Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน11 มิถุนายน 2550
กระแสอสังหาฯจีน-อินเดียบูม"เคทีจีวาย"สบช่องลุยรับงานออกแบบ             
 


   
search resources

เคทีจีวายอินเตอร์ แอสโซซิเอทส์
Construction




"เคทีจีวาย" หนีตลาดอสังหาฯไทยซบ ลุยรับงานนอกแข่งต่างชาติ สบช่องจีน-อินเดียบูมลุยทำตลาดกว่า 10 โครงการ เผยอยู่ระหว่างออกแบบเมืองใหม่ 12 ปันนาของจีน บนเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ แจงปัจจุบันรับงานออกแบบต่างประเทศมากถึง 70% ของพอร์ต เล็งขยายไลน์งานตรวจสอบอาคารหลังรัฐบาลออกกฎหมายบังคับ

นายสุนันทพัฒน์ เฉลิมพันธุ์ ประธาน บริษัท เคทีจีวาย อินเตอร์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด เปิดเผยว่า สภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบัน มีการชะลอตัวตามปัจจัยลบทั้งภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาทางการเมือง ทำให้โครงการอสังหาริมทรัพย์เกิดใหม่มีจำนวนน้อยลง ส่วนที่เห็นพัฒนาอยู่ในปัจจุบันจะเป็นอาคารสูง คอนโดมิเนียมในเมือง

ซึ่งผู้พัฒนาส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่วนโครงการบ้านเดี่ยวหรือโครงการแนวราบ มีการเปิดตัวใหม่น้อยมาก ซึ่งผู้ที่พัฒนาเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังขาดความมั่นใจในนโยบายของภาครัฐบาล ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ หรือ แมสทรานซิส แม้ว่าจะมีการระบุออกมาจะดำเนินการก่อสร้างในเส้นทางใดบ้างแล้วก็ตาม แต่ผู้ประกอบการยังคงสงวนท่าทีในการลงทุน ต่างจากในอดีตที่ทุกคนต้องหาซื้อที่ดินพัฒนารองรับแนวเส้นทางดังกล่าวไว้ล่วงหน้า

สาเหตุดังกล่าว ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมา งานรับออกแบบลดน้อยลงไปถึง 20% อย่างไรก็ดี ในส่วนบริษัทได้เล็งเห็นความชะลอตัวมาก่อนหน้านี้แล้ว และต้องการขยายงานให้ครอบคลุมเอเชีย ทำให้ต้องออกไปรับงานออกแบบยังต่างประเทศในหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั้งในปัจจุบันรับงานออกแบบต่างประเทศสูงถึง 70% ของงานที่มีอยู่ในมือ โดยเฉพาะงานออกแบบในประเทศจีน อินเดีย บังกลาเทศและอีกหลายประเทศ แต่อย่างไรก็ดี บริษัทยังมั่นใจว่าจะรักษาอัตราของยอดรายได้ได้ใกล้เคียงกับปีก่อน คือประมาณ 80-100 ล้านบาท

ทั้งนี้ การเข้าไปรับงานในต่างประเทศนั้น จะเป็นลักษณะการจับมือกับบริษัทสถปานิกท้องถิ่น เนื่องจากต้องอาศัยใบอนุญาต(ไลน์เซ็นต์)ของสถาปนิกในประเทศนั้นๆ และประเทศเป้าหมายที่ไปคือ อินเดีย และจีน ซึ่งทั้งสองประเทศนี้มีงานออกแบบให้สถาปนิกไทยเข้าไปรับค่อนข้างมาก ในความเห็นมองว่า เป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ

สำหรับประเทศจีน และอินเดียที่มีการเติบโตงานออกแบบนั้น มาจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ในระดับ 7-9% ในขณะที่ประเทศอื่นๆมีการชะลอตัวของเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตน้อยกว่า นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนภาคก่อสร้างค่อนข้างมากทั้งอาคารสูง แนวราบ โรงแรม รีสอร์ท เป็นต้น โดยล่าสุด ทางบริษัทอยู่ระหว่างรอให้รัฐบาลจีนพิจารณาอนุมัติแบบงานก่อสร้างในโครงการเมืองใหม่ GENLABA ขนาดเนื้อที่ถึง 2,000 ไร่ ที่สิบสองปันนา (ยูนาน)

นอกจาก สองประเทศนี้แล้ว เคทีจีวายฯยังเข้าไปรับงานออกแบบในประเทศดูไบ บังกลาเทศ และประเทศในตะวันออกลางอื่นๆ โดยคู่แข่งสำคัญมาจากประเทศ สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา แต่ทั้งนี้ ในการเข้าไปรับงานต่างประเทศของเคทีจีวายฯ จะเป็นงานประเภทรีสอร์ท โรงแรมที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก และมีความถนัดในคอนเซ็ปต์เอเชียสไตล์ ส่วนงานโครงการขนาดใหญ่ประเภทโครงการขนาดใหญ่ (คอมเพล็กซ์) นั้น ตลาดมีการแข่งขันสูงจากบริษัทสถาปนิกชั้นนำของโลก บริษัทจึงเลี่ยงที่จะเข้าไปเสนองานประเภทนี้

นายสุนันทพัฒน์ กล่าวต่อว่า บริษัท ยังอยู่ระหว่างเตรียมการที่จะเปิดแผนกธุรกิจใหม่ขึ้นมาคือ รับตรวจสอบอาคาร ที่ทีมงานบริษัทได้เข้าไปอบรมและสอบใบอนุญาตกับทางกรมโยธาธิการและผังเมืองมาแล้ว โดยการแตกแผนกธุรกิจดังกล่าวขึ้นมานี้ มองว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจ หลังจากที่กรมโยธาธิการฯได้ออกกฎหมายให้อาคารที่เข้าข่าย 9 ประเภทต้องทำ ตามที่กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารเกี่ยวกับการกำหนดให้เจ้าของอาคารต้อง จัดให้มีผู้ตรวจสอบความมั่นคงและแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร และระบบอัคคีภัย ระบบการระบายน้ำ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้ว โดยเจ้าของอาคารจะต้องทำการตรวจสอบและปรับปรุงอาคารให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 30 ธันวาคม 2550   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us