Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กุมภาพันธ์ 2536








 
นิตยสารผู้จัดการ กุมภาพันธ์ 2536
"เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน"             
โดย วนัญญา วรรณจำรัส
 

 
Charts & Figures

ตารางแสดงมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า
สัดส่วนมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านปี 2535
ผู้นำทางการตลาดของเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิด
มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน


   
search resources

Investment
Electric




ปัจจุบันวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การทำงานต้องอาศัยความเร่งรีบแข่งขันกับเวลา เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดจึงได้กลายมาเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น

ผลที่ตามมาจากการขยายตัวของความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ทำให้การผลิตเกิดการขยายตัว มีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น ก่อให้เกิดการจ้างงานในอัตราที่สูง และมีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเข้ามามากขึ้น อุตสาหกรรมนี้จึงได้รับการพัฒนาอย่างเป็นลำดับ จนในปัจจุบันสามารถผลิตเพื่อส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

การพิจารณาอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านนี้ จะพิจารณาถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ในฐานะที่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ได้แก่เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น พัดลมไฟฟ้า เตาอบ ไมโครเวฟ หลอดไฟฟ้า เครื่องซักผ้า เครื่องฟอกอากาศ เครื่องดูดฝุ่น และเครื่องทำน้ำอุ่น เป็นต้น

บทบาทและความสำคัญ

อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศทั้งภาคเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมามีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก พิจารณาได้จากมูลค่าการลงทุนสุทธิจากต่างประเทศในไทย พบว่าอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ามีการขยายตัวเฉลี่ยของมูลค่าการลงทุนสุทธิในช่วงปี 2528-2533 สูงถึงร้อยละ 107.7 ปี 2531 มีการขยายตัวมากที่สุดถึงร้อยละ 455.8 หรือประมาณ 4.6 เท่า ในปี 2534 มีมูลค่า 8,932.7 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 38.3 ของการลงทุนในอุตสาหกรรมทั้งหมด และเป็นอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการลงทุนจากต่างชาติมากที่สุดในปีนี้ด้วย มูลค่าการลงทุนสุทธิในปี 2534 ลดลงร้อยละ 17.5 เนื่องจากการได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซีย แต่ยังถือว่ามีมูลค่าที่สูงอยู่เมื่อเทียบกับปีอื่น ๆ

ผลจากการที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้มีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อพิจารณามูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมพบว่า ในปี 2533 มีมูลค่าเพิ่มถึง 4,901.6 ล้านบาท ( ณ ราคาปัจจุบัน และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยของมูลค่าเพิ่มของทั้งภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 15.1 ซึ่งนับว่ามีการขยายตัวในอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมนี้มีความสำคัญในการก่อให้เกิดการจ้างงานเพราะเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่เน้นการใช้แรงงานเป็นหลัก (LABOUR INTENSIVE) จากสถิติของกรมแรงงานพบว่า ปัจจุบันจำนวนการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้มีประมาณ 40,000 คน คิดเป็นร้อยละ 3.02 ของการจ้างงานทั้งหมดในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านยังมีบทบาทสำคัญในด้านการขยายตัวทางด้านการส่งออกมากขึ้น ประมาณการว่าในปี 2535 เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมีมูลค่าการส่งออกถึง 11,690 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2534 ถึงร้อยละ 30.2 ซึ่งเป็นผลจากการที่นักลงทุนเข้ามาทำการผลิตเพื่อส่งออกเป็นส่วนใหญ่ การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ นอกจากจะก่อให้เกิดการจ้างงานและการขยายตัวของการส่งออกแล้ว ยังก่อให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องตามมาอีก เช่น อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ เป็นต้น

เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้มีนักลงทุนจากต่างประเทศสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้นนั้น พบว่ามีปัจจัยที่สำคัญหลายประการดังนี้ คือ

- อัตราค่าจ้างแรงงานของไทยค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรปและในเอเชียด้วยกันเอง และอุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้เกิดความได้เปรียบในแง่ของการทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ และประเทศผู้ลงทุนประสบปัญหาค่าแรงงานเพิ่มขึ้นสูง จึงทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทย

- นโยบายและมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ ในการสนับสนุนและให้ความสำคัญต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่การให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ แก่ผู้ลงทุน การส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออก และการกำหนดให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลได้ให้การส่งเสริมเป็นต้น

- การเพิ่มขึ้นของค่าเงินในประเทศผู้ลงทุนส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

- ประเทศผู้ลงทุนหลายประเทศต้องเผชิญกับปัญหากีดกันทางการค้าจากประเทศต่าง ๆ ด้วยมาตรการด้านกำแพงภาษี การถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) เป็นต้น ทำให้ผู้ลงทุนเหล่านั้นหลีกเลี่ยงปัญหาโดยการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นที่ยังได้สิทธิพิเศษเหล่านี้อยู่

กลุ่มผู้ลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนทำการผลิตในประเทศไทย ได้แก่

- ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศแรกที่เข้ามาในประเทศไทย

- สหรัฐอเมริกา

- กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี และสิงคโปร์

- อื่น ๆ

เครื่องปรับอากาศ

อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศเริ่มผลิตตั้งแต่ปี 2503 โดยนำเข้าชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากต่างประเทศมาประกอบขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ บริษัท ซันโยยูนิเวอร์แซล อิเล็กทริค จำกัด เป็นผู้ผลิตรายแรกที่ตั้งโรงงานประกอบเครื่องปรับอากาศขึ้นในประเทศอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเป็นลำดับ ทำให้ในปัจจุบันมีผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และรายย่อย ประเภทของผู้ผลิตแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ

- ผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าของกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา เป็นบริษัทสาขาทำการผลิตโดยอาศัยเทคโนโลยีและเครื่องหมายการค้าจากบริษัทแม่ เช่น ยอร์ค แคเรียร์ เทรน เป็นต้น

- ผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าของญี่ปุ่นผู้ผลิตเหล่านี้มักจะผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นด้วยได้แก่ มิตซูบิชิ เนชั่นแนล โตชิบา ซันโย และฮิตาชิ

- กลุ่มผู้ผลิตรายย่อยภายในประเทศ ทำการผลิตโดยใช้เครื่องหมายการค้าของตนเองส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตโดยลอกเลียนแบบสินค้าจากต่างประเทศ คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน และมีระดับราคาถูก

ปัจจุบันผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้มีอยู่ประมาณ 13 ราย ซึ่งมีทั้งผู้ผลิตที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงปี 2531-2535 พบว่ามีจำนวนผู้ที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 10 ราย และบางรายได้เริ่มทำการผลิตบ้างแล้ว ซึ่งถ้าผู้ผลิตเหล่านี้ได้เริ่มเปิดดำเนินการผลิตได้ทั้งหมดแล้ว จะทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มอีกถึง 1,725,000 เครื่องต่อปีและกว่าร้อยละ 90 ของกำลังการผลิตนี้จะส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตต้องอาศัยการนำเข้าจากต่างประเทศ ประมาณร้อยละ 40 ของมูลค่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตทั้งหมด วัตถุดิบที่นำเข้าได้แก่ COMPRESSORS, THERMOSTAT, COPPER TUBE, CAPACITORS โดยส่วนใหญ่จะนำเข้าจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

