มาริซาวา แมนูแฟคเจอริ่ง อิงค์ เป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเซรามิกของฟิลิปปินส์
ปัจจุบันมีกำลังการผลิตปีละ 3 ล้านตารางเมตร และมีส่วนแบ่งตลาดในฟิลิปปินส์ถึง
50% ทั้งยังเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มะนิลาด้วย
ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทปูนซิเมนต์ไทยกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายหนึ่งของยักษ์เซรามิกรายนี้ด้วยการเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท
มาริซาวา แมนูแฟคเจอริ่ง อิงค์ จำนวน 93 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 37% ของทุนจดทะเบียนของบริษัท
เป็นเงินลงทุน 230 ล้านบาท
สบสันติ์ เกตุสุวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโสกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องนี้
กล่าวถึงเหตุผลที่ปูนใหญ่ตัดสินใจเข้าไปซื้อหุ้นมาริซาวาฯ ในครั้งนี้ว่า
เพื่อเป็นการขยายฐานธุรกิจของปูนใหญ่ไปยังต่างประเทศ และอีกเหตุผลก็คือ ตลาดเซรามิกในฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง
เหมาะสมที่จะไปลงทุน
เชื่อกันว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปูนซิเมนต์ไทยตัดสินใจไปลงทุนในประเทศฟิลิปปินส์ในอุตสาหกรรมเซรามิกในครั้งนี้
นอกเหนือจากเรื่องตลาดในฟิลิปปินส์ที่มีการขยายตัวสูงแล้ว ก็เพื่อเป็นการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียในตลาดนั้นด้วย
"การแข่งขันกับคู่แข่งในต่างประเทศนั้น ปูนใหญ่สามารถที่จะต่อสู้กับคู่แข่งทั้งสองประเทศได้ด้วยเรื่องของคุณภาพเท่านั้น
ส่วนเรื่องต้นทุนการผลิตนั้น ไทยเสียเปรียบผู้ผลิตในประเทศทั้งสอง โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนพลังงาน"
สบสันต์กล่าว
การลงทุนในฟิลิปปินส์ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่สอง ที่มีการขยายกิจการด้านเซรามิกในต่างประเทศของปูนซิเมนต์ไทย
ครั้งแรกนั้นคือการซื้อบริษัทไทล์เซอราอิงค์ เพื่อผลิตเซรามิกในสหรัฐอเมริกาในวงเงินเกือบพันล้านบาท
เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว
การเจรจาติดต่อร่วมลงทุนในมาริซาวาฯ เริ่มต้นขึ้นมาก่อนหน้านี้นานแล้ว
แต่เพิ่งจะเสร็จเรียบร้อยถึงขั้นซื้อขายหุ้นกันในช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ชุมพล
ณ ลำเลียงเพิ่งจะสืบทอดตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ได้เพียง 4 เดือน
หนึ่งในนโยบายสำคัญของปูนซิเมนต์ไทยที่ชุมพลแถลงไว้ในวันแรกของการดำรงตำแหน่ง
คือ การขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนและอินโดจีน โดยเฉพาะในอาเซียนนั้น
ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการก่อเกิดของเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟต้า
จะมีผลให้สินค้าของปูนซิเมนต์ไทยหลาย ๆ ตัว อยู่ในฐานะที่อาจจะเสียเปรียบต่อการแข่งขันจากผู้ผลิตในอาเซียนด้วยกัน
ที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า หนึ่งในสินค้านั้น ก็คือ เซรามิกที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนตกลงกันว่าจะต้องลดอัตราภาษีนำเข้าโดยเร่งด่วน
การซื้อหุ้นมาริซาวาครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นผลงานใหญ่ชิ้นแรกของชุมพล ซึ่งเป็นรูปธรรมของยุทธศาสตร์รุกและรับ
พร้อมกันไปในตัว "รุก" คือ การแสวงหาตลาดใหม่ ๆ นอกประเทศ เพื่อลดแรงกดดันจากสภาพการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นภายในประเทศ
"รับ" คือ การรับมือกับอาฟต้า ด้วยการสร้างฐานการผลิตในประเทศที่จะทำให้เกิดข้อได้เปรียบในการแข่งขันมากที่สุด
ในระยะแรกนี้ การลงทุนในมาริซาวาฯ ของปูนซิเมนต์ไทย ยังคงเป็นการเข้าร่วมอย่างหุ้นส่วนธรรมดา
แต่จากสัดส่วนที่เครือซิเมนต์ถือหุ้นสูงถึง 37% ก็เชื่อว่า ในอนาคตการลงทุนด้วยเงินกว่า
230 ล้านบาทนั้น ปูนใหญ่คงจะไม่อยู่แค่การรอปันผลอย่างแน่นอน แต่คงจะเข้าไปมีส่วนในเรื่องการผลิตหรือทางด้านเทคนิค
ในขณะที่การตลาดในประเทศคงจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ถือหุ้นชาวฟิลิปปินส์จัดการกันเอง
ถึงวันนั้น นอกเหนือจากการเข้ามีส่วนร่วมในการแข่งขันของตลาดเซรามิกระหว่างประเทศอันเนื่องมาจาก
การเกิดอาฟต้าที่ปูนซิเมนต์ไทยจะไม่เสียเปรียบใครแล้ว ปูนใหญ่ อาจจะเป็นยักษ์ใหญ๋ในวงการเซรามิกในอาเซียนก็เป็นได้