|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งนำเงินฝากแบงก์มูลค่า 500 ล้านบาท ลงทุนธุรกรรมซื้อคืนตราสารหนี้ภาคเอกชนและสัญญาซื้อคืนตราสารหนี้ เพื่อส่งเสริมให้ธุรกรรมเพิ่ม บวกกับให้ผลตอบแทนสูงกว่า ขณะที่ "นงราม" เผยไตรมาส 1/50 รายได้จากพอร์ตลงทุนที่มีหมื่นกว่าล้านบทา จำนวน 230 ล้านบาท ลดลงกว่า 34% จากปีก่อนที่มีรายได้ 350 ล้านบาท จากอัตราดอกเบี้ยลดลง นำเงินซื้อที่ดิน ภาวะตลาดไม่เอื้อ ด้านบล.เคจีไอ แจงมูลค่าธุรกรรม ไพรเวท รีโปไตรมาสแรกปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1 พันล้านบาท จากปีก่อนที่ 700 ล้านบาท
นางนงราม วงษ์วานิช รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯมีรายได้จากการลงทุนในไตรมาส 1/2550 จำนวน 230 ล้านบาท ลดลง 120 ล้านบาท หรือลดลง 34.28% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่รายได้จากากรลงทุน 350 ล้านบาท เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่มีการปรับตัวลดลง และเม็ดเงินลงทุนลดลงจากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการนำเงินไปซื้อที่ดินเพิ่ม และจากการที่ภาวะตลาดไม่ดีที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกันเงินสำรอง 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
สำหรับเม็ดเงินลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไตรมาส 1/2550 มีจำนวน 10,200 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนในตราสารหนี้ 55% ตราสารทุน 40% กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 2% และกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ) 3% ซึ่งทางบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ให้นโยบายในเรื่องการลงทุนคือต้องการให้สัดส่วนการลงทุนเป็น การลงทุนในตราสารหนี้ 55% ตราสารทุน 35% กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 5% และกองทุนเอฟไอเอฟ 5%
"นโยบายของบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องการให้มีการเพิ่มการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนเอฟไอเอฟเพิ่มเป็น 5% จากเดิมที่มี 2% และ 3% ตามลำดับ โดยเป็นการลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนลดลงเหลือที่ระดับ 35% ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งเป้าผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งปีนี้ที่ 4-5%" นางนงราม กล่าว
นอกจากนี้ คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุมัติให้มีการนำเงินลงทุนระยะสั้นที่ได้มีการฝากบัญชีธนาคารไว้ มูลค่า 500 ล้านบาท ไปลงทุนตราสารระยะสั้น ที่จะได้รับผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคาร คือ ธุรกรรมซื้อคืนตราสารหนี้ภาคเอกชน (ไพรเวท รีโป) และสัญญาซื้อคืนตราสารหนี้ (บายเซลแบล็กทรานเซ็กชั่น) โดยทั้ง 2 สินค้านั้นมีระยะการลงทุนประมาณ 7-15 วัน และยังเป็นการสนับสนุนให้มีการทำธุรกรรมซื้อคืนตราสารหนี้ภาคเอกชนและสัญญาซื้อคืนตราสารหนี้มากขึ้น
"ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนที่จะนำเงินสดที่มีอยู่นำไปลงทุนด้านต่างๆ มากขึ้น เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากไว้กับธนาคาร ซึ่งบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อนุมัติให้นำเงินจำนวน 500 ล้านบาท ไปลงทุนไพรเวท รีโปและบายเซลแบล็คทรานเซ็กชั่น เนื่องจากได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 0.50 บาท จากที่ได้รับดอกเบี้ยในอัตราประมาณ 3-3.25% และเป็นตราสารที่มีสภาพคล่องที่สามารถจะขายได้ทันที ไม่มีระยะเวลานานเหมือนกับการขายหน่วยลงทุนในกองทุน ฯลฯ ที่จะต้องใช้เวลาพอสมควร "นางนงราม กล่าว
ปัจจุบันธุรกรรมไพรเวท รีโป ธนาคารพาณิชย์จะมีการทำธรุกรรมดังกล่าว โดยการเป็นตัวกลางในการซื้อขาย ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องการที่จะให้สถาบันเข้ามาทำธุรกรรมดังกล่าวมากขึ้น หากมีผู้สนใจที่จะดำเนินธุรกรรมดังกล่าวแต่ยังไม่ต้องการที่จะมีการลงทุนในเรื่องระบบการทำธุรกรรมดังกล่าว ก็สามารถที่จะมาใช้ระบบของทางบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัดได้ ส่วนใหญ่ธุรกรรม ไพรเวท รีโป จะเป็นธนาคารที่เป็นตัวกลางในการซื้อขาย แต่ขณะนี้ทางบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เคจี ไอ จำกัด (มหาชน)หรือ KGI รายเดียวที่มีการทำธุรกรรมดังกล่าวแล้ว
นายรัชกฤษณ์พงศ์ เอกรังสรรค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายค้าตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI กล่าวว่า มูลค่าการซื้อขายไพรเวท รีโปในไตรมาส 1/2550 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่เฉลี่ย 700 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนมีความรู้ความเข้าใจในธุรกรรมดังกล่าวมากขึ้น และจากสัญญาณของอัตราดอกเบี้ยมีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงการที่ภาวะตลาดหุ้นไม่ดีนั้น ทำให้มีเม็ดเงินลงทุนระยะสั้นหันเข้ามาลงทุนในไพรเวท รีโป มากขึ้น เพราะได้รับผลตอบแทนในระดับที่ดีประมาณ 3.8-4% ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้จากการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ที่ระดับ 2.5-3%
ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้ามูลค่าการซื้อขายไพเวท รีโปปีนี้จำนวน 2,000-4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มีการซื้อขายเฉลี่ย 600-700 ล้านบาท โดยธุรกรรมไพเวท รีโป ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี และมีความเสี่ยงต่ำ ประกอบกับเป็นการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดต่างๆ ให้มากขึ้น โดยปัจจุบันธุรกรรมไพเวท รีโป ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจแพร่หลาย โดยส่วนใหญ่นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนจะเป็นนักลงทุนสถาบัน นิติบุคคล
อย่างไรก็ตาม การที่ธุรกรรมไพเวท รีโป จะได้รับความสนใจที่นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น เมื่อมีการจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้ฝากเงินนำเงินไปลงทุนด้านอื่นๆ มากขึ้น เพราะจะไม่ได้รับประกันเงินฝาก 100% ซึ่งการเข้าลงทุนไพเวท รีโป นั้นถือว่ามีความเสี่ยงน้อย เพราะมีพันธบัตรรัฐบาลค้ำประกันหากไม่สามารถจ่ายเงินคืนได้ก็สามารถที่จะนำหลักทรัพย์ค้ำประกันดังกล่าวไปขายทอดตลาดได้ มีผลตอบแทนที่สูง
|
|
 |
|
|