ปริมาณการผลิตเครื่องปรับอากาศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น (2530-2534) มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้ว่าอัตราการขยายตัวเฉลี่ยของปริมาณการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ในช่วงดังกล่าวนี้ สูงถึงร้อยละ 53.6 และปริมาณการผลิตในปี 2534 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 106.8 เนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาผลิตเพื่อมุ่งการส่งออกเป็นหลัก

ตู้เย็น

การผลิตตู้เย็นเริ่มขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2506 โดยบริษัท ซันโยยูนิเวอร์แซลอิเล็กทริคผลิตขึ้นเป็นรายแรก ปัจจุบันมีผู้ผลิตอยู่ทั้งหมดประมาณ 12 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ผลิตที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 5 ราย กำลังการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ 6 ราย มีจำนวนประมาณ 12 ล้านเครื่องต่อปี การผลิตตู้เย็นส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนระหว่างผู้ผลิตไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้าร่วมทุนมากที่สุด

อุตสาหกรรมการผลิตตู้เย็นใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศประมาณร้อยละ 30 ของมูลค่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต วัตถุดิบที่ต้องอาศัยการนำเข้าจากต่างประเทศได้แก่ COMPRESOR, CONDENSSER THERMOSTAT, EVAPORATOR เป็นต้น ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน สิงคโปร์

ปริมาณการผลิตตู้เย็นในปี 2534 มีจำนวน 1,056,012 เครื่องต่อปี เพิ่มขึ้นจากปี 2533 ร้อยละ 6.7 โดยมีอัตราการขยายตัวในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2530 2534 เฉลี่ยร้อยละ 26.8

พัดลมไฟฟ้า

การผลิตพัดลมไฟฟ้าในระยะแรกมีลักษณะเป็นกิจการขนาดเล็ก กรรมวิธีการผลิตเป็นแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ในระยะแรกเป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ ต่อมาอุตสาหกรรมนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล ลักษณะการผลิตจึงพัฒนาไปสู่การส่งออกมากขึ้น ส่งผลให้ตัวผลิตภัณฑ์ได้รับการพัฒนาในรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น เช่นพัดลมที่มีสวิตซ์ตั้งเวลาและมีรีโมตคอนโทรลควบคุมการทำงานเป็นต้น อุตสาหกรรมพัดลมไฟฟ้ามีผู้ผลิตอยู่จำนวนมากจากสถิติของกรมโรงงานปัจจุบันมีจำนวนผู้ผลิตอยู่จำนวน 22 ราย กำลังการผลิตของผู้ผลิตจำนวน 9 ราย มีจำนวน 4,211,500 เครื่องต่อปี นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตรายย่อยอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรม

วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตส่วนใหญ่จะหาได้ภายในประเทศ แต่ยังต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศอยู่บ้าง คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของมูลค่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ได้แก่ การนำเข้าเหล็กซิลิคอน เหล็กแผ่น อะลูมิเนียมแผ่น โดยนำเข้าจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เป็นต้น

ปริมาณการผลิตพัดลมไฟฟ้าในปี 2534 มีจำนวน 3,281,010 เครื่องต่อปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 12.13 และปริมาณการผลิตในช่วง 5 ปีมี การขยายตัวเฉลี่ยถึงร้อยละ 34.17

เตาอบไมโครเวฟ

ผลจากการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้เกิดการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดใหม่ๆ ขึ้นมาในประเทศไทย เตาอบไมโครเวฟเป็นอุตสาหกรรมใหม่
อุตสาหกรรมหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริม และเริ่มมีการผลิตขึ้นในปี 2531 อุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก มีเงินลงทุนประมาณ 2,000,000 บาท จำนวนผู้ผลิตมีอยู่ 3 รายซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ทั้งหมด โดยเป็นผู้ผลิตจากญี่ปุ่น 1 ราย และเป็นการร่วมทุนระหว่างผู้ผลิตของไทยกับญี่ปุ่นอีก 2 รายซึ่งขณะนี้ได้เริ่มเปิดดำเนินการผลิตแล้ว 2 ราย คือ บริษัท ชาร์ป แอพพลายแอนซ์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายแรกและบริษัทเอ็มี อินดัสตรี จำกัด และคาดว่าถ้าผู้ผลิตทั้ง 3 ราย สามารถเปิดดำเนินการผลิตได้ทั้งหมดแล้วจะทำให้มีกำลังการผลิตทั้งหมดถึง 2,260,000 เครื่องต่อปี

วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตต้องนำเข้าจากต่างประเทศ คิดเป็นร้อยละ 50 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมดโดยนำเข้าจากญี่ปุ่น

ปริมาณการผลิตเตาอบไมโครเวฟ ในปี 2534 มีจำนวน 1,438,685 เครื่องต่อปี และมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2531 ร้อยละ 43.3 การผลิตส่วนใหญ่กว่าร้อยละ80 เป็นการผลิตเพื่อส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ

หลอดไฟฟ้า

หลอดไฟฟ้าที่ใช้ภายในบ้านแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือหลอดอินแคนเดสเซนต์ มีลักษณะเป็นกระเปาะแก้วกลม ด้านหนึ่งยื่นออกมาเป็นขั้วหลอดเชื่อมต่อกับไส้หลอด ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือ หลอดฟลูออกเรสเซนต์ หรือที่เรียกกันว่า "หลอดนีออน" มีลักษณะเป็นหลอดแท่งยาว ผิวด้านในฉาบด้วยสารฟลูออเรสเซนต์ (ฟอสเฟอร์) ซึ่งบรรจุก๊าซฮาร์กอนและ ไอปรอทอยู่ภายในหลอดเพื่อทำให้สารฟลูออเรสเซนต์เปล่งแสงอัลตราไวโอเลต ซึ่งเป็นแสงสีนวลออกมาได้สะดวก

การผลิตหลอดอินแคนเดสเซนต์ เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2504 โดยบริษัท หลอดไฟฟ้าไทย จำกัด เป็นผู้ผลิตรายแรก ปัจจุบันมีจำนวนผู้ผลิตทั้งหมด 6 ราย สำหรับหลอดฟลูออเรสเซนต์เริ่มมีการผลิตขึ้นในปี 2518 ในขณะนั้นมีผู้เข้ามาทำการผลิต 2 รายคือ บริษัท ไทยโตชิบา-ฟลูออเรสเซนต์แลมป์และบริษัทไทยฟลูออเรสเซนต์แลมป์ จำกัด ปัจจุบันมีจำนวนผู้ผลิตทั้งหมด 8 ราย ได้รับการส่งเสริมจาก BOI 4 ราย มีกำลังการผลิตทั้งหมด 38,852,780 หลอดต่อปี ในปี 2534 ประมาณการว่าปริมาณการผลิตหลอดไฟฟ้ามีจำนวน 66,184,900 หลอดต่อปีโดยแบ่งเป็นปริมาณผลิตของหลอดอินแคนเดสเซนต์จำนวน 43,588,920 หลอดต่อปี และหลอดฟลูออเรสเซนต์ 22,595,980 หลอดต่อปี

