Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน13 มิถุนายน 2550
SCBคาดจีดีพีครึ่งปีหลังโต3.8-4.5%จับตาปัจจัยการเมือง-ตปท.ยังเสี่ยง             
 


   
www resources

โฮมเพจ ธนาคารไทยพาณิชย์

   
search resources

ธนาคารไทยพาณิชย์, บมจ.
วิรไท สันติประภพ
Banking and Finance




แบงก์ไทยพาณิชย์ประเมินเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 50 โต 3.8-4.5% ยังต้องพึ่งการส่งออกเป็นตนัวขับเคลื่อนหลัก พร้อมจับตาใกล้ชิดอีกหลายประเด็นที่มีผลต่อกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณ JTEPA การเปิดเสรีภาคบริการ ปัญหาทางการค้ากับสหรัฐ และการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ด้านอัตราแลกเปลี่ยนสิ้นปีมีโอกาสแตะค่าเงินบาทแะระดับ 34.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังมีแนวโน้มปรับลงต่อ คาดสิ้นปีอาร์พีอยู่ที่3.25%

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์ลูกค้าธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB)เปิดเผยในงานสัมมนา SCB Business Banking ในหัวข้อ "แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจและการเงินครึ่งปีหลัง"ว่า ธนาคารคาดการณ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2550 เศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการขยายตัวที่ 3.8-4.5% โดยได้แรงหนุนจากภาคการส่งออกที่แม้ว่าจะถูกจำกัดโดยความผันผวนของค่าเงินบาทก็ตาม รวมทั้งยังได้รับแรงหนุนจากการเบิกจ่ายงบลงทุนที่จะเร่งตัวขึ้นของภาครัฐในช่วงครึ่งหลังของปีด้วย ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐที่สะดุดและการบริโภคภาคเอกชนติดลบ คงยังไม่สามารถฟื้นคืนมาได้เร็ว แต่คาดว่าไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป สถานการณ์ต่างๆจะเริ่มดีขึ้น หากการเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้นได้ตามกำหนด มีความชัดเจนว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาบริหารประเทศ และนโยบายเศรษฐกิจจะออกมาเป็นเช่นไร เพื่อเดินหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป

"เศรษฐกิจไทยก็เหมือนกับเครื่องบินที่มีเครื่องยนต์เป็นตัวขับเคลื่อน โดยเครื่องยนต์ที่ใส่เกียร์ 5 สามารถเดินหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีคือภาคการส่งออก แต่ภาคที่แผ่วลงไปคือภาคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายของภาครัฐที่ในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมายังมีการเบิกจ่ายน้อย"นายวิรไท กล่าว

ในส่วนของค่าเงินบาทปัจจัยที่ส่งผลให้เงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐอเมริกา เป็นผลจากแนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงินเอเชียที่แข็งค่าขึ้น และเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่มีความผันผวน รวมทั้ง อาจมีเงินทุนไหลเข้าในตลาดหลักทรัพย์ จากการที่ตลาดหุ้นไทยราคายังถูกเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆช่วยหนุนให้ทิศทางเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทย คือความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายน 2550 โดยความตกลงดังกล่าวจะส่งผลเรื่องการลดภาษีนำเข้าและการให้โควตาพิเศษของญี่ปุ่นจะช่วยขยายตลาดส่งออกของไทย และเพิ่มการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ขณะเดียวกันการลดภาษีนำเข้าของไทยยังจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ เช่น เหล็กบางประเภท ผลไม้เมืองหนาว แต่อาจมีผลกระทบทางลบต่อสินค้าที่ผลิตในประเทศได้ เช่นชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร ซึ่งผู้ประกอบการมีเวลา 5-8 ปีในการปรับตัว นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเปิดเสรีภาคบริการโดยการให้บริษัทไทย คนไทยเข้าไปจัดตั้งกิจการ ให้บริการทำงานในญี่ปุ่น รวมถึงการให้ผู้ป่วยญี่ปุ่นมารับการรักษาพยาบาลในไทยและเบิกค่าใช้จ่ายจากรัฐบาลได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจโรงบาลเอกชนในไทย

สำหรับประเด็นในเรื่องของปัญหาทางการค้ากับอเมริกา ซึ่งไทยได้ถูกปรับลดระดับการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา จากเดิมที่อยู่ในบัญชีจับตา เป็นบัญชีจับตาพิเศษ หลังไทยประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิในผลิตภัณฑ์ยา 3 รายการ โดยไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ถูกจัดให้อยู่ในบัญชีจับตาพิเศษจึงอาจทำให้ไทยมีความน่าสนใจน้อยลงในสายตานักลงทุนต่างชาติ

และที่สำคัญคือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในประเด็นทางเศรษฐกิจ อาทิ แนวทางการกำหนดให้จัดทำงบประมาณประจำปี และการใช้จ่ายของรัฐบาลมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ เป็นต้น ส่วนปัจจัยต่างประเทศนั้น คือความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก การปรับนโยบายทางการเงินของจีน เป็นต้น

ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริหารการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่เหลือของปีว่า ค่าเงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่าขึ้นและมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินคือปัจจัยภายในประเทศซึ่งประกอบด้วย ภาวะเศรษฐกิจมหภาคของไทย การบริโภคภาคเอกชน การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ การส่งออกสุทธิ การเมืองและความเชื่อมั่นในประเทศ ขณะที่ปัจจัยภายนอกประเทศ ประกอบด้วยอัตราอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศเทียบกับต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ทิศทางของค่าเงินสกุลหลักๆ และค่าเงินในภูมิภาค โดยในอนาคตคาดการณ์ว่าแนวโน้มค่าเงินบาทจะแข็งค่าถึง 34.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพราะเป็นผลจากแนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และค่าเงินในเอเชียที่แข็งค่าขึ้น รวมทั้งอาจมีเงินทุนไหลเข้าในตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อได้ปรับลดลงเช่นเดียวกัน โดยในช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันต่อไปหรืออาจปรับลดลงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยในสิ้นปีคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี) จะอยู่ที่ 3.25% จากปัจจุบันที่ 3.50% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือนจะอยู่ที่ 1.75-2.00% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.25% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มแอลอาร์น่าจะอยู่ที่ 6.50-6.75% จากปัจจุบันที่ 7%

"โอกาสที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะปรับลดลงมีอีกไม่มาก อีกทั้งตลาดได้คาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้แล้ว ส่วนการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นคงเป็นเรื่องที่ยาก แต่ในอนาคตก็มีสิทธิ์ปรับขึ้น”นายภากร กล่าว   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us