Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์11 มิถุนายน 2550
จับชีพจรหุ้นกลุ่มนิคมฯต้นย่อง ปลายเร่ง กำไรฟื้น             
 


   
search resources

Commercial and business




หุ้นนิคมอุตสาหกรรมครื้นเครงยอดขายฟื้น จับตาไตรมาส2-4 ช่วงทำกำไร หลังไตรมาสแรก ฝืดกำไรทั้งกลุ่มหด 16% เพราะลูกค้าชะลอกำลังซื้อ โบรกฯมอง"เหมราช"แนวโน้มกำไรดีสุดเหตุ Backlog สูงมีลูกค้ารายใหญ่ในมือ ส่วน"อมตะ" กำไรปีนี้ไม่ดีเท่าปีที่ผ่านมา เตรียมปรับเป้ากำไรลง 14%

จากการที่ไตรมาส 1 ที่ผ่านมามีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง ส่งผลให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบไปด้วย แต่หลังจากที่ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ประกับกับพื้นฐานของธุรกิจไทยยังมีความแข็งแกร่งอยู่ ภาระหนี้สินไม่มาก, การส่งออกยังอยู่ในเกณฑ์ดี, การบริโภคก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงตามลำกับ จึงส่งผลให้ระบบและกิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถกลับมาเดินหน้าเข้ารูปเข้ารอยได้อีกครั้ง สังเกตได้จากสัญญาณของการลงทุนซื้อที่ดิน-ก่อสร้างโรงงานซึ่งเริ่มมีกลับมาบ้างแล้ว ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตัวของอุปสงค์ที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ และมีความเป็นไปได้สูงว่าช่วงเวลาจนถึงสิ้นปีนี้จะได้เห็นการขยายตัวที่ดีกว่าในไตรมาสแรกอย่างแน่นอน

สำหรับหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่ 4 บริษัทด้วยกันอันประกอบไปด้วย บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชั่น (AMATA), บมจ. เหมราชพัฒนาที่ดิน(HEMRAJ), บมจ.นวนคร(NNCL) และ บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ(ROJANA) ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ประจำปี 2550 มีกำไรสุทธิ 813 ล้านบาท ลดลง 16% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา(YoY) เนื่องจาก AMATA และ HEMRAJ รายงานผลประกอบการที่ลดลง จากการรับรู้รายได้จากการขายที่ดินในนิคมฯ ที่เข้ามาน้อยในไตรมาสดังกล่าว ขณะที่ ROJANA และ NNCL เป็นบริษัทที่มียอดขายน้อยกว่ารายงานผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นyoy

บทวิเคราะห์ของ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)นครหลวงไทยระบุว่า NNCL มีผลประกอบการเติบโตโดดเด่นที่สุดเพิ่ม 136% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าจากการรับรู้รายได้จาก Backlog ปี 2549 ที่มีอัตรากำไรสุทธิ(GPM) สูงขณะที่ AMATA ผลประกอบการลดลงมากที่สุด 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าจากการขายที่ดินในแปลงที่ยังมีการพัฒนาน้อย รวมถึงการรับรู้รายได้จาก Backlog ในไตรมาส 1/2550 ที่น้อยกว่าไตรมาส 1/2549 รวมทั้งภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มมากขึ้นถือเป็นอีกปัจจัยที่กดดันผลประกอบการในไตรมาส 1/2550 ของ AMATA

ยอดขายที่ดินในไตรมาส 1/2550 ตัวเลขที่เปิดเผยจากนิคมหลัก 3 แห่งได้แก่ AMATA ,HEMRAJ และ ROJANA ซึ่งรวมกันอยู่ที่ 513 ไร่ เพิ่มขึ้นจาก 446 ไร่ ในไตรมาส 1/2549 โดยในไตรมาส 1/2550 ROJANA มีการขายที่ดินได้มากที่สุดที่ 230 ไร่ จากการขายที่ดินให้ลูกค้ารายใหญ่ 1 รายและการขายที่ดินให้ TICON อีก 65 ไร่

อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยฯ คาดว่าตัวเลขยอดขายที่ดินในช่วงที่เหลือของปียังอาจมีความผันผวนและยังไม่เห็นการฟื้นตัวกลับมาที่ชัดเจนนักจากปัจจัยกดดันทางการเมือง แต่ก็เชื่อว่าจุดต่ำสุดน่าจะได้ผ่านพ้นไปแล้วในปี 2549 ประกอบกับปัจจุบันกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมีการกระจายรายได้จากธุรกิจต่างๆที่หลากหลายมากขึ้นทำให้ลดความเสี่ยงจากการขายที่ดินในนิคมเพียงอย่างเดียวได้

สำหรับผลประกอบการหลังจากที่ได้ประกาศในไตรมาส1ไปแล้ว ฝ่ายวิจัยฯประเมินว่า HEMRAJ จะมีแนวโน้มจะเป็นบริษัทที่รายงานการเติบโตของยอดขายและผลประกอบการกลับมาโดดเด่นที่สุด เนื่องจากบริษัทมีลูกค้ารายใหญ่ที่อยู่ระหว่างการเจรจาและคาดจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 2/2550 ถึง 450-500 ไร่ ประกอบกับจะมีการรับรู้ยอดขายจาก BACKLOG (งานในมือ)และธุรกิจคอนโดมิเนียมเข้ามามากที่สุดในช่วงไตรมาส 2- 3/2550 โดยบริษัทมีเป้าหมายขายที่ดิน 850 ไร่

สำหรับ NNCL คาดว่าจะมีแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการที่อ่อนตัวลงเนื่องจากปัจจัยความไม่ชัดเจนทางการเมืองทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของยอดขายที่ดินในปี 2550 น่าจะยังเป็นไปอย่างจำกัด ประกอบกับบริษัทได้รับรู้รายได้จาก BACKLOG ไปค่อนข้างมากแล้วในช่วงไตรมาส 1/2550 โดยการมี Backlog ที่ยกมาจำนวนสูงถึง 150 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยให้ผลประกอบการทั้งปี 2550 มีโอกาสสูงที่จะเติบโตได้ต่อ ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยฯคาดว่าจะมีเพียง AMATA ที่มีอัตราการเติบโตของผลประกอบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงทำให้ปรับประมาณการผลประกอบการในปี 2550 ลง 14% เหลือ 581 ล้านบาท หลังจาก AMATA รายงานผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 ที่ทำได้เพียง 22% ของประกอบการเดิมทั้งปีที่คาดการณ์ไว้ที่ 679 ล้านบาท

นอกจากนี้การที่บริษัทในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมีการกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจอื่นมากขึ้น ทำให้แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มนิคมฯอย่าง HAMRAJ และ ROJANA คาดว่าจะมีความโดดเด่นจากรายได้ที่ชดเชยมาจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อื่นด้วย

ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯจึงคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ "Neutral" โดยเน้นการลงทุนหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงของรายได้จากธุรกิจอื่น มียอดขายที่ดิน Backlog ที่สูงหรือมีแนวโน้มได้ลูกค้าที่ค่อนข้างแน่นอน นอกจากนี้มีสัดส่วนของ Recurring Income ที่สูง ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับผลประกอบการ ซึ่ง HAMRAJ ถือเป็นหุ้น Top Pick รวมทั้งแนวโน้มผลประกอบการปี 2550 คาดว่าจะเติบโตสูงที่สุด จึงแนะนำ "ซื้อ" ให้มูลค่าเหมาะสมที่ 1.23 บาท ส่วน AMATA ยังคงแนะนำ "ขาย" จากราคาที่ยังสูงกว่ามูลค่าเหมาะสมที่ 9.75 บาท   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us