เครื่องซักผ้า

อุตสาหกรรมนี้เริ่มมีการผลิตขึ้นในประเทศไทยในปี 2525 โดยบริษัท ซันโยยูนิเวอร์แซล อิเล็กทริค จำกัด เป็นผู้ผลิตรายแรกเช่นเดียวกับเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น การผลิตในระยะแรกมีลักษณะเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศมาประกอบขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งมูลค่าการนำเข้าชิ้นส่วนสูงถึงร้อยละ 97 ต่อมาอุตสาหกรรมนี้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันมีจำนวนผู้ผลิตอยู่ 10 รายกำลังการผลิตจากผู้ผลิตจำนวน 9 รายมีประมาณ 245,678 เครื่องต่อปี

วัตถุดิบที่สำคัญที่ต้องอาศัยการนำเข้าได้แก่ CONTROL CIRCUIT BORARD COMPLETION, METAL ASSEMBLY, MOTOR COMPLETION, SPIN TUB COMPLETION และ GEAR BOX ASSEMBLY เป็นต้น
เป็นปริมาณการผลิตจากผู้ผลิต 9 ราย ในปี 2534 มีประมาณ 166,324 เครื่องต่อปี เพิ่มขึ้นจากปี 2533 ร้อยละ 12

เครื่องฟอกอากาศ

เครื่องฟอกอากาศกำลังได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากปัญหามลพิษทางอากาศที่นับวันจะทวีความรุนแรงและมีอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพมากขึ้น เครื่องฟอกอากาศจึงถูกนำเข้ามาใช้เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการหลีกเลี่ยงกับปัญหาเหล่านี้ โดยมีหลักการทำงานอยู่ 3 ระบบด้วยกัน

- ระบบที่ใช้แผ่นกรองใยสังเคราะห์พิเศษที่มีความละเอียด หรือเรียกกันว่า แผ่น HEPAFILTER เครื่องฟอกอากาศระบบนี้จะทำหน้าที่กรองและจับฝุ่นละอองที่ปะปนมากับอากาศไว้ ทำให้บริเวณนั้นปราศจากฝุ่นละออง

-หลักการทำงานของไฟฟ้าสถิตหรือ ELECTROSTATIC โดยใช้ ELECTRONIC CELL หรือแผ่นโลหะมาเรียงซ้อนกันแล้วผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปเพื่อทำให้เกิดสนามไฟฟ้าและเหนี่ยวนำให้ฝุ่นละอองควัน และผงเล็ก ๆ ที่ปะปนในอากาศ เกิดเป็นประจุไฟฟ้าบวก ซึ่งจะถูกดูดผ่านสนามแม่เหล็กไปติดกับแผ่นโลหะที่เตรียมไว้

- หลักการปล่อยประจุลบ หรือ NEGATIVE-LONGENERATIORS ด้วยเข็มยิงประจุไฟฟ้าลบเพื่อทำให้เกิดการเหนี่ยวนำให้ฝุ่นละออง ผงและควันต่าง ๆ ที่ผ่านเข้าไปในเครื่องฟอกอากาศ ถูกดูดไปเกาะแผ่นโลหะที่เตรียมไว้ ทำให้อากาศที่ผ่านออกมาจากเครื่องมีความบริสุทธิ์ ปราศจากสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ

เครื่องฟอกอากาศที่มีจำหน่ายในตลาดส่วนใหญ่จะนำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจุบันมีจำนวนผู้นำเข้าอยู่ 19 ราย และมีผู้ผลิตในประเทศ 2 รายประมาณร้อยละ 74 ของเครื่องฟอกอากาศนำเข้ามีระบบการทำงานแบบ NEGATIVE-LONGENERATORS ส่วนเครื่องฟอกอากาศที่ผลิตในประเทศเป็นระบบ ELECTROSTATIC ผลจากการตื่นตัวต่อสภาพแวดล้อมและการให้ความสนใจต่อปัญหามลพิษมากขึ้นทำให้ความต้องการเครื่องฟอกอากาศขยายตัวอย่างรวดเร็ว

นอกจาเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแต่ละชนิดที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอีกหลายชนิดที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในแง่ของเครื่องอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องดูดฝุ่นและเครื่องทำน้ำอุ่น ซึ่งมีลักษณะการผลิตเช่นเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น คือมีการร่วมทุนกับต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและไต้หวัน และต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศอีกด้วย แต่มีปริมาณการผลิตไม่สูงมากนัก เช่น เครื่องทำน้ำอุ่นมีผู้ผลิตเพียง 3 ราย โดยมีผู้ผลิตที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI 2 ราย ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ

การแบ่งประเภทของผลิตภัณฑ์

ในการพิจารณาอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านทั้ง 9 ชนิด สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ได้ดังนี้คือ

- เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่เป็นสินค้าจำเป็น สินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่เกือบทุกบ้านจะต้องมีใช้เป็นส่วนใหญ่ เพราะถือว่าเป็นสินค้าจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน สามารถหาซื้อได้โดยทั่วไป และมีราคาไม่แพงมากนัก สินค้าเหล่านี้ได้แก่หลอดไฟ พัดลม ตู้เย็น

- เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านประเภทสินค้าอำนวยความสะดวกสบาย ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น เตาอบ ไมโครเวฟ และเครื่องฟอกอากาศ ผู้บริโภคจะมองว่าสินค้าในกลุ่มนี้เป็นสินค้าอำนวยความสะดวกที่ได้เข้ามามีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระในการทำงานประหยัดเวลา และช่วยให้มีเวลาในการพักผ่อนมากขึ้นในชีวิตประจำวันที่สภาพสังคมมีแต่ความเร่งรีบ การทำงานทุกอย่างต้องแข่งขันกับเวลาสินค้าเหล่านี้จึงได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น

นอกจากสินค้าในกลุ่มนี้จะอำนวยความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตประจำวันแล้ว สินค้าบางชนิดได้แก่ เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น และเครื่องฟอกอากาศ ยังมีส่วนช่วยในการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอีกด้วย เช่น เครื่องปรับอากาศสามารถลดมลพิษทางเสียง และทางอากาศ สามารถปรับสภาพอากาศให้เหมาะสมในการทำงาน เครื่องทำน้ำอุ่น และเครื่องฟอกอากาศ มีส่วนช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและสิ่งเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตามผู้บริโภคบางกลุ่มอาจมองว่าสินค้าเหล่านี้ยังไม่มีความจำเป็นต่อการบริโภคมากนักเนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างแพง ดังนั้นสินค้าเหล่านี้จึงเป็นสินค้าที่ผู้มีอำนาจซื้อสูงจะนิยมซื้อเป็นส่วนใหญ่

ปัจจุบันการพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านให้มีความทันสมัยอยู่เสมอนั้น เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญกลยุทธ์หนึ่งที่ถูกนำมาใช้กันมาก ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับในอดีตที่ตลาดมีการแข่งขันยังไม่รุนแรงนัก เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดที่ผลิตออกมามีเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้น แต่ละรุ่นที่ผลิตก็มีวงจรผลิตภัณฑ์อยู่ในตลาดได้นาน รูปแบบของสินค้าจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ไม่กระทัดรัดอย่างเช่นในปัจจุบัน การแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของสินค้าในสมัยนั้นยังไม่ใช่กลยุทธ์ที่สำคัญ เนื่องจากสินค้าที่ผลิตได้มีรูปแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนเทคโนโลยีของแต่ละยี่ห้อที่ใช้ก็ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่ในปัจจุบันจะสังเกตเห็นได้ว่า สินค้าแต่ละชนิดจะมีการผลิตรุ่นใหม่ ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก สินค้าบางรุ่นเพิ่งจะเข้าตลาดได้ไม่นานก็มีรุ่นใหม่ออกมาอีกเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการที่ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น ผู้ผลิตแต่ละราย จึงพยายามสร้างความแตกต่างในตัวผลิตภัณฑ์ (PRODUCT DIFFERENTIATION) ให้กับสินค้าของตนโดยมีการพัฒนารูปแบบของสินค้าให้มีความทันสมัยของเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ได้มีการแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายออกเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่มมากขึ้น ทำให้รูปแบบของผลิตภัณฑ์ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นจำนวนมากเพื่อสามารถเข้าถึงลูกค้าแต่ละกลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่ได้เป็นจำนวนมาก

เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีความแตกต่างกัน ทั้งทางด้านความจำเป็นการบริโภคสินค้า ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนภาวะการแข่งขันจึงทำให้สินค้าทั้ง 2 กลุ่มนี้มีกลยุทธ์การแข่งขันที่แตกต่างกันออกไป

เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่เป็นสินค้าจำเป็น

ตลาดของสินค้าในกลุ่มนี้เป็นตลาดที่ใหญ่มากโดยเฉพาะหลอดไฟ และพัดลม เป็นสินค้าจำเป็นที่ทุกบ้านต้องมีใช้ ผู้บริโภคที่มีระดับรายได้สูงหรือไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคที่มีระดับรายได้ปานกลางจนถึงต่ำสามารถที่จะซื้อมาบริโภคได้ สำหรับตู้เย็น ถือว่าเป็นตลาดใหญ่ตลาดหนึ่ง เช่นเดียวกับหลอดไฟและพัดลม และปัจจุบันตู้เย็นก็ได้กลายมาเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่เกือบทุกบ้านต้องมีตู้เย็นไว้ใช้

ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกลุ่มนี้ มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภคและมีการแข่งขันกันระหว่างผู้ผลิตในแต่ละรายค่อนข้างสูง ดังเช่น

หลอดไฟ : ปัจจุบันตลาดมีอัตราการเติบโตอย่างมาก มีมูลค่าตลาดประมาณกว่า 4,000 ล้านบาทในขณะที่ปี 2530 หลอดไฟฟ้ามีมูลค่าตลาดเพียง 1,650 ล้านบาทเท่านั้น สำหรับการแข่งขันของหลอดไฟ นี้จะเป็นการแข่งขันกันเองของยี่ห้อต่าง ๆ ทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ ฟิลิปส์ โตชิบา ออสแรม ซิลเวอร์ไลท์ ครอมป์ต้น ไดอิจิ อีวายอี เนชั่นแนล ฮิตาชิ เอ็นอีซี ซิลวาเนีย เป็นต้น โดยเฉพาะฟิลิปส์ และโตชิบามีการแข่งขันกันสูง และฟิลิปส์ สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้มากที่สุด ประมาณร้อยละ 20

พัดลมไฟฟ้า : ปัจจุบันตลาดพัดลมมีอัตราการเติบโตของตลาด ประมาณร้อยละ 20-25 ตลาดนี้มีการขยายตัวมาโดยตลอด ตลาดระดับล่างเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ถึง ร้อยละ 70 ส่วนใหญ่ในตลาดล่างนี้จะเป็นตลาดของพัดลมยี่ห้อที่ไม่มีชื่อเสียงซึ่งมีอยู่หลายยี่ห้อ และคาดว่าเป็นยี่ห้อที่มีชื่อเสียงค่อนข้างมากในตลาดนี้ ส่วนสินค้าในตลาดระดับกลางถึงระดับสูง มักจะมีการแข่งขันกันในเชิงคุณภาพของสินค้าเป็นการขายแบรนด์อิมเมจกันมากกว่า ซึ่งจะเป็นการแข่งขันของผู้ผลิตยี่ห้อที่มีชื่อเสียง เช่นมิตซูบิชิ โตชิบา เนชั่นแนล ซันโย สำหรับตลาดพัดลมมีผู้นำในตลาดที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดคือมิตซูบิชิ

ตู้เย็น : ตลาดตู้เย็นมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านชนิดอื่น ๆ โดยมีอัตราการเติบโตของปริมาณการจำหน่ายตู้เย็นเฉลี่ยในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2530-2534 ถึงร้อยละ 16.5

สำหรับยี่ห้อที่มีการแข่งขันกันสูงในตลาดตู้เย็นได้แก่ ซันโย เนชั่นแนล มิตซูบิชิ โตชิบาและฮิตาชิ โดยซันโยเป็นผู้นำตลาดมีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 30

สินค้าในกลุ่มนี้เป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการบริโภค ผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องมีระดับรายได้สูงมากนักก็สามารถซื้อได้สินค้าก็ไม่ค่อยมีความแตกต่างในด้านรูปแบบมากนัก การซื้อสินค้าผู้บริโภคจะพิจารณาปัจจัยด้านราคาเป็นสำคัญ ดังนั้นกลยุทธ์ในการแข่งขันที่สำคัญของสินค้าในกลุ่มนี้จึงขึ้นอยู่กับราคา (PRICE) เป็นหลัก การแข่งขันทางด้านตัวผลิตภัณฑ์ (PRODUCT) จึงเป็นปัจจัยรองลงไป สินค้าแต่ละชนิดในกลุ่มนี้จึงมีการสร้างความแตกต่างในด้านตัวผลิตภัณฑ์ (PRODUCT DIFFERENTIATION) ไม่สูงนัก สินค้าแต่ละชนิดถึงแม้ว่าจะมีหลายรูปแบบก็ตามแต่ก็เป็นเพียงความแตกต่างทางด้านการออกแบบดีไซน์เท่านั้นซึ่งไม่ใช่ความแตกต่างทางด้านพัฒนาการและเทคโนโลยี ทุกยี่ห้อสามารถผลิตได้เหมือนๆ กันหรือมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีไม่แตกต่างกันมากนักนาน ๆ จะมีการพัฒนาระบบใหม่ ๆ ขึ้นมา แต่ก็มีอยู่บ้าง ที่ผลิตภัณฑ์บางรุ่น ได้สร้างความแตกต่างในตัวผลิตภัณฑ์โดยการพัฒนาให้มีความทันสมัยของเทคโนโลยีสูง เช่น พัดลมที่มีระบบรีโมตคอนโทรล หรือตู้เย็นที่มีการควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบกำจัดกลิ่น เป็นต้นซึ่งสินค้าเหล่านี้มุ่งที่จะเจาะตลาดระดับบนมากกว่าและมีสัดส่วนตลาดอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการแข่งขันทางด้านผลิตภัณฑ์ของตลาดกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญรองลงมาจากแข่งขันทางด้านราคา

เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านประเภทสินค้าอำนวยความสะดวกสบาย

ตลาดสินค้าในกลุ่มนี้มีรูปแบบของการแข่งขันแตกต่างจากกลุ่มแรก เนื่องจากสินค้าในกลุ่มนี้เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงระดับสูงนิยมในการบริโภค และเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้น การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าในกลุ่มนี้จึงมีสูงกว่ากลุ่มแรกมาก คุณภาพและรูปแบบของผลิตภัณฑ์มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค เพราะอำนาจซื้อของผู้บริโภคมีสูง การพัฒนารูปแบบของสินค้าให้มีความทันสมัยอยู่เสมอนั้นจึงเป็นสิ่งที่สามารถจูงใจให้ผู้บริโภคให้เลือกซื้อสินค้าเหล่านั้นได้ ดังนั้นกลยุทธ์การแข่งขันในด้านผลิตภัณฑ์ (PRODUCT) สำหรับสินค้าในกลุ่มนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านในกลุ่มนี้จึงต้องมีการพัฒนารูปผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ

ปัจจุบันตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านในกลุ่มนี้มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อ เนื่องการแข่งขันในตลาดของผู้ผลิตแต่ละรายมีค่อนข้างสูงเพื่อต้องการชิงส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุด

เครื่องปรับอากาศ : ในปัจจุบันมูลค่าตลาดของเครื่องปรับอากาศมีมูลค่าประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 10 เครื่องปรับอากาศภายในบ้าน เป็นเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก การแข่งขันในตลาดนี้ส่วนใหญ่เป็นการแข่งขันระหว่างเครื่องปรับอากาศที่ใช้เครื่องหมายการค้าของสหรัฐอเมริกา ยุโรป ได้แก่ แคเรียร์ ยอร์ค เทรน และเครื่องปรับอากาศที่ใช้เครื่องหมายการค้าของญี่ปุ่น ได้แก่ มิตซูบิชิ ไดกิ้น เนชั่นแนล โตชิบา ซันโย และฮิตาชิ นอกจากนี้ยังมีเครื่องปรับอากาศที่ผลิตขึ้นมาโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดนี้ค่อนข้างสูง ถึงประมาณร้อยละ 30 ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและมีระดับราคาต่ำสำหรับผู้นำทางการตลาดของเครื่องปรับอากาศภายในบ้านคือมิตซูบิชิ และมีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 18-20

เมื่อพิจารณาถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์ จะเห็นได้ว่าเครื่องปรับอากาศได้รับการพัฒนารูปแบบให้ทันสมัยมากขึ้น เช่น เครื่องปรับอากาศที่มีการควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีการพัฒนา โดยมีรีโมตคอนโทรลไร้สายเพื่อสามารถควบคุมอุณหภูมิให้เป็นไปตามความต้องการได้หรือการพัฒนาโดยระบบการเสริมเครื่องฟอกอากาศเข้าไปในเครื่องปรับอากาศ ซึ่งทำให้อากาศที่ออกมาพร้อมกับความเย็นเป็นอากาศที่บริสุทธิ์และเป็นผลดีต่อสุขภาพ

เครื่องซักผ้า : การแข่งขันของตลาดเครื่องซักผ้าเริ่มมีการแข่งขันกันมากขึ้น เนื่องจากการดำเนินชีวิตประจำวันที่ต้องแข่งกับเวลา ประกอบกับการพัฒนาทางเทคโนโลยีของเครื่องซักผ้ารุ่นใหม่ทำให้ปริมาณความต้องการเครื่องซักผ้ามีมากขึ้นปัจจุบันการบริโภคเครื่องซักผ้าในประเทศไทย มีเพียงร้อยละ 25-30 ของประชากรโดยรวมทั้งหมด โดยจะเห็นได้ว่า ยังคงอยู่ในอัตราที่ต่ำ ดังนั้นตลาดจึงยังสามารถขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกมาก

การแข่งขันในตลาดนี้จะเป็นการแข่งขันระหว่างเครื่องซักผ้าของยุโรปและอเมริกา ได้แก่ ยี่ห้ออีเลคโทรลักซ์ ฟิลิปส์-เวิร์ลพูลฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องซักผ้าชนิดที่การทำงานใช้ปิด-เปิดจากด้านหน้าหรือ FRONT-LOAD และการแข่งขันของเครื่องซักผ้าของญี่ปุ่น ได้แก่ ชาร์ป ซันโย ฮิตาชิ เนชั่นแนล มิตซูบิชิ ฯลฯ ซึ่งเป็นเครื่องซักผ้าชนิดที่มีการทำงานให้ปิด-เปิดด้านบน หรือ TOP-LOAD และปัจจุบันแบบ TOP-LOADเป็นแบบที่นิยมมากกว่า การแข่งขันของสินค้าญี่ปุ่นจะเน้นที่การพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่มีความทันสมัย มีสีสันสวยงามเป็นสำคัญ และเทคโนโลยีของเครื่องสำหรับเครื่องซักผ้าของยุโรปและอเมริกาจะเน้นที่คุณภาพและความทนทานในการใช้งาน และใช้แบรนด์อิมเมจที่สร้างชื่อเสียงมาตั้งแต่อดีตมาเป็นจุดขายหลักจะเห็นได้ว่าการแข่งขันในตลาดเครื่องซักผ้ามีการแข่งขันโดยเน้นกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ และนอกจากนี้ยังมีการแข่งขันทางด้านอื่นอีก เช่น การโฆษณาและการบริการหลังการขาย เป็นต้น

ในการแข่งขันของแต่ละยี่ห้อพบว่า ผู้นำทางการตลาดของเครื่องซักผ้า คือ ชาร์ป สำหรับพัฒนาการด้านรูปแบบของเครื่องซักผ้าจะมีการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยควบคุมการทำงานของระบบ เช่น การนำเอาไมโครโพรเซสเซอร์เข้ามาใช้ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาในรูปแบบของการซักด้วยน้ำอุ่น หรือแม้แต่ตั้งเวลาการทำงานอัตโนมัติเพียงครั้งเดียว การทำงานของเครื่องก็จะทำงานจนเสร็จทุกขั้นตอนพร้อมที่จะนำมรีดได้

เครื่องทำน้ำอุ่น : ในตลาดเครื่องทำน้ำอุ่นมีการแข่งขันไม่ค่อยรุนแรงนัก เนื่องจากยังมีผู้ผลิตและผู้จำหน่ายน้อยมาก เมื่อเทียบกับสินค้าอื่น ๆ มูลค่าตลาดรวมของเครื่องทำน้ำอุ่นในปัจจุบันประมาณ 500 ล้านบาท โดยมีเนชั่นแนลครองส่วนแบ่งการตลาดได้มากที่สุดถึงร้อยละ 80 ส่วนยี่ห้ออื่นครองส่วนแบ่งการตลาดได้เพียงเล็กน้อย ได้แก่ ยี่ห้อเทอร์โบร่า โซล่าฮาร์ท และซันโย เป็นต้น กลยุทธ์ที่ใช้นี้ส่วนมากจะเน้นการโฆษณามากกว่าด้านผลิตภัณฑ์

