Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์30 พฤษภาคม 2550
น้ำสีแข่งดุ "แฟนต้า vs มิรินด้า" เปิดศึกชิงเค้ก 6.6 พันล้านบาท             
 


   
www resources

โฮมเพจ บริษัท เสริมสุข จำกัด (เป๊ปซี่)

   
search resources

เสริมสุข, บมจ.
ฐิติวุฒิ์ บุลสุข
เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง, บจก.
Marketing
Soft Drink




ศึกน้ำสี หรือน้ำอัดลมกลิ่นผลไม้เป็นตลาดที่มีการแข่งขันร้อนแรงไม่แพ้ตลาดน้ำดำ แม้ว่าข้อมูลเอซี นีลเส็นจะระบุว่า กลุ่มเครื่องดื่มน้ำอัดลมกลิ่นผลไม้มีมูลค่าตลาดสูงถึง 6.8 พันล้านบาท จากตลาดรวมน้ำอัดลมปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท มีผู้เล่นในตลาดหลักเพียง 2 ค่าย โดยแฟนต้าเป็นผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดมากถึง 77 เปอร์เซ็นต์ และมิรินด้าตามเป็นเบอร์สองของตลาด ครองส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 20% ก็ตาม ทว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การทำตลาดของน้ำสีต้องเผชิญกับอุปสรรคที่เป็นปัจจัยลบนานาประการ

ที่สำคัญ การแข่งขันในตลาดปีนี้น่าสนใจกว่าทุกปี เพราะแฟนต้า เปิดฉากประเดิมรับปี 2550 ได้เร็วและแรงกว่าทุกๆปี กิจกรรมระลอกแรก เริ่มขึ้นที่ย่านวัยรุ่นใจกลางเมือง ลานน้ำพุ เซ็นเตอร์พอยต์ ด้วยการเปิดกิจกรรม"คัลเลอร์ฟูล เลิฟ ปาร์ตี้" ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมการตลาดในรูปแบบมินิคอนเสิร์ตเพื่อเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นในเทศกาลวาเลนไทน์

การนำร่องด้วยแคมเปญดังกล่าวนั้น ดูเหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่าแฟนต้าเริ่มเปลี่ยนมาทำตลาดเชิงรุกน้ำสี และมีความถี่ในการทำตลาดเพิ่มขึ้น โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา "แฟนต้า"เดินเกมเชิงรุกอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวรสใหม่ในไทยแห่งแรกของเอเชีย "แฟนต้าองุ่นบราซิล" ออกมาต้อนรับการแข่งขันช่วงฤดูร้อน พร้อมด้วยการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร ผ่านภาพยนตร์โฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ 2 เรื่อง ชุด "ลูกโลก" และ "คาร์นิวัล" สื่อวิทยุ โรงภาพยนตร์ สื่อข้างรถประจำทาง สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อพิเศษกลางแจ้ง และกิจกรรมสไตล์บราซิเลี่ยน ในรูปของแฟชั่น ขบวนคาร์นิวัล ดนตรี และกีฬาฟุตบอล ที่จะโรดโชว์ชักชวนให้ผู้บริโภคได้ลองรสชาติของ "แฟนต้าเวิลด์องุ่นบราซิล"ทั่วประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น การออกมาเคลื่อนไหวด้วยรสชาติใหม่ของแฟนต้าครั้งนี้ ยังไม่ธรรมดา เพราะนอกจากทำตลาดเชิงรุกในตลาดน้ำดำด้วยแคมเปญใหม่ระดับโลกแล้ว ล่าสุดเดินเกมตลาดน้ำสีต่อเนื่องทันที ภายใต้กลยุทธ์ระดับโลกว่า "แฟนต้าเวิลด์ - ที่ไหนซ่าแฟนต้าเวิลด์จะพาไป" ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่เกิดจากการจับคู่ระหว่าง "ประเทศกับผลไม้ที่เลื่องชื่อ" เพื่อดึงรสชาติเด็ดจากทั่วโลกเพิ่มสีสัน อีกทั้งเตรียมทยอยออกรสชาติที่หลากหลายกว่า 250 รสชาติจากทั่วโลกเพิ่มเติมอีก โดยตลาดเมืองไทยจะเป็นหนึ่งในกว่า 45 ประเทศทั่วโลกที่มีการเปิดตัวรสชาติใหม่

หากเทียบฟอร์มทั้ง 2 ค่ายนั้น แม้ว่าตั้งแต่ต้นปี ทางฟากมิรินด้า จะไม่มีการออกแคมเปญมาตอบโต้แฟนต้าอย่างเป็นรูปแบบ แต่มิรินด้า ก็มีการเคลื่อนไหวทำตลาดในเชิงรุกมากกว่า โดยเฉพาะกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในรูปแบบส่งฝาชิงรางวัลออกมากระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยจังหวะที่ แฟนต้าออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปีที่ผ่านมานั้น มิรินด้า เพิ่งเสร็จสิ้นจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด แคมเปญโปรโมชั่น " มิรินด้าแจกทอง...สะใจแจกทอง" ปิดท้ายปี 49ไปหมาดๆ

