Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน10 พฤษภาคม 2550
IRPCกู้เงินรีไฟแนนซ์800ล.ดอลล์             
 


   
search resources

ปิติ ยิ้มประเสริฐ
ไออาร์พีซี, บมจ.




ไออาร์พีซีฟุ้งหาคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้น 800 ล้านเหรียญสหรัฐได้ภายใน 2 เดือนนี้ โดยจะออกหุ้นกู้ดอลลาร์ไม่เกิน 400 ล้านเหรียญก่อนสิ้นเดือนนี้ และออกหุ้นกู้สกุลบาทภายในสิ้นเดือนมิ.ย. 50 ตั้งเป้าปีนี้มีรายได้เติบโต 7-10%จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 2แสนล้านบาท "ปิติ"เมิน"ประชัย"ขอซื้อหุ้นคืนในราคา 3.30 บาท/หุ้น โบ้ยให้ไปซื้อกับผู้ถือหุ้นเอง เนื่องจากเป็นบริษัทในตลาดหุ้น หากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ยอมขายจริงก็พร้อมที่จะนำเงินบริษัทมาซื้อหุ้นคืนแล้วลดทุนฯ

นายปิติ ยิ้มประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยแผนการจัดหาเงินมาชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้น(Bridge Loan) 800 ล้านเหรียญสหรัฐภายในวันที่ 29 ก.ย 2550ว่า บริษัทฯเตรียมออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐวงเงินไม่เกิน 400 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนพ.ค.นี้ และ บริษัทฯเตรียมจะออกหุ้นกู้สกุลบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิ.ย. 2550 รวมกับการใช้กระแสเงินสดคงเหลือบางส่วน เพื่อชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้นที่เหลือทั้งหมด

ทั้งนี้ เมื่อชำระหนี้เงินกู้ Bridge Loan เสร็จสิ้น บริษัทฯจะมีหนี้สินคงเหลือในกิจการประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

" วงเงินหุ้นกู้สกุลบาทจะมีจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยในประเทศ และตลาดไทยรองรับได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยในประเทศต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ บริษัทฯจึงอยากจะออกหุ้นกู้บาทจำนวนมากกว่าการออกหุ้นกู้ดอลลาร์ เชื่อว่าการออกหุ้นกู้บาทจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้"

นายปิติ กล่าวต่อไปว่า ในปีนี้ บริษัทฯตั้งเป้าหมายยอดขายเติบโตขึ้น 7-10%จากปีก่อนที่มียอดขาย 205,360.45 ล้านบาท เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานเหมือนปลายปีที่แล้ว โดยปีนี้บริษัทฯตั้งเป้าหมายที่จะกลั่นน้ำมันวันละ 1.9 แสนบาร์เรลแม้ว่าไตรมาสแรกปีนี้ จะกลั่นน้ำมันได้เพียงวันละ 1.86 แสนบาร์เรล จากกำลังการกลั่นเต็มที่ 2.15 แสนบาร์เรล/วัน

นอกจากนี้ บริษัทฯจะเร่งลดสำรองน้ำมันตามกฎหมายลงเพื่อลดผลกระทบการขาดทุนจากสต็อกน้ำมันหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โดยปัจจุบันบริษัทฯมีปริมาณสำรองน้ำมันอยู่ 2.5 ล้านบาร์เรล คาดว่าสิ้นปีนี้จะลดลงเหลือ 2 ล้านบาร์เรล รวมทั้งจะขายหุ้นบมจ.ปตท.เคมิคอล(PTTCH)ที่ถืออยู่ 10กว่าล้านหุ้นหรือคิดเป็น 1% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยจะพิจารณาขายให้ได้ราคาสูงกว่าที่บอร์ดกำหนดไว้ รวมทั้งจะเร่งปิดบริษัทลูกที่มีอยู่ 40 บริษัทให้เหลือเพียง 4-5บริษัทที่ยังมีการดำเนินงานอยู่

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2550 บริษัทฯมีผลกำไรสุทธิรวม 3,524.02 ล้านบาท เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,763.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 760.04 ล้านบาท หรือคิดเป็น 27% เป็นผลจากต้นทุนขายลดลงจากไตรมาสก่อน 1576.60 ล้านบาท คิดเป็น 3% ทำให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 537 ล้านบาทหรือประมาณ 18%

ในไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทฯมีรายได้จากการขายจำนวน 50,550.39 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,039.65 ล้านบาท เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ลดลง ขณะที่ค่าการกลั่นรวมกับมาร์จินปิโตรเคมีอยู่ที่ระดับ 11 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

