหนี้เอ็นพีแอลใหม่ 6,132 ล้านบาท และเป็นรี-เอ็นทรี 2,910 ล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นจากเรื่องอื่นๆ 825 ล้านบาท ขณะที่อันดับ 5 เป็นเป็นการเพิ่มขึ้นของภาคการเกษตร ประมง และป่าไม้ ซึ่งมีจำนวน 6,491 ล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของหนี้เอ็นพีแอลใหม่ 5,534 ล้านบาท และเป็นรี-เอ็นทรี 795 ล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นจากเรื่องอื่นๆ 162 ล้านบาท

ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ตามติดมาเป็นอันดับ 6 มีเอ็นพีแอลเพิ่ม 5,354 ล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของหนี้เอ็นพีแอลใหม่ 2,035 ล้านบาท และเป็นรี-เอ็นทรี 2,422 ล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นจากเรื่องอื่นๆ 897 ล้านบาท ส่วนภาคก่อสร้างมีหนี้เพิ่มขึ้น 3,867 ล้านบาท ภาคบริการ 3,776 ล้านบาท ภาคสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น 1,311 ล้านบาท และภาคเหมืองแร่ และย่อยหินเพิ่มขึ้น 349 ล้านบาท

ทั้งนี้ธปท.ยังระบุว่าในส่วนของตัวเลขยอดคงค้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หากแยกรายภาคธุรกิจ ล่าสุด ณ สิ้นไตรมาสแรก ของปี 2550 พบว่า ภาคที่มีสัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมมากที่สุด คือ ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยมีหนี้เอ็นพีแอล จำนวน 54,421 ล้านบาท หรือ 16.32% ของสินเชื่อรวม ขณะที่ภาคก่อสร้างมีหนี้เอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมเป็นอันดับที่ 2 ที่ระดับ 16.28% มูลหนี้รวม 30,139 ล้านบาท อันดับที่ 3 เป็นเอ็นพีแอลของภาคเกษตร ประมง และป่าไม้ 15.84% มูลหนี้ 16,695 ล้านบาท

ขณะที่อันดับที่4 เป็นภาคเหมืองแร่ และย่อยหิน มีสัดส่วนเอ็นพีแอล 11.91% ของสินเชื่อรวม ตามด้วยอันดับที่ 5 ภาคอุตสาหกรรม มีเอ็นพีแอล 9.92% และภาคการพาณิชย์มีเอ็นพีแอล 7.14% ภาคบริการมีหนี้เอ็นพีแอล 7.31% ภาคอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลมีหนี้เอ็นพีแอล 4.97% ภาคสาธารณูปโภคมีหนี้เอ็นพีแอล 2.3% ภาคการธนาคาร และธุรกิจการเงิน 1.78% และภาคอื่นๆมีสัดส่วนหนี้เอ็นพีแอล 0.76% ของสินเชื่อรวม

นอกจากนี้จากตัวเลขที่ออกมา ยังพบว่า จำนวนหนี้เอ็นพีแอลรวม ในไตรมาสแรก ของปี 2550 เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 76,816 ล้านบาท แต่มียอดหนี้เอ็นพีแอลรวมที่ลดลง 71,595 ล้านบาท ทำให้มีหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นสุทธิ 5,221 ล้านบาท โดยพบว่า อัตราเร่งของหนี้เอ็นพีแอลที่มาจากรี-เอ็นทรีเพิ่มขึ้นมากกว่าในช่วงก่อนหน้า ขณะที่การเพิ่มขึ้นของหนี้เอ็นพีแอลใหม่เป็นไปตามการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามหากพิจารณา ยอดคงค้างของหนี้เอ็นพีแอล เป็นรายภาคธุรกิจ จะพบว่า เมื่อคิดยอดเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวม ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และภาคก่อสร้าง มีสัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลในอัตราที่สูงถึง 16% กว่า ซึ่งน่าเป็นห่วง เมื่อเทียบสัดส่วนของหนี้พีแอลรวม ในไตรมาสแรกซึ่งอยู่ที่ระดับ 7.51% ของสินเชื่อรวม นอกจากนั้น หากพิจารณายอดหนี้เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นต่อหนี้เอ็นพีแอลรวม จะพบว่า ภาคการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลมีสัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของหนี้เอ็นพีแอลในส่วนของบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us