Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน14 พฤษภาคม 2550
คลังยันรักษาสิทธิเพิ่มทุนTMB จี้ฝ่ายบริหารรับผิดชอบทำแบงก์เละ             
 


   
www resources

โฮมเพจ ธนาคารทหารไทย
โฮมเพจ กระทรวงการคลัง

   
search resources

ธนาคารทหารไทย
กระทรวงการคลัง
Banking and Finance




คลังยันเพิ่มทุนแบงก์ทหารไทยเกิน 25.1% รักษาสิทธิวีโต้นโยบายบอร์ด ระบุแบงก์เสียหายยับผู้บริหารควรแสดงความรับผิดชอบกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้น เผยตัวเลขเพิ่มทุนตั้งแต่ปี 43 จนถึงปัจจุบันสูญเงินไปกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท หากเพิ่มทุนครั้งนี้จะต้องควักกระเป๋าเพิ่มอีกถึงกว่าหมื่นล้านบาทโดยยังไม่ได้รับผลตอบแทนแม้แต่บาทเดียว

นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาสิทธิการเพิ่มทุนของธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) TMB เนื่องจากในปัจจุบันกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารจำนวน 5,777,327,180 หุ้น หรือ 31.2% ซึ่งหากผู้บริหารของธนาคารส่งแผนการเพิ่มทุนมายังกระทรวงการคลังเมื่อใดจึงจะตัดสินใจพิจารณาสัดส่วนการเพิ่มทุนอีกครั้ง

“กระทรวงการคลังต้องรักษาสิทธิการเพิ่มทุนในธนาคารทหารไทยแน่นอน โดยอย่างน้อยจะต้องรักษาสิทธิเพิ่มทุนขั้นต่ำ 25.1% เพื่อรักษาสิทธิวีโต้นโยบายของกรรมการธนาคารที่กระทรวงการคลังเห็นว่าไม่เหมาะสม และรักษาสิทธิการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยและลูกค้าของธนาคาร” นายศุภรัตน์กล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า การเพิ่มทุนของธนาคารทหารไทยในครั้งนี้เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการตั้งสำรองตามเกณฑ์มาตรฐานบัญชีระหว่างประเทศฉบับที่ 39 หรือ IAS 39 ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประกาศใช้ซึ่งจะทำให้ธนาคารทหารไทยขออนุมัติเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นสูงถึง 35,000 ล้านบาท และกระทรวงการคลังต้องหาเงินเพิ่มทุนให้กับธนาคารทหารไทยกว่า 10,000 ล้านบาท

โดยการบริหารงานของธนาคารทหารไทยของผู้บริหารชุดนี้ธนาคารยังไม่เคยมีผลกำไรเกิดขึ้นและมีการขาดทุนสะสมเพิ่มสูงถึงกว่า 60,000 ล้านบาท และผู้บริหารของธนาคารไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นหรือความรับผิดชอบใดๆ กับผลงานที่เกิดขึ้นกลับปล่อยให้ผลการดำเนินงานที่ออกมายังย่ำแย่และต้องมีการเพิ่มทุนกันอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด

“การเพิ่มทุนของธนาคารทหารไทยแทบจะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับกระทรวงการคลัง ซึ่งครั้งล่าสุดที่เพิ่มทุนโดยนำหุ้นของบมจ.อสมท ไปจำนำกับธนาคารออมสินเพื่อนำเงินกว่า 3 พันล้านบาทไปซื้อหุ้นเพิ่มทุน เพียงไม่ถึงปีการบริหารงานของผู้บริหารธนาคารชุดนี้กลับมีการเรียกร้องให้เพิ่มทุนอีกถึง 3.5 หมื่นล้านบาท การบริหารธนาคารของผู้บริหารชุดปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่คือกระทรวงการคลังควรพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะให้บริหารงานต่อไปหรือไม่” แหล่งข่าวกล่าว

ก่อนหน้านี้นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ไม่เห็นด้วยกับการลดทุนราคาพาร์ของธนาคารทหารไทย เพื่อลดการขาดทุนสะสมเนื่องจากแม้จะมีการลดราคาพาร์แต่เชื่อว่าการดำเนินงานของธนาคารก็ไม่ดีขึ้น พร้อมระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นแนวคิดของ นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่ธนาคารทหารไทย ไม่ใช่แนวคิดของกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้การเพิ่มทุนของธนาคารทหารไทยโดยกระทรวงการคลัง เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2543 โดยใช้เงิน 20,000 ล้านบาท แลกกับหุ้นบุริมสิทธิ 1,999 ล้านหุ้น ที่ราคาต้นทุน 10 บาท ตามมาตรการ 14 สิงหาคม 2541 เพื่อเสริมเงินกองทุนขั้นที่ 1 และ 2 ให้กับธนาคาร

หลังจากนั้นปลายปี 2546 ทหารไทยเพิ่มทุนอีก 2.2 หมื่นล้านบาท ทำให้คลังต้องใส่เงินเพื่อรักษาสิทธิอีกประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยนำหุ้นบมจ.การบินไทยไปจำนำไว้กับธนาคารออมสิน เพื่อนำเงินมาซื้อหุ้นเพิ่มทุน ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 ทหารไทยเพิ่มทุนอีก 12,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังต้องใช้เงินอีกประมาณ 3,000 ล้านบาท ที่ต้นทุน 3 บาท โดยนำหุ้น บมจ.อสมท ไปจำนำไว้กับธนาคารออมสินเช่นเคย

โดยตั้งแต่ปี 2543-2549 คลังหมดเงินไปกับการเพิ่มทุนธนาคารทหารไทยไปแล้วไม่ต่ำกว่า 33,000 ล้านบาท โดยไม่ได้เงินปันผลตอบแทนแม้แต่บาทเดียว

ทั้งนี้ผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารทหารไทย 10 อันดับแรกประกอบไปด้วย 1 กระทรวงการคลัง 5,777,327,180 หุ้น หรือ 31.2% 2. DBS BANK A/C 003 2,977,989,892 หุ้น16.1% 3. กลุ่มกองทัพ 846,609,977 หุ้น 4.6% 4. NORBAX INC., CGT 508 833,118,889 หุ้น 4.5% 5. N.C.B. Trust Limited - UBS AG London BR-IPB Client AC 683,243,872 หุ้น 3.7% 6. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 683,090,972 หุ้น 3.7% 7. State Street Bank and Trust Company for Australia 415,084,451 หุ้น 2.2% 8. State Street Bank and Trust Company for London 356,601,234 หุ้น 1.9% 9. บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด 334,693,724 หุ้น 1.8% และ 10. Chase Nominees Limited 1 259,658,964 หุ้น 1.4%   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us