Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กรกฎาคม 2550








 
นิตยสารผู้จัดการ กรกฎาคม 2550
เศรษฐกิจจีน "ขาลง" จริงหรือ?             
โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล
 


   
search resources

Economics




ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาในวงสนทนาระหว่างเพื่อนฝูง อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และผู้ที่ให้ความสนใจเรื่องจีนคงต่างถกเถียงกันอย่างคร่ำเคร่งถึงสภาวะเศรษฐกิจจีนที่ดูเหมือนว่า "ฟองสบู่" ใกล้จะแตกเต็มทน หลายคนที่มีประสบการณ์ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจการเงินของเอเชีย ปี 2540 มา ถึงกับขนลุกซู่เมื่อเห็นตัวเลขเศรษฐกิจของจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากราคาอสังหาริมทรัพย์และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของจีนที่ดีดตัวขึ้น (บางครั้งก็หล่นลง) อย่างรวดเร็ว

โดยส่วนตัวผมไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ในประเทศจีนอย่างใกล้ชิดนัก ทราบแต่เพียงว่าในช่วง ไม่ถึง 18 เดือนที่ผ่านมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ บนแผ่นดินใหญ่นั้นพุ่งสูงขึ้นเกือบ 3,000 จุด ขณะที่เพื่อนฝูงรอบตัวหลายคนก็ร่ำรวยจากภาวะขาขึ้น บางคนลงทุนไปเพียงครึ่งปี ได้ผลตอบแทนกลับมาถึงร้อยละ 50-60

ไม่เพียงเท่านั้น บรรดาข้าราชการ-อาจารย์เกษียณอายุต่างก็เริ่มถอนเงินฝากในธนาคารมาลงทุน หันมาลงทุนกันในกองทุนหลักทรัพย์กันเป็นแถว ปรากฏการณ์ เหล่านี้สามารถสังเกตได้ง่ายๆ ตามสาขาใหญ่ๆ ของธนาคารพาณิชย์ในประเทศจีนเกือบทุกแห่ง ณ ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์จีน ทุกแห่งต่างมีโฆษณากองทุนรวม เพื่อลงทุนในหุ้นและพันธบัตร บ้างก็เริ่มมีช่องให้บริการ สำหรับลูกค้าที่ต้องการจัดการหลักทรัพย์โดยเฉพาะอีกด้วย

ไม่น่าเชื่อว่าปรากฏการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นในประเทศที่เมื่อ 20 กว่าปีก่อนยังใช้คูปองเป็นมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนกับอาหารกับข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันกันอยู่เลย...

ด้านสื่อมวลชนจีนมีรายงานว่าในช่วงที่ตลาดหุ้นจีนร้อนแรงถึงขีดสุดนั้นทุกๆ วันมีชาวจีนเดินเข้าสู่ตลาดหุ้นเพื่อ"เล่นหุ้น" กันถึงกว่า 200,000 ราย โดยในจำนวนนี้ต่างมีอาชีพที่หลากหลายตั้งแต่ข้าราชการเกษียณ พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ถูกเลย์ออฟ แม่บ้านที่เอาโฉนดบ้านไปค้ำประกันเงินกู้กับธนาคารเพื่อนำเงินมาเล่นหุ้นจนถึงระดับนักศึกษามหาวิทยาลัย

ในส่วนของตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาราคาอสังหาริมทรัพย์ตามเมืองใหญ่ๆ ของจีนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็น ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, เซินเจิ้น, กวางเจา ฯลฯ

สำหรับในปี 2550 นี้ เรื่องที่กลายเป็นหัวข้อติดปากเกี่ยวกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตของคนในมหานครปักกิ่งก็คือ "ดัชนีความยากลำบากในการซื้อที่พักอาศัย"

"ดัชนีความยากลำบากในการซื้อที่พักอาศัย" คืออะไร?

ดัชนีตัวนี้นั้นสามารถคำนวณได้ไม่ยาก โดยนำราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรของที่พักในเชิงพาณิชย์ในเมืองนั้นๆ มาหารด้วยรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อเดือนของประชากร ในเมืองนั้นๆ

ทั้งนี้ผลที่ได้จากการคำนวณดัชนีดังกล่าวอย่างคร่าวๆ โดยสื่อมวลชนจีนนั้นถือว่าน่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะดัชนีความยากลำบากในการซื้อที่พักอาศัยของชาวปักกิ่งนั้นสูงกว่าเมืองใดๆ ในโลก ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงเมืองที่ขึ้นชื่อว่า ค่าครองชีพและราคาที่พักอาศัยแพงที่สุดในโลกอย่างโตเกียวและนิวยอร์กด้วย

