|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
บิ๊กไทยพาณิชย์ ระบุประชาชนยังไม่เชื่อมั่น ลดดอกเบี้ยลงไม่เป็นผล ด้าน"นครหลวงไทย"ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้อีก 0.25% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและตั๋วแลกเงินลง 0.25-0.50% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางการเงินในปัจจุบัน ด้าน"กรุงศรีฯ"เตรียมปรับลดดอกเบี้ยตาม
นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า หลังจากธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% และเงินฝากประจำ 0.50% ลงโดยมีผลวันที่ 24 พ.ค. 2550 มองว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการลงทุนได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากประชาชนยังขาดความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจและการเมือง การจับจ่ายใช้สอยหรือการลงทุนของเอกชนก็จะยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้น มองว่ารัฐบาลจะต้องเร่งความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เนื่องจากขณะนี้พื้นฐานเศรษฐกิจของไทยดีอยู่แล้ว
ทั้งนี้ แม้ว่าธนาคารจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงถึง 0.50% และปรับลงก่อนธนาคารอื่น แต่ก็เชื่อว่าจะไม่ทำให้ลูกค้าโยกเงินไปฝากที่ธนาคารอื่น เพราะธนาคารมั่นใจในการให้บริการแก่ลูกค้า และเชื่อมั่นว่าลูกค้าพอใจในบริการของธนาคาร
นอกจากนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทั้งระบบน่าจะปรับลงได้อีก 0.25-0.50% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะปรับลดลงได้อีกเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากว่าจะลดลงอีกในระดับเท่าใด สำหรับธนาคารจะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในแต่ละครั้งโดยยึดหลักจากการส่งสัญญาณของทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงการพิจารณาภาวะตลาดโดยรวมด้วย
สำหรับสินเชื่อของธนาคารในไตรมาสแรกที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ธนาคารได้ตั้งไว้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยสินเชื่อของธนาคารในไตรมาสแรกที่ผ่านมาขยายตัวเพิ่มขึ้นสุทธิ 18,000 ล้าน บาท หรือเพิ่มขึ้น 2.9% จากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างไรก็ตาม ธนาคารจะต้องใช้ความพยามยามอย่างสูงเพื่อที่จะทำยอดสินเชื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้
แบงก์เล็งลดดอกเบี้ยตามทั้ง 2 ขา
นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทเบิกเกินบัญชีสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MOR) ลงอีก 0.25% ต่อปี เท่ากับ 7.50% ต่อปี จากเดิม 7.75% ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทอื่น ๆ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2550 เป็นต้นไป
พร้อมกันนี้ ยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง โดยเงินฝากประจำประเภท 7 วัน และ 14 วัน ปรับลดลง 0.25% ต่อปี ส่วนเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน ประเภท 6 เดือน และประเภท 12 เดือน ปรับลดลง 0.50% ต่อปี ประเภท 24 เดือน และ 36 เดือน ปรับลดลง 0.50% ต่อปี เงินฝากปลอดภาษี ประเภท 24 เดือน และ 36 เดือน ปรับลดลง 0.50% ต่อปี ส่วนเงินฝากประจำทวีค่า ประเภท 24 เดือน และ 36 เดือน ปรับลดลง 0.50% ต่อปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. 2550 เป็นต้นไป
ด้านนายตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY กล่าวว่า ธนาคารจะมีการหารือกันในเร็วๆนี้เกี่ยวกับทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยทั้งในส่วนของเงินฝากและเงินกู้ หลังจากที่ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.50% ในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนในทิศทางของดอกเบี้ยขาลง ประกอบกับในช่วงวันสองวันที่ผ่านมาก็มีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงบ้างแล้ว
สำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.50%นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งในบางส่วนก็ได้มีการปรับ Position เพื่อรับข่าวนี้ไปแล้ว ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ไม่มากนัก โดยมีการ Take profit บ้างในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่ค่าเงินบาทมีการอ่อนค่าลงเล็กน้อยแต่ส่วนหนึ่งก็เป็นไปตามทิศทางเดียวกับค่าเงินเยนด้วย
ส่วนผลในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ในระยะใกล้คงยังไม่ปรากฏผลที่ชัดเจน ต้องรออีกระยะหนึ่ง ซึ่งทางธปท.เองก็คาดว่าจะเห็นผลในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไต้ในช่วงไตรมาสถัดไป ขณะที่ตลาดเองคงมองผลที่จะเกิดขึ้นกับค่าเงินบาทด้วย ซึ่งก็ปรับลดในครั้งก็ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย
"การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา รวมแล้ว 1% ก็นับว่าอยู่ในระดับที่มาก จึงน่าจะส่งผลในด้านกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง แม้จะไม่มากนักก็ตาม แต่ผลก็คงจะไม่เห็นในทันที ก็คงจะเป็นไปตามที่แบงก์ชาติประเมินไว้คือช่วงไตรมาสถัดไป แต่ตอนนี้ตลาดค่อนข้างจะจับตาไปที่ผลต่อค่าเงินบาทที่จะอ่อนลงบ้างหลังมีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ย"นายตรรกกล่าว
|
|
 |
|
|