เครื่องดูดฝุ่น : สำหรับตลาดเครื่องดูดฝุ่นนั้นก็มีภาวะการแข่งขันในตลาดไม่รุนแรง เช่นเดียวกับตลาดเครื่องทำน้ำอุ่น

เตาอบไมโครเวฟ และเครื่องฟอกอากาศ : สำหรับเตาไมโครเวฟ และเครื่องฟอกอากาศนั้นเป็นสินค้าที่มีการใช้กลยุทธ์การแข่งขันที่แตกต่างไปจากสินค้ากลุ่มในกลุ่มนี้ โดยจะเน้นกลยุทธ์ระบบการขายตรงเป็นกลยุทธ์สำคัญ เนื่องจากสินค้าทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ค่อนข้างใหม่ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า ผู้บริโภคอาจยังไม่เข้าใจในระบบการทำงานและยังไม่เห็นความสำคัญมากนัก ระบบการขายตรงจึงเป็นวิธีการที่ดีในการแนะนำให้เกิดความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บริโภคได้ สำหรับการแข่งขันในตลาดทั้ง 2 นี้ ยังไม่ค่อยมีความรุนแรงมากนักเนื่องจากความต้องการยังไม่แพร่หลาย เตาอบไมโครเวฟมีชาร์ปเป็นผู้นำในตลาด โดยมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 30 รองลงมาคือ ซัมซุงและเนชั่นแนล สำหรับเครื่องฟอกอากาศมียี่ห้อที่มีการแข่งขันกันมากในตลาดได้แก่ฮันนีแมล แอโรคลีน เวลแลร์ และอิมาเฟล็ก

นอกจากกลยุทธ์ทางด้านผลิตภัณฑ์ จะเป็นกลยุทธ์เด่นของสินค้ากลุ่มนี้โดยส่วนใหญ่แล้ว การแข่งขันในตลาดนี้ยังมีการใช้กลยุทธ์อื่น ๆ ประกอบกันไปพร้อมกันด้วย เช่นกลยุทธ์ด้านราคา ช่องทางการจำหน่ายและการส่งเสริมการจำหน่าย ซึ่งสินค้าแต่ละตัวก็จะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์เหล่านี้แตกต่างกันออกไป

การกำหนดราคา (PRICING)

เมื่อพิจารณาราคาของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในปัจจุบันเปรียบเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา พบว่าราคาของสินค้าที่จำหน่ายในอดีตค่อนข้างที่จะสูงกว่าในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถและประโยชน์ในการใช้งาน (FEATURE) ของตัวสินค้าเนื่องจากการผลิตในอดีตยังมีจำนวนไม่มากเทคโนโลยีที่ใช้ก็ยังไม่ทันสมัย และยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากจนถึงระดับที่ก่อให้เกิดการประหยัดเนื่องจากขนาด (ECONOMIES OF SCALE) ได้ จึงทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูง แต่ในปัจจุบันการผลิตได้รับการพัฒนาโดยมีการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้มากขึ้น จนสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากพอที่จะก่อให้เกิดการประหยัดเนื่องจากขนาดได้ จึงทำให้มีต้นทุนสินค้าต่อหน่วยต่ำลง

ราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันค่อนข้างจะทรงตัว แต่ในอนาคตอันใกล้นี้มีแนวโน้มที่จะปรับราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนสินค้า ทำให้การแข่งขันโดยใช้กลยุทธ์ราคานี้เป็นไปได้ยาก

สำหรับในเรื่องนี้ คุณศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทกรุงไทยการไฟฟ้าได้กล่าวว่าตอนนี้ราคาสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ลงมาถึงระดับที่ผู้ผลิตได้รับผลตอบแทนต่ำแล้ว ขณะที่ต้นทุนก็สูงขึ้น ทั้งต้นทุนการผลิต ค่าแรงที่สูงขึ้นตลอดเวลาปี 2536 ต้นทุนค่าใช้จ่ายทางการตลาด ค่าโฆษณาก็ปรับราคาขึ้นถึง 20-30% และค่าใช้จ่ายทางด้านการขนส่งก็สูงขึ้นเพราะรถติดมากขึ้นทุกวัน ทำให้การขนส่งจากที่เคยส่งได้วันละ 2 เที่ยว ก็เหลือเพียงเที่ยวเดียว เพราะฉะนั้นระดับราคาในปัจจุบันคิดว่าถึงจุดที่จะทำอะไรไม่ได้มาก

ช่องทางการจัดจำหน่าย (PLACE)

วิธีนี้เป็นวิธีที่แต่ละบริษัทนิยมใช้กันเป็นส่วนใหญ่ โดยบริษัทผู้ผลิตจะส่งสินค้าผ่านไปยังผู้จัดจำหน่าย (DISTRIBUTOR) ซึ่งอาจจะเป็นตัวแทนจำหน่ายของบริษัทผู้ผลิตเอง แล้วบริษัทจัดจำหน่ายก็จะส่งผ่านไปยังผู้แทนจำหน่าย (DEALER) หรือร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งจะมีการกระจายอยู่ทั่วประเทศบริษัทผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อส่วนมากจะใช้วิธีการจำหน่ายในรูปแบบนี้ และจากภาวะการขยายตัวของตลาดเป็นผลให้บริษัทต่าง ๆ พยายามที่จะกระจายสินค้าของตนออกไปสู่ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด จึงทำให้จำนวนของผู้แทนจำหน่าย (DEALER) หรือร้านค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่มีเพียงไม่กี่แห่งในอดีต ก็ได้กลายมาเป็นจำนวนมากในปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนอีกในอนาคต ซึ่งก็เป็นผลมาจากการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดนี้

การจำหน่ายโดยผ่านผู้จัดจำหน่าย

วิธีการขายโดยตรงแก่ผู้บริโภค สินค้าจะถูกส่งผ่านจากโรงงานไปยังผู้จัดจำหน่าย (DISTRIBUTOR) จากนั้นผู้จัดจำหน่ายจะขายสินค้าให้กับผู้บริโภคเองโดยตรง โดยมีพนักงานขาย (SALEMAN) ทำหน้าที่ขายสินค้าเหล่านั้นให้กับผู้บริโภค สำหรับบริษัทที่ใช้วิธีการจัดจำหน่ายโดยวิธีนี้ได้แก่ บริษัทผู้ผลิตยี่ห้อ ซิงเกอร์ และลุกซ์ เป็นต้น นอกจากนี้สินค้าในบางชนิดที่นิยมจัดจำหน่ายโดยวิธีนี้ได้แก่เครื่องฟอกอากศ และเตาอบไมโครเวฟ เนื่องจากสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก การจำหน่ายโดยวิธีนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าใจถึงคุณสมบัติ และวิธีการใช้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นการจูงใจในการเลือกซื้อของผู้บริโภคได้มากขึ้น

การส่งเสริมการจำหน่าย (PROMOTION)

จากสภาพการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดในขณะนี้ ทำให้การส่งเสริมการจำหน่ายในรูปแบบต่าง ๆ ถูกนำมาเป็นกลยุทธ์ในการแข่งขันที่สำคัญร่วมกับกลยุทธ์อื่นด้วย เพราะการส่งเสริมการจำหน่ายเป็นกิจกรรมทางการตลาดที่ให้ข่าวสาร แนะนำและสามารถจูงใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายซื้อสินค้าของตนได้เป็นอย่างดี โดยรูปแบบของวิธีการส่งเสริมการจำหน่ายที่นิยมใช้ในการแข่งขันในตลาดนี้ได้แก่

การโฆษณา : นับเป็นกลยุทธ์สำคัญที่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านหลายยี่ห้อนำมาใช้ด้วย การโฆษณาทางสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ เป็นสื่อที่มีการเน้นมาก

การขายตรง : นอกจากเครื่องฟอกอากาศและเตาอบไมโครเวฟที่นิยมใช้การขายโดยระบบนี้แล้วยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่น ที่มีการใช้กลยุทธ์การขายตรงเช่นเดียวกัน ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านซิงเกอร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าระบบขายตรง นอกจากสามารถให้ข้อมูลกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้โดยตรงแล้ว ระบบนี้ยังเป็นการขายโดยการผ่อนชำระอีกด้วย

การส่งเสริมการขาย :ในตลาดนี้จะมีการส่งเสริมการขายในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับดีลเลอร์ของตนและผู้บริโภค เช่นการให้เครดิตแก่ร้านค้า การจัดรายการชิงโชคต่าง ๆ การลด แลก แจก แถม แก่ผู้บริโภค เป็นต้น นอกจากนี้การให้บริการหลังการขาย ก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญกลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้ลูกค้าเกิดความพอใจและทำให้เกิดการภักดีต่อตรายี่ห้อนั้น ๆ อีกด้วย

ภาวะการส่งออก

การส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านดังกล่าวข้างต้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีมูลค่าค่อนข้างสูงและมีการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปี มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 3,014 ล้านบาทในปี 2531 เป็น 11,690 ล้านบาท ในปี 2535 คิดเป็นอัตราการขยายตัวเฉลี่ยถึงร้อยละ 40.3 และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากนักลงทุนต่างชาติได้เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตเครื่องไฟฟ้าเพื่อส่งออก ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2529 เป็นต้นมา

เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าการส่งออกของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ พบว่ามูลค่าการส่งออกของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เครื่องซักผ้า และเครื่องปรับอากาศภายในบ้านมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยในช่วง 5 ปี ร้อยละ 76.6 ส่วนเครื่องดูดฝุ่น ถึงแม้ว่าจะมีมูลค่าการส่งออกในแต่ละปีไม่มากนัก แต่มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยของมูลค่าการส่งออกในช่วง 5 ปีสูงถึงร้อยละ 72.2 ตู้เย็นและเครื่องทำน้ำอุ่นมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 42.2 และ 39.4 ตามลำดับ สำหรับเตาอบไมโครเวฟและหลอดไฟมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยในช่วง 5 ปี ไม่ค่อยสูงมากนัก เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่นคือร้อยละ 26.2 และร้อยละ 24.8 ตามลำดับ

ในปี 2535 เตาอบไมโครเวฟมีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดถึง 3,525 ล้านบาท รองลงมาคือเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน และพัดลม คิดเป็นมูลค่า 3,032 ล้านบาท และ 2,077 ล้านบาทตามลำดับ ส่วนเครื่องดูดฝุ่นมีมูลค่าการส่งออกน้อยที่สุดเท่ากับ 1,221 ล้านบาท

ตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่สำคัญของไทย ได้แก่สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ ฮ่องกง เป็นต้น ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีตลาดส่งออกที่สำคัญแตกต่างกัน

ภาวะการนำเข้า

แม้ว่าประเทศไทยสามารถผลิตและส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปีแล้วก็ตาม แต่ประเทศไทยก็ยังต้องมีการนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้จากต่างประเทศ เป็นจำนวนค่อนข้างมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางชนิด หรือบางรุ่นไม่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ หรือผลิตได้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจึงยังต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศอยู่

จากการพิจารณามูลค่าการนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่ามูลค่าการนำเข้าค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี ในปี 2531 การนำเข้ามีมูลค่า 1,743 ล้านบาทเพิ่มขึ้นเป็น 3,710 ล้านบาทในปี 2535 คิดเป็นอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 20.8 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการส่งออกแล้ว จะเห็นได้ว่ามูลค่าการส่งออกสามารถขยายตัวได้สูงกว่าการนำเข้า โดยมูลค่าการส่งออกมีการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 40.3

ในปี 2535 ผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้าสูงที่สุดคือหลอดไฟ มีมูลค่าถึง 1,056 ล้านบาท รองลงมาคือตู้เย็นและเครื่องซักผ้า โดยมีมูลค่า 871 ล้านบาทและ 696 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับเครื่องปรับอากาศภายในบ้านมีมูลค่าการนำเข้าน้อยที่สุดประมาณ 10 ล้านบาท

สำหรับตลาดนำเข้าผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ที่สำคัญของไทย โดยส่วนใหญ่จะมีการนำเข้าจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ไต้หวัน เกาหลี เป็นต้น โดยที่ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดก็มีตลาดที่ต่างกันไป

ผลกระทบของ VAT กับเครื่องใช้ไฟฟ้า

หลังจากที่รัฐบาลได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีใหม่จากภาษีการค้ามาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2535 นั้น ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มนี้ ผู้บริโภคต่างชะลอการซื้อลงเพราะมีความไม่มั่นใจในด้านราคาและบรรดาร้านค้าต่าง ๆ พยายามระบายสินค้าที่มีอยู่ใน STOCK ออกไปให้ได้มากที่สุด และหยุดการสั่งสินค้าเข้ามา STOCK ไว้ จึงทำให้ยอดขายลดลงแต่หลังจากช่วงภาวะความสับสนต่าง ๆ ได้คลี่คลายลงแล้ว ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าก็เริ่มจะเข้าสู่สภาวะปกติดังเดิม

คุณศุภชัย สุทธิพงษ์ชัยได้กล่าวว่า ตลาดในปี 2534 นี้แย่มาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไตรมาสสุดท้าย แทบจะไม่ได้ขายของกันเลย เพราะเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้ลูค้าไม่ยอมสั่งสินค้าเข้าร้านนอกจากจำเป็นจริง ๆ ปี 2535 ก็คงจะดีกว่าปี 2534 แต่ไม่มากนัก เนื่องจากปลายปี 2534 สต็อกของร้านค้าต่ำผิดปกติมาก ๆ ปี 2535 จึงมีการนำเอาเข้าไปเสริมสต็อกกันบ้าง แต่ยังไม่มาก เพราะยังมีปัญหาเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ และร้านค้าเองก็ยังไม่ค่อยยอมสต็อกสินค้ากันเท่าไรนัก

สำหรับแนวโน้มปี 2536 นั้น ร้านค้าเริ่มปรับความเข้าใจมากขึ้นแล้ว ในเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะฉะนั้นความห่วงใยในเรื่องนี้ก็คงจะลดลงไปเรื่อย ๆ ก็คิดว่าคงจะเริ่มเข้าสู่สภาพปกติ ระดับสต็อกของร้านค้าก็คงเข้าสู่สภาพปกติได้ใหม่