ซึ่งนั่นก็เป็นการเคลื่อนไหวในรูปแบบแคมเปญโปรโมชั่นเช่นทุกๆปีของมิรินด้า และหลังจากอุ่นเครื่องด้วยกิจกรรมกระตุ้นยอดขายแล้ว ล่าสุดมิรินด้า ออกมาเปิดเกมประชิดแฟนต้าแบบเต็มพิกัด ด้วยการทุ่ม 20 ล้านบาท เปิดแคมเปญ "จุดพลังซ่าสะใจ ทะลุมิติ" โดยออกมิรินด้ารสเบอร์รีพันช์ น้ำสีฟ้า พร้อมเปิดตัวแบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนใหม่ ฟิล์-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ซึ่งเป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่ที่มีความสดใสร่าเริง และยังเป็นคนที่ทันสมัย คุ้นเคยกับโลกไซเบอร์ อีกทั้งยังเป็นทูตสินค้า สามารถสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์มิรินด้า ผ่านสื่อดิจิตอล เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์กลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ที่มีอายุตั้งแต่ 18-20 ปี สำหรับแคมเปญเปิดตัวมิรินด้า เบอร์รี่พันช์ ทำให้ปัจจุบันมิรินด้ามีทั้งหมด 7 รสชาติ คือ ส้ม แดง เขียว องุ่น รูตเบียร์ มะนาว และเบอร์รี่พันช์

แคมเปญดังกล่าวยังเน้นรูปแบบการสื่อสารผ่านดิจิตอลมีเดียเพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคของคนรุ่นใหม่ ทั้งภาพยนตร์โฆษณา สื่อกลางแจ้ง เวบไซต์ มือถือ ซึ่งจากการสำรวจพบว่ากระแสสื่อดิจิตอลเข้ามามีบทบาทสำคัญของกลุ่มคนเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งบริษัทคาดว่า ปีนี้ยอดขายมิรินด้าเติบโต 5% ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา

นอกจากนั้น แนวทางการทำตลาดในปีนี้ของมิรินด้า ซึ่งเน้นกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดผ่านสื่อนิว ดิจิทัล คอมมูนิเคชั่นในทุกรูปแบบทั้งเว็บไซต์ เกมออนไลน์ เกมบนมือถือ และดิจิตอล แอนิเมชั่น ถือว่าเป็นการปรับรูปแบบการสื่อสารการตลาดของมิรินด้า ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับเป๊ปซี่ที่เน้นให้เข้ากับผู้บริโภคยุคดิจิทัลในปัจจุบัน "การทำตลาดของมิรินด้า จะเน้นการสื่อสารในรูปแบบดิจิตอล ที่คอนเทนต์ ส่วนแนวทางการทำตลาดของเป๊ปซี่ เน้นวิธีการสื่อสารผ่านสื่อดิจิตอลในรูปแบบใหม่ " ฐิติวุฒิ์ บุลสุข ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) กล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น การปรับแนวทางการตลาดของ มิรินด้า ในรูปแบบดิจิตอลนั้น ยังถือว่าเป็นการปฏิวัติปรับการทำตลาดอีกครั้ง หลังจากเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมานั้น มิรินด้ามีการปฏิวัติทางการตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้า จากกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ 12-18 ปี เข้าไปในกลุ่มใหม่คือกลุ่มหนุ่มสาว ด้วยการออกมิรินด้าแก๊ง

ต่อเนื่องในปี 2547 ด้วยกลยุทธ์การตลาดแบบปฏิวัติใหม่ 2 ชั้นนวัตกรรมสินค้ารสชาติใหม่ แอปเปิล เจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ และการปรับกลยุทธ์การตลาดครั้งใหญ่ของมิรินด้า ด้วยการหันมาใช้ ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ครั้งแรกของการทำตลาดในประเทศไทย พร้อมทำตลาดผ่านสื่อโฆษณาหลากหลายรูปแบบวางเป้าหมายเพื่อขยายตลาดจากเดิมที่เป็นกลุ่มวัยรุ่น มาเป็นคนวัยทำงาน อายุตั้งแต่ 18-25 ปี

โดยหลังจากนั้น มิรินด้ามีการดำเนินกลยุทธ์รสชาติใหม่ และแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ใหม่ต่อเนื่องทุกๆปีนับตั้งแต่ "มิรินด้า มะนาวสะใจ" โดยมี "หนุ่ม-ศรราม เทพพิทักษ์" เป็นทูตสินค้า ตามติดด้วยการเปิดตัวมิรินด้า คูล เกรป รสองุ่น ที่มี "เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์" เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ เมื่อปีที่ผ่านมา