นอกจากนี้ บริษัทมีค่าใช้จ่ายลดลงจากไตรมาสก่อน 318.94 ล้านบาท หรือประมาณ 55% เนื่องจากบริษัทได้รีไฟแนนซ์หนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการด้วยเงินสดจากการดำเนินงานและกู้เงินระยะสั้นจำนวน 800 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งยังมีกำไรจากการขายสินทรัพย์อื่นๆ 449.84 ล้านบาท

นายปิติ กล่าวต่อไปว่า บริษัทฯยังมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าเอกชนอิสระรายใหญ่(IPP) โดยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงอยู่ แม้ว่าโอกาสเกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินจะค่อนข้างยาก เพราะบริษัทฯต้องทำความเข้าใจกับมวลชนในพื้นที่เอง แต่เชื่อว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 700 เมกะวัตต์ในพื้นที่ของไออาร์พีซีเองคงไม่มีปัญหา และปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมากทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ซึ่งน่าจะเคลียร์กับชุมชนในพื้นที่ได้ หากไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้จริง ก็จะปรับมาเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฯเป็นเชื้อเพลิง แต่ต้องพิจารณาว่าปตท.จะสามารถขายก๊าซฯได้หรือไม่

ส่วนการว่าจ้าง เชลล์ โกลบอล โซลูชั่น เข้ามาเป็นที่ปรึกษา เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทั้งโรงกลั่นและปิโตรเคมีทั้งระบบใช้เวลา 2ปี โดยเชลล์ฯสัญญาว่าจะทำให้ค่าการกลั่นของโรงกลั่นไออาร์พีซีเพิ่มขึ้น 60 เซนต์/บาร์เรล ทำให้บริษัทฯมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 40 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ บริษัทฯคาดว่าจะใช้เงินลงทุนในการปรับปรุงไม่เกิน 60 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ บริษัทฯมีแผนลงทุนปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมันคาดว่าจะใช้เงิน 1.1-1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ จะแบ่งการลงทุนเป็น 2 เฟส โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการในเฟสแรก คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 ทำให้บริษัทฯสามารถกลั่นน้ำมันเพิ่มได้เป็น 2 แสนบาร์เรล/วัน ส่วนเฟส 2 จะเลื่อนโครงการออกไป 1ปีเป็นปี 2554 เนื่องจากรัฐเลื่อนบังคับใช้มาตรฐานยูโร 4 เมื่อเฟส 2 แล้วเสร็จบริษัทฯจะมีกำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 แสนบาร์เรล/วัน

ส่วนกรณีที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีพีไอ ได้พยายามที่จะเข้ามาซื้อหุ้นไออาร์พีซีคืนในราคาต่ำ 3.30 บาท/หุ้น ว่า ในเรื่องนี้ทุกคนมีสิทธิ์จะซื้อหุ้นไออาร์พีซี เพราะเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แต่จะเป็นรูปแบบวิธีการไหน ขึ้นอยู่กับการเจรจากับเจ้าของหุ้นว่าจะซื้อขายอย่างไร

ยอมรับว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ ทั้ง 4 ราย คือปตท. ออมสิน กบข.และกองทุนวายุภักษ์ ไม่ได้ยืนยันว่าจะไม่ขายหุ้นไออาร์พีซีออกไปหลังพ้นช่วงไซเรนต์พีเรียดในปลายปีนี้ แต่เชื่อว่า ผู้ถือหุ้นดังกล่าวหากจะขายหุ้นออกไปคงไม่ขายในราคา 3.30 บาท/หุ้นอย่างแน่นอน เพราะถ้าขายออกไปในราคาดังกล่าวเจอติดคุกแน่ เนื่องจากเงินที่ใช้ซื้อหุ้นเป็นเงินของประชาชน และขายหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ากระดานที่ซื้อขายอยู่ 5.90บาท/หุ้น และเชื่อว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ยอมแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หากมีการขายหุ้นไออาร์พีซีในราคาดังกล่าวจริง ตนก็พร้อมที่จะนำเงินสดของบริษัทจำนวน 2 หมื่นล้านบาท ไปซื้อหุ้นดังกล่าวคืนเพื่อลดทุนดีกว่า

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าจะตั้งนายประชัย มาเป็นประธานบอร์ดไออาร์พีซีนั้น ขอยืนยันว่าการจะปลดกรรมการในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 2ใน 3 ซึ่งถือเป็นเรื่องยุ่งยากมาก และไม่มีเหตุผลใดจะปลดกรรมการชุดนี้ด้วย   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us