สำหรับผลที่ตามมาหลังจากมีการใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น คุณศุภชัยได้กล่าวว่า ถ้าเรามองตัวผู้ผลิตคงจะดีขึ้นบ้างเพราะไม่ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนแต่สิ่งที่เกิดขึ้นมากก็คือ ค่าใช้จ่ายด้านเอกสารที่ต้องเกิดขึ้นทุกขั้นตอน สำหรับตัวผู้จัดจำหน่ายเองคงไม่มีปัญหาอะไร ที่จะมีปัญหาจริง ๆ คือร้านค้าเขาบ่นว่าหาคนทำบัญชีไม่ได้ คือจะจ้างแต่ไม่มีคนไม่มีนักบัญชีไปทำ ปัญหาที่เจอคือต่างจังหวัดไม่รู้จะไปหานักบัญชีที่ไหน

นโยบายของรัฐ

อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นอุตสาหกรรมที่รัฐให้ความสำคัญมาเป็นระยะเวลานาน โดยเริ่มจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 (2515-2519) เป็นต้นมา ได้มีการกำหนดให้นโยบายหลักของการพัฒนาอุตสาหกรรม จนกระทั่งถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 ได้มีนโยบายขยายฐานการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพและเทคโนโลยีการผลิตให้เพิ่มสูงขึ้น และการให้ความคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศโดยการตั้งกำแพงภาษีขาเข้าของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในอัตราสูงคือประมาณร้อยละ 5-60 ทำให้อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้น

ทางด้านการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าได้รับการสนับสนุนในระดับสูง มีการแบ่งส่วนราชการเฉพาะหมวดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิคส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (กองส่งเสริมการลงทุนที่ 5) เพื่อดูแลอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ซึ่งธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจะได้รับการยกเว้นภาษีอากรเครื่องจักรและภาษีนำเข้าวัตถุดิบ โดยเฉพาะผู้ผลิตเพื่อการส่งออกจะได้รับสิทธิการชดเชยภาษีอากรสินค้าส่งออกอีกด้วย ทำให้มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมนี้สูงประมาณ 59,000 ล้านบาท ในปี 2535

อย่างไรก็ตามการขอรับการส่งเสริมจะมีเงื่อนไขบางประการ เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ผลิตที่ผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศเท่านั้น อาทิการกำหนดให้ผู้ผลิตหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ได้รับการส่งเสริมต้องส่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดออกจำหน่ายในต่างประเทศ หรือการกำหนดผู้ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิคส์ที่ผู้ถือหุ้นมีสัญชาติได้น้อยกว่าร้อยละ 75 ของทุนจดทะเบียนจะต้องส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศทั้งสิ้น เป็นต้น และการยกเลิกการส่งเสริมในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีศักยภาพที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตจากต่างประเทศ

ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นนโยบายรัฐอีกประการหนึ่งที่ส่งผลดีต่อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในระยะยาว เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีการหลบเลี่ยงภาษีสูง ทั้งในด้านของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปและชิ้นส่วนดังนั้นการนำเอาภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้นี้ จึงมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี

สำหรับนโยบายทางด้านเขตการค้าเสรีอาเซียนซึ่งอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องดำเนินโดยเร่งด่วน คือจะต้องลดอัตราภาษีนำเข้าในกลุ่มอาเซียนให้เหลือร้อยละ 0-5 ภายในระยะเวลา 8 ปี แต่เนื่องจากไทยมีความเสียเปรียบในด้านภาษีวัตถุดิบนำเข้าที่เก็บในอัตราสูงกว่ากลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน รวมถึงการต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ดังนั้นไทยจึงพิจารณาเปลี่ยนแปลงรายการผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวน 63 รายการ ให้ไปอยู่ในรายการลดภาษีทั่วไป (NORMAL TRACK) ซึ่งจะดำเนินการลดภาษีให้เหลือร้อยละ 0-5 ภายในระยะเวลา 15 ปี โดยจะเริ่มดำเนินการลดภาษีอย่างเป็นทางการในปี 2541 ทั้งนี้เพื่อให้โครงสร้างอุตสาหกรรมและโครงสร้างทางภาษีปรับตัวได้อย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันให้สูงขึ้น


ปัญหา

1. ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเพื่อลอกเลียนแบบผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ และจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในราคาต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากบริษัทเจ้าของนอกจากนี้ยังมีปัญหาการปลอมแปลงสินค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงสินค้ายี่ห้อนั้น ปัญหาทั้ง 2 ประการส่งผลให้ยอดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต้นแบบลดลงอย่างมาก รวมทั้งการไม่สามารถปรับราคาได้ตามต้นทุนการผลิตที่แท้จริง

2. การหลบเลี่ยงภาษีของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะเป็นการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศใกล้เคียง อาทิ สิงค์โปร์ และมาเลเซีย ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศส่งผลกระทบต่อปริมาณการจำหน่ายภายในประเทศ สำหรับการลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนในการผลิตให้มีระดับต่ำทำให้อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทย มีการพัฒนาไปสู่การผลิตที่ครบวงจรอยู่ในระดับต่ำและไม่สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้

3. การลงทุนจากต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะย้ายฐานการผลิตจากไทยไปสู่ประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน เนื่องจากปัญหาค่าแรงที่สูงขึ้นและกลุ่มอาเซียนจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ นอกจากกลุ่มอาเซียนเป็นจำนวนมาก แต่ภาษีนำเข้าวัตถุดิบของไทยเฉลี่ยร้อยละ 30 ซึ่งสูงกว่าอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของกลุ่มอาเซียนที่เฉลี่ยเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่ไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าวัตถุดิบแต่อย่างไร ดังนั้น ความเสียเปรียบของต้นทุนการผลิตทั้งทางด้านภาษีวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน จึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฐานการผลิตจากไทยไปยังประเทศอื่น ซึ่งทางภาครัฐจึงควรปรับโครงสร้างภาษีอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้

แนวโน้มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านยังคงมีแนวโน้มสดใส และยังคงมีการเจริญเติบโตออกไปอีกค่อนข้างสูง ในปี 2536 นี้ คาดว่าจะขยายตัวของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 โดยมีปัจจัยต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัว ดังต่อไปนี้
1.การขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ยังคงมีการขยายตัวอยู่ในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง และธนาคารแห่งประเทศไทยได้คาดการณ์ว่าในปี 2536 นี้ เศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณร้อยละ 7.8

2. อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิตและจำหน่าย

3. สัดส่วนการบริโภคเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศไทยอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำ โดยมีอยู่เพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว มีสัดส่วนในการบริโภคถึงร้อยละ 80-90 ดังนั้นศักยภาพของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านในประเทศไทยยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมาก

4. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของที่อยู่อาศัยในช่วงที่ผ่านมาแล้ว มีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกมาก ส่งผลให้ความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเพิ่มขึ้น (NEW DEMAND)

5. การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการในตลาดต่างประเทศที่สูงขึ้น

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us