ขณะที่ตัวเลขดัชนีความยากลำบากในการซื้อที่พักอาศัยของคนปักกิ่งนั้นอยู่ที่ประมาณ 5.00 (ราคาห้องพักโดยเฉลี่ยต่อ ตารางเมตร 9,397 หยวน หารด้วยรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของประชากร 1,878.32 = 5.00) ดัชนีของคนโตเกียวอยู่ที่ประมาณ 1.00 (23,000 หยวน/23,000 หยวน = 1.00) ส่วนดัชนีของชาวนิวยอร์กนั้นอยู่ที่ประมาณ 0.65 เท่านั้น (2,045 เหรียญสหรัฐ/3,134 เหรียญสหรัฐ = 0.65)*

ตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมานี้เป็นตัวอย่างคร่าวๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนในปัจจุบันนั้นแพงขนาดไหน โดยเฉพาะเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ของโลก

ทั้งนี้เมื่อนำเรื่องราคาอสังหาริมทรัพย์มาผนวกเข้ากับเรื่องฟองสบู่ในตลาดหุ้นหลายคนจึงมีความเห็นว่า ในไม่ช้ายุคสมัยของเศรษฐกิจจีนขาขึ้นที่อัตราการเติบโตในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา จัดอยู่ในระดับสูงมากมาตลอดนั้นคงจะถึงคราต้องจบสิ้นกันแล้ว

กระนั้นในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์อีกฝ่ายหนึ่งกลับมองตรงกันข้าม...

เฉินจื้ออู่ ศาสตราจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยเยลและมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนจีนในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า การหยิบยกเอาเรื่องเศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องยาวนานถึง 25 ปีมาเป็นเหตุผลในการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะถดถอยในอนาคตอันใกล้นั้นเป็นการมองด้วยโลกทัศน์ที่ค่อนข้างแคบ โดย ศ.เฉินได้ยกการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของสหภาพโซเวียต ระหว่างทศวรรษ 30-50 ของศตวรรษที่แล้ว มาเป็นตัวอย่าง โดยระบุว่าในช่วงนั้นการเติบโตของเศรษฐกิจโซเวียตในช่วงเวลานั้นอาจถือได้ว่าสูงกว่าประเทศจีนในช่วง 20 กว่าปีนี้เสียด้วยซ้ำ

ด้านไมเคิล สเปนซ์ (A. Michael Spence) ศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐ-ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และกูรูด้านเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 2544 จากการอุทิศให้กับทฤษฎีเกี่ยวกับตลาดที่ไม่มีความเท่าเทียมกันด้านข้อมูล (Asymmetric Information) กล่าวทำนายระหว่างการเดินทางมาสัมมนาทางเศรษฐกิจ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ณ นครเซี่ยงไฮ้ ว่า "เศรษฐกิจของจีนจะเติบโตในระดับสูงอย่างต่อเนื่องไปอีก 2 ทศวรรษ!"

สเปนซ์ให้เหตุผลสั้นๆ แต่กินความมากไว้สองประการคือ หนึ่ง จีนยังมีแรงงาน ในภาคเกษตรอีกเหลือเฟือที่พร้อมจะถ่ายเท เข้ามาเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยแรงงานเหล่านี้ถือเป็นเครื่องยนต์หลักสำหรับการเติบโต และ สอง เศรษฐกิจจีนนั้นความหลากหลายมาก มีความยืดหยุ่นและมีความเป็นผู้ประกอบการสูง

นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลท่านนี้กล่าวว่า จุดเด่นที่สำคัญของการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจอันรวดเร็วของจีนที่ดูเหมือนจะแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ก็คือ ระดับของการออมและการลงทุนทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนที่อยู่ในระดับสูง ทั้งนี้แม้ระดับรายได้ของชาวจีนจะถือว่าอยู่ในระดับต่ำก็ตามแต่ระดับการออมในทั้งสองภาคนั้นสูงถึงร้อยละ 35 และ 45 ตามลำดับ ประกอบกับการเคลื่อนย้ายของแรงงานจากภาคชนบทเข้าสู่เมืองปีละ 15-20 ล้านคนทุกปี และการเติบโตอย่างรวดเร็วของเมือง

ทั้งนี้เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่สเปนซ์กล่าวถึงก็คือ ปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจจีนหยุดการเจริญเติบโตได้นั้นมีอยู่ปัจจัยเดียวนั่นก็คือ "การปิดประเทศ" ซึ่งนั่นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

