แอสคอนฯในยุคคมช.ยืนหยัดเข้าประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งชัน และรถไฟฟ้ารางคู่ หลังครม.อนุมัติให้ดำเนินการ ยืนยันพันธมิตรจากเยอรมนียังเหนี่ยวแน่นร่วมทุนประมูล 2โครงการ ระบุกลุ่มญี่ปุ่นยังสนใจบริษัท แต่ขอความชัดเจนจากเจบิกในการปล่อยกู้โครงการ พร้อมสร้างข่าวจ่อเทกโอเวอร์โครงการคอนโดฯต่อ
นายพัฒนพงษ์ ตนุมัธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASCON เปิดเผยถึงประเด็นที่ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงเรียบร้อยแล้ว มูลค่ารวม 13,000 ล้านบาทเมื่อวานนี้ (22) ว่า บริษัทพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งชัน นอกจากนี้ บริษัทก็จะเข้าร่วมประมูลรถไฟฟ้ารางคู่ด้วย โดยจะบริษัทจะทำการประมูลโครงการ 2 โครงการร่วมกับทางพันธมิตรเยอรมนี
ส่วนพันธมิตรญี่ปุ่นนั้น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับทางพันธมิตรญี่ปุ่น ซึ่งทางพันธมิตรกำลังรอความชัดเจนของธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิก) จะปล่อยเงินกู้ให้สร้างรถไฟฟ้าหรือไม่ ประกอบทางพันธมิตรยังมั่นใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ภายในประเทศไทย และยังคงยืนยันจะเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทแอสคอนฯ เพียงแต่ว่ารอความชัดเจนเท่านั้น
นอกจากนี้ บริษัทก็มีแผนที่จะเข้าร่วมประมูลงานภาคอุตสาหกรรม โดยจะเข้าร่วมประมูลงานเกี่ยวกับงานด้านพลังงาน อาทิ โรงไฟฟ้า โรงแยกแก๊ส เป็นต้น มูลค่าโครงการประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทจะเข้าร่วมประมูลโครงการดังกล่าวร่วมกับทางพันธมิตรเยอรมนี โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะยื่นแบบประมูลโครงการดังกล่าวประมาณเดือนมิถุนายนนี้
อย่างไรก็ดี บริษัทยังก็คงยืนยันว่าจะเข้าร่วมประมูลงานใหม่ในปีนี้ มูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาท และจะพยายามรักษางานประมูลในมือให้ได้ 10-20 โครงการอย่างสม่ำเสมอ โดยในปีนี้มั่นใจว่าจะชนะการประมูลมูลค่าประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท มากกว่าปีก่อนที่อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท
นายพัฒนพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับงานโครงการ “The Inspire Rama IX" ที่บริษัทเข้าไปเทคโอเวอร์มานั้น บริษัทได้ทำการเปิดขายโครงการในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 16 ที่ผ่านมา ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ขณะนี้บริษัทสามารถขายโครงการไปได้แล้วกว่า 80% ขณะเดียวกัน บริษัทก็มีแผนที่จะเข้าไปซื้อโครงการ(เทกโอเวอร์)ที่ศักยภาพเข้ามาบริหารเพิ่มเติม
ส่วนงานในต่างประเทศนั้น ขณะนี้บริษัทก็กำลังรอผลโครงการปรับปรุงถนนที่ประเทศกัมพูชาว่า ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ทำข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ให้แก่ทางการของกัมพูชาไปหมดแล้ว แต่ยังติดในรายละเอียดบางอย่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ แต่อย่างก็ไรก็ตาม บริษัทก็ยังติดตามผลของโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ส่วนโครงการที่เวียดนาม เป็นงานโรงแรมมูลค่าโครงการประมาณ 4,000 ล้านบาท ขณะนี้ก็กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าจะสามารถเริ่มการก่อสร้างได้ประมาณไตรมาส 3/2550
ขณะเดียวกัน บริษัทก็มีแผนที่จะไปรับงานก่อสร้างอาคารสูงที่ประเทศแถบตะวันออกกลาง คาดว่าจะทราบผลของการเจรจาภายในเดือนหน้า สำหรับการไปรับงานที่ประเทศตะวันออกกลางนั้นบริษัทก็จะไปกับพันธมิตรเยอรมันและอาจจะร่วมกับคอลพาร์ทเนอร์ที่ประเทศตะวันออกกลางด้วย
นายพัฒนพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มรายได้ในไตรมาส 2/2550 คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นและน่าเป็นไปที่ประมาณการไว้ ส่วนเป้ารายได้รวมปีนี้บริษัทก็ยังคงเป้ารายได้อยู่ที่ประมาณ 2,200-2,500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 60-80% จากปี 2549 ที่มีรายได้อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าโครงการงานในมือ (Backlog) ที่รอรับรู้รายได้ประมาณ 4,000 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ได้ในปีนี้ประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนอีก 2,000 ล้านบาทที่เหลือจะไปรับรู้รายได้ได้ในปี 2551
|