อันที่จริง แนวทางการทำตลาดของมิรินด้าในช่วงเวลานั้น ถือว่าเป็นตามกระแสตลาดที่ค่ายน้ำอัดลม เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดเชิงรุกน้ำสีตามน้ำดำมาอย่างกระชั้นชิด โดยความรุนแรงของการแข่งขันใน ตลาดน้ำสี ระหว่างมิรินด้ากับแฟนต้าที่ทั้ง 2 ค่ายพยายามนำเสนอนวัตกรรมออกมาสร้างสีสัน สนองกลุ่มลูกค้าเป้าหมายรุ่นที่ชื่นชอบความแปลก แหวกแนว และกล้าเปลี่ยน ซึ่งทำให้มีรสชาติใหม่ออกมาวางสู่ตลาดตลอดเวลา

โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลทำให้ค่ายแฟนต้า และมิรินด้าต้องเข้ามาให้ความสำคัญกับตลาดน้ำสี นั่นก็เพราะ หนึ่ง ต้องการสกัดกั้นไม่ให้ผู้บริโภคหันไปทดลองเครื่องดื่มใหม่ประเภทต่างๆรวมทั้งกระแสชาเขียวพร้อมดื่มที่เข้ามาในตลาดเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากขึ้นโดยปรับกลยุทธ์การตลาดน้ำสีในรูปแบบใหม่ ให้มีความเคลื่อนไหว และสร้างสีสันจากแคมเปญโปรโมชั่น ส่งฝาชิงโชครางวัลมากมาย

สอง การขับเคี่ยวในตลาดน้ำดำอย่างต่อเนื่องของทั้งค่ายเป๊ปซี่ และโคล่า แม้จะส่งผลบวกทำให้มูลค่าตลาดของน้ำดำโตขึ้นก็ตาม ทว่าในทางกลับกันนั้น การเติบโตของตลาดน้ำดำบางส่วนเข้าไปกินส่วนแบ่งทางการตลาดของน้ำสีด้วยเช่นกัน ซึ่งเห็นได้ว่าตั้งแต่ช่วงต้นปี 2546 จากตลาดรวมน้ำสีที่มีมูลค่า 5,279 ล้านบาท ทั้งแฟนต้า และมิรินด้า เริ่มทำตลาดเชิงรุกในตลาดน้ำสีอย่างจริงจัง ซึ่งทำให้มูลค่าตลาดรวมขยายตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ จากตลาดรวมมูลค่า 6 พันล้านบาท ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 6.6 พันล้านบาทในปัจจุบัน

หมัดชุด แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ตอดแชร์เจ้าตลาด

กลยุทธ์การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นที่มีไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย ด้วยการเพิ่มรสชาติใหม่ๆเข้าสู่ตลาด และกลยุทธ์การตลาดแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ โดยใช้ดาราเป็นตัวกลางสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ถือว่าเป็นเกมการทำตลาดของมิรินด้าที่ทำควบคู่กันมาอย่างต่อเนื่องถึง 4 ปีติดกัน ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำแบรนด์ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ในภาวะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดน้ำสี มีแบรนด์ลอยัลตี้น้อยกว่าน้ำดำ

ชาลี จิตจรุงพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เป๊ปซี่ โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด บอกว่า "การทำตลาด มิรินด้า เป็นแนวทางการตลาดที่ยึดโมเดลการทำตลาดเช่นเดียวกับการทำตลาดเป๊ปซี่ ในช่วงก่อนหน้านี้ 2-3 ปีที่มีนวัตกรรมด้วยการออกรสชาติใหม่ เป๊ปซี่ บลู และแคมเปญ"ตามล่า..เดวิค เบคแฮม" และมี F4 เป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งผลลัพธ์ของการดำเนินกลยุทธ์การตลาดด้วยแบรนด์แอมบาสเดอร์อย่างต่อเนื่องทำให้ในช่วงเวลาที่ใช้กลยุทธ์ดังกล่าว เป๊ปซี่ มีส่วนแบ่งตลาดอัตราเติบโตได้ถึง 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 6-8%

นอกจากนั้น แนวทางการทำตลาดที่มีแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ออกมาทุกปีอย่างต่อเนื่องนั้น จะส่งผลทำให้ตราสินค้าของมิรินด้ามีความแข็งแกร่ง ทั้งในเชิงของภาพลักษณ์สินค้าและความภักดีต่อตัวสินค้ามากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถผลักดันยอดขายมิรินด้าในปีนี้ให้เติบโตตามเป้าที่ตั้งไว้ 5% เท่ากับปีที่ผ่านมา   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us