กล่าวเพิ่มเติมถึงเรื่อง "การออม" สำหรับการออมนั้นถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวจีนประการหนึ่งและเศรษฐกิจจีนก็ได้รับอานิสงส์จากเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมประการนี้ด้วย คือ ชาวจีนนอกจากจะทำงานหนักแล้ว ยังถือว่าเป็นชนชาติที่มีนิสัยประหยัดมัธยัสถ์อีกด้วย ส่งผลให้เม็ดเงินสำหรับลงทุนของจีนไม่เคยขาดตอน แม้เงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศจะไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจจีนมากอยู่แล้วก็ตาม ซึ่งในประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดว่าเป็นปัจจัยที่มีความแตกต่างกับสภาพของเศรษฐกิจไทยในช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 อย่างเห็นได้ชัด

ขณะที่ในระดับมหภาค ตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Exchange Reserves) 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐของจีน อันถือว่าเป็นประเทศที่มีเงินทุนสำรองฯ มากที่สุดในโลก ซึ่งเป็นผลมาจากการเกินดุลทางการค้าอย่างมหาศาลของจีนอย่างต่อเนื่องหลายปียังบ่งชี้ให้เห็นว่าแม้ฟองสบู่ในตลาดทุนและตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนจะมีอยู่จริงและอาจจะใกล้แตกในเร็ววันนี้ แต่โดยพื้นฐานแล้วเศรษฐกิจ จีนยังถือว่าแข็งแกร่งอยู่มากและไม่มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงมาก หรือกระทั่งถดถอยอย่างกะทันหัน

นอกเหนือจากมุมมองและคำอธิบายในเชิงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจากผู้เชี่ยวชาญและนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกแล้ว โดยทัศนะส่วนตัว เมื่อมองจากปัจจัยทางด้านการเมืองผมมองว่าพวกเราจะยังไม่เห็น "ขาลง" ของเศรษฐกิจจีนในช่วง 1-2 ปีนี้อย่างแน่นอน อย่างน้อยๆ ก็ก่อนมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่จะเริ่มขึ้นในปี 2551 (ค.ศ.2008) นี้ เพราะรัฐบาลจีนคงไม่ปล่อยให้ฟองสบู่เศรษฐกิจในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์แตกก่อนหน้างานใหญ่ที่มีการเตรียมงานกันมานับเป็นสิบปี

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในระดับจุลภาคในแง่มุมของประชาชนทั่วไปแล้ว ชีวิตของชาวจีนในปัจจุบันโดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ นั้นถือว่าลำบากกว่าในช่วงหลายปีก่อนมาก ไม่เพียงแต่ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดเท่านั้นแต่ราคาค่าครองชีพของพวกเขาก็สูงขึ้นกว่าเดิมมากด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในรอบปี 2550 นี้ โดยล่าสุด ในเดือนพฤษภาคมดัชนีราคาผู้บริโภคของจีนนั้นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 3.4 ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคในหมวดหมู่อาหาร โดยเฉพาะไข่ไก่ เนื้อสัตว์ ก็เพิ่มขึ้นในระดับสองหลัก

โดยสรุปแล้ว แม้เศรษฐกิจจีนในภาพรวมจะยังไม่ก้าวเข้าสู่ "ขาลง" ของวัฏจักรเศรษฐกิจในเร็ววันนี้ แต่รัฐบาลจีนก็มีปัญหาเศรษฐกิจให้ต้องแก้ไม่น้อยไปกว่ากันเท่าไรนัก โดยปัญหาในระยะสั้นที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เช่น การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของประชากร, การลดความร้อนแรงของการเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนค่าเงินหยวนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่วนในระยะยาวนั้นนักเศรษฐศาสตร์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่ารัฐบาลจีนจะต้องช่วงชิงโอกาสในเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตเช่นนี้ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้ได้ เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตให้ก้าวไปสู่อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น, การพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านการบริหารธุรกิจให้ดีขึ้น, การสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจเอกชน, การปรับพฤติกรรมของประชาชนให้ออมน้อยลง-บริโภคมากขึ้น รวมไปถึงการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจของคนรวยกับคนจนอันเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งต่อปัญหาสังคมและการเมืองของจีนในปัจจุบันและอนาคต

*หมายเหตุ : ตัวเลขที่นำมาคำนวณของปักกิ่งนั้นเป็นตัวเลขในเดือนตุลาคม 2549
ขณะที่ของโตเกียวและนิวยอร์กนั้นเป็นตัวเลขในปี 2548   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us