|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
อุตฯอีโคคาร์เห็นแววได้ตั้งท้องแน่หลัง ครม.ทำกิ๊ฟลดภาษีเหลือ 17% ผู้ประกอบการในสายการผลิตที่เกี่ยวข้อง กลุ่มนิคม-ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ยิ้มหวานเตรียมรับข่าวดีมีออเดอร์-ยอดขายเพิ่ม
หลังจากที่ คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติแผนส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) โดยอีโคคาร์จะต้องมีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 1,300 ลูกบาศก์เซนติเมตร สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน และความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 1,400 ลูกบาศก์เซนติเมตร สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล โดยให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 17 จากเดิมซึ่งเก็บในอัตราร้อยละ 20 และให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ทำให้คาดว่าบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าวก็จะได้รับอานิสงค์ตามไปด้วย
ในทัศนะของ เผดิมภพ สงเคราะห์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)บัวหลวง มองว่า จากนโยบายดังกล่าวมีหุ้นอยู่ 2 กลุ่มหลักๆที่น่าจะได้ผลดีตามไปด้วย คือ กลุ่มแรกเป็นหุ้นยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งถือว่าได้รับประโยชน์ทางตรง ขณะที่อีกกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมก็คือหุ้นนิคมอุตสาหกรรม
สำหรับในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์เราชอบ บมจ.พรพรหม เม็ททอล(PPM) มากสุดในแง่ของยอดคำสั่งซื้อที่จะเข้ามามากขึ้นในอนาคต ขณะที่ภาพรวมก็ยังมีความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ในตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมประเภทนี้มีศักยภาพ
ขณะที่ด้านหุ้นนิคมฯก็มีตัวที่โดดเด่นอยู่ 2 ตัวคือ บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน(HEMRAJ)และ บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ(ROJANA) สำหรับ HEMRAJ ราคาได้ขยับขึ้นมามากพอสมควรแล้วแนะนำเพียงแค่"ถือ" และมองว่า ROJANA น่าจะมีอัพไซด์ได้มากกว่า
ด้านบทวิเคราะห์ของ บล.กรุงศรีอยุธยา แนะนำ "ซื้อ" ROJANA โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 17.50 บาท ซึ่งจะสะท้อนการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมที่ดีกว่าคาดการณ์การขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เป็นไปตามแผนงานระยะยาวของบริษัท และฐานลูกค้ารายใหญ่ดังเช่น HONDA ที่เป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงในโครงการอีโคคาร์ที่เพิ่งได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขด้านภาษีสรรพสามิต
โดยมองว่า ROJANA จะเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์ทางตรงจากโครงการอีโคคาร์มากที่สุด และสอดคล้องกับมุมมองของฝ่ายวิจัยฯที่มีต่อกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนว่าจะเป็นปัจจัยผลักดันการขอสิทธิพิเศษ BOI หลังจากผ่านครึ่งปีแรกเป็นไป
จุดเด่นของ ROJANA คืออัตราเติบโตที่ต่อเนื่องของ Recurring Income เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมรายอื่นๆ โดยมีโครงการที่จะขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 55 เมกะวัตต์ และกำหนดกำลังการผลิตรวมระยะยาว เท่ากับ 400 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปี 2555 คาดว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าจะทรงตัวอยู่ในระดับ 60-70% ของรายได้รวมนับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นไป
ฝ่ายวิจัยฯจึงปรับเพิ่มสมมติฐานการขายที่ดินในปี 2550 และปี 2551 เป็น 600 ไร่ จากเดิมที่คาดไว้ที่ปีละ 500 ไร่ หลังยอดขายที่ดินในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้เท่ากับ 229 ไร่ ถือว่าดีกว่าคาดการณ์ โดยมีสาเหตุหลักจากการขยายการลงทุนของลูกค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะอยุธยา รวมทั้งการขยายการลงทุนของลูกค้ารายใหญ่ที่มีฐานการผลิตเดิมอยู่กับ ROJANA ได้แก่ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์สำหรับโมเดลรถยนต์ของ HONDA และ TICON รวมถึงการขยายการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนในครึ่งปีแรก โดยมีปัจจัยบวกหลักจากโครงการอีโคคาร์ที่คาดว่า HONDA ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ ROJANA จะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่สำหรับโครงการนี้
ด้านบทวิเคราะห์ของ บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ ระบุว่า อีโคคาร์เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีกับหมวดธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมมาก เพราะกระบวนการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ต่างๆ และการประกอบจะต้องเกิดขึ้นตามมาอีก สืบเนื่องจากมีการผลิตแบบใหม่ๆ ทำให้เกิดความต้องการพื้นที่นิคมเพื่อขยายงานอีกมาก อย่างไรก็ตามต้องวัดใจผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ต่างๆ ด้วยว่า อัตราภาษี 17% จะเป็นไปได้ทางธุรกิจมากน้อยเพียงใด
ฝ่ายวิจัยฯจึงแนะนำ ถ่วงน้ำหนักปานกลางในหมวดนี้ หลังภาพการเมืองมีความชัดเจน หลักทรัพย์หมวดนี้ได้รับประโยชน์ในประเด็นการที่นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น Top Pick แนะนำ "ซื้อ" HEMRAJ ราคาพื้นฐานที่ 1.17 บาท และแนะนำ"ถือ" ROJANA โดยให้ราคาพื้นฐาน 14.77 บาท
ทั้งนี้มองว่าทั้งสองรายได้เปรียบเรื่องการที่มีค่ายรถยนต์ใช้พื้นที่อยู่แล้วโดย HEMRAJ มี FORD ,MAZDA ส่วน ROJANA มี HONDA ขณะที่แนะนำ"ขาย" AMATA โดยให้ราคาพื้นฐาน 10.78 บาท เพราะไม่ค่อยมีความชัดเจนว่ามีค่ายรถยนต์ใดใช้พื้นที่อยู่ ยกเว้น ชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อ Supply ให้กับค่ายรถยนต์ต่างๆ มากกว่า
ขณะที่ บล.กิมเอ็ง ประเมินว่า หุ้นที่น่าจะได้ประโยชน์มากสุด จากนโยบายส่งเสริมอีโคคาร์ คือ STANLY โดยให้ราคาเหมาะสมที่ 160 บาท เนื่องจากปัจจุบันเป็นผู้ผลิตไฟหน้าและไฟท้ายให้กับรถยนต์ขนาดเล็กหลักๆของประเทศ
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยฯมีมุมมองต่อกลุ่มยานยนต์เป็นลบในระยะสั้น เนื่องจากภาวะตลาดรถยนต์ และการผลิตรถยนต์ยังมีแนวโน้มจะชะลอตัวต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่แนวโน้มระยะยาวเป็นบวกจากการย้ายฐานการผลิตของค่ายรถยนต์ต่างๆเข้ามาในไทยเพื่อเป็นฐานในการส่งออก รวมถึงโครงการอีโคคาร์
|
|
 |
|
|