ซัมซุง คว้าวิกฤติเป็นโอกาส แม้สถานการณ์การเมืองยังเครียด เศรษฐกิจไม่ดี ผู้บริโภคชะลอการซื้อ มุ่งทำตลาดต่อเนื่อง จัดวางสินค้าหมวดเอชเอใหม่เป็น 3 กลุ่ม ทุ่ม 400 ล้านบาททำการตลาดเต็มที่ โฟกัสสินค้าพรีเมี่ยมเป็นหลัก หวังผลักดันยอดขายทะลุ 4,000 ล้านบาท เติบโตกว่า 40%
นายควัง คี ปาร์ค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่าภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือนหรือ เอชเอ ในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตไม่มากนัก อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังไม่ดีขึ้น คาดว่าทั้งปีภาพรวมตลาดอาจจะโตเพียง 7-8% เท่านั้น แต่สำหรับซัมซุงแล้ว มองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการทำตลาด โดยมุ่งเน้นสินค้าในกลุ่มพรีเมี่ยมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในกลุ่ม ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และเครื่องซักผ้า รวมไปถึงชุดครัวบิวด์อิน จึงคาดว่าทั้งปีสินค้าในหมวดเอชเอ น่าจะมีการเติบโตกว่า 40% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท จาก 2,900 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
นายอาณัติ จ่างตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ถึงแม้ว่าสภาพการเมืองจะไม่ดี ผู้บริโภคยังชะลอการซื้ออยู่ แต่ทางบริษัทฯได้เตรียมงบการตลาดกว่า 400 ล้านบาท ในการทำตลาดให้กับสินค้าหมวดเอชเอตลอดทั้งปี แบ่งเป็นอโบฟ เดอะ ไลน์ 60% และบีโลว์ เดอะไลน์ 40% คาดว่าจะช่วยให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าที่วางไว้
ขณะเดียวกันในกลุ่มสินค้านั้น ได้วางโพซิชั่นนิ่งใหม่ แบ่งออกเป็น 3 หมวดใหญ่ คือ กลุ่มสินค้าไฮเอนด์ กลุ่มพรีเมี่ยม และกลุ่มแมสพรีเมี่ยม ที่มีความโดดเด่น ในเรื่องของดีไซน์ที่สามารถใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ดีขึ้น ขณะที่สินค้าในกลุ่มแมสพรีเมี่ยมนั้น เทียบกับสินค้าในกลุ่มแมสทั่วไป จะมีราคาสูงกว่า 5%
“บริษัทฯจะเน้นจำหน่ายสินค้าในกลุ่มไฮเอนด์มากยิ่งขึ้น เนื่องจากพบว่าถึงแม้ลูกค้าในกลุ่มดังกล่าวจะมีอยู่เพียง 15% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง ดังนั้นจึงมุ่งเน้นกลุ่มดังกล่าวเป็นหลัก โดยในเรื่องของราคานั้นยังไม่มีการปรับขึ้น แต่จะค่อยๆขยับ เพื่อไม่ให้ผู้บริโภครู้สึกได้ ส่วนสาเหตุที่ยังคงตึงราคาอยู่ได้ อันเนื่องมาจากค่าเงินบาทแข็งตัวเป็นสาเหตุหลักในการที่ทำให้การนำเข้าวัสดุมีราคาถูกลง”
นอกจากนี้บริษัทฯยังได้มีการปรับองค์กรภายใน โดยเฉพาะในส่วนการทำตลาดเพิ่มขึ้นอีก โดยแบ่งการดูแลผลิตภัณฑ์แบบเจาะจงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องจาก ความนิยมจนทำให้ซัมซุงมียอดขายเติบโตขึ้นนั้นเอง เช่น จากเดิมที่มีผู้จัดการดูแลสินค้าแบบรวม ก็แบ่งลงตามชนิดสินค้าลงไปนั้นเอง ซึ่งนโยบายดังกล่าวนี้ จะเกิดขึ้นกับการทำตลาดในประเทศใหญ่ๆ และบางประเทศที่มียอดขายค่อนข้างสูงอย่างในประเทศไทย
ส่วนช่องทางจำหน่ายนั้น ปีนี้จะมีการจัดแสดงสินค้าภายในครัวเรือนทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องปรับอากาศ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Purer Living ร่วมกับตัวแทนจำหน่ายกว่า 70 แห่ง ใน 70 จังหวัดทั่วประเทศไทย ด้วย คาดว่าจะเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่จะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ในส่วนของผลิตภัณฑ์นั้น ปีนี้ภายในเดือนพฤษภาคม กลุ่มเครื่องปรับอากาศจะเปิดตัวรุ่นใหม่อีกกว่า 8 รุ่น เน้นนวัตกรรมเทคโนโลยีซิลเวอร์นาโนและไมโคร พลาสม่า ไออน และเครื่องซักผ้า 33 รุ่น โดยเฉพาะเครื่องซักผ้าฝาหน้า เน้นเทคโนโลยี แอร์ วอช ใช้พลังอากาศมวลร้อนในการขจัดคราบแบคทีเรียและกลิ่นออกจากผ้าแทนน้ำและผงซักฟอก และตู้เย็นอีก 29 รุ่น มุ่งเน้นระบบแยกทำความเย็นอิสระ ประหยัดพลังงานและควบคุมความชื้น
“จากการปรับตัวทำการตลาดรูปแบบใหม่นี้ คาดว่าทั้งปีบริษัทฯจะมีรายได้ของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือนเติบโตประมาณ 36-40% ของ 2,900 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันคิดเป็น 10%ของส่วนแบ่งทางการตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนที่มีมูลค่าประมาณ 35,000-40,000 ล้านบาท” นายอาณัติกล่าว
อย่างไรก็ตามสัดส่วนรายได้หลักของซัมซุงยังคงอยู่ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าหมวดภาพและเสียง 10,000 ล้านบาท รองลงมาคือ โมบายโฟน 8,000 ล้านบาท อันดับสาม คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือน 4,000 ล้านบาท และสุดท้ายคือไอทีอีกประมาณ 2,500-3,000 ล้านบาท จากรายได้รวมทั้งหมดในปีที่นี้ที่คาดว่าจะสูงถึง 25,000 ล้านบาท จากเดิมในปีที่ผ่านมาที่มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท
|