Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์30 เมษายน 2550
ปตท.เคมิคอลเผชิญมรสุมโอเลฟินส์ทุ่มงบ 85,000 ล้านบาทแตกไลน์ธุรกิจ             
 


   
search resources

อดิเทพ พิศาลบุตร์
Energy
ปตท. เคมิคอล, บมจ.




ปตท.เคมิคอลวางหมากระยะยาวทุ่มงบ 85,000 ล้านบาทแตกไลน์ธุรกิจ เพื่อแก้ปัญหาโอเลฟินส์ผันผวน ส่วนการร่วมทุนที่อิหร่านชะงักเพราะการเมืองป่วน เตรียมกระจายความเสี่ยงด้วยการผุดโรงงานผลิตเอทานอล ใช้งบกว่า 2,000ล้านบาท พร้อมจับมือเกษตรกรเซ็นสัญญาContact farming ส่งวัคถุดิบป้อนโรงงาน ที่จะเปิดดำเนินการ ตค.นี้

จากภาวะความผันผวนของราคาโอเลฟินส์ในตลาดโลก บริษัทปิโตรเคมียักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จึงมิอาจนิ่งนอนใจได้ จึงจำเป็นต้องเพิ่มความแข็งแกร่งด้วยการแตกไลน์ขยายธุรกิจปลายน้ำเพิ่มเติมจากสายการผลิตหลักอย่างโอเลฟินส์ที่กำลังประสบกับปัญหาราคาดังกล่าว

รับมือโอเลฟินส์ดิ่ง

อดิเทพ พิศาลบุตร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTCH) วางกลยุทธ์แผนการลงทุนในอีก 5 ปีข้างหน้า (2550-2554) โดยเตรียมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการต่างๆเพิ่มขึ้นอาทิ Polymerในปี 2550 23 %ปี2553เพิ่มเป็น 33% Oleo-chemicals ในปี 2550 จาก 1% เป็น 8%ในปี2553 และลด Base Chemical จาก 58 % ในปี 2550 เป็น 44% ในปี2553และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มขึ้น จาก 5% ในปี2550เป็น 6% ในปี2553 ซึ่งบริษัทเตรียมงบลงทุนสนับสนุนแผนดังกล่าวไว้ที่ 85,500 ล้านบาท และแหล่งเงินทุนที่ใช้ในการขยายธุรกิจจะมาจากเม็ดเงินเพิ่มทุนจดทะเบียนเมื่อปีที่แล้วจำนวน 280,000ล้านบาท กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 40,000-50,000 ล้านบาท ที่เหลือมาจากเงินกู้และหุ้นกู้ และจากแผนการกู้เงินที่ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นแล้วจำนวน 800 ล้านเหรียญหรือ 32,000ล้านบาทแล้ว

สำหรับแผนการลงทุนดังกล่าวนั้นเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทั้งต่อบริษัทและบริษัทในเครือให้เป็นไปอย่างราบรื่น รวมถึงเพิ่มภูมิคุ้มกันด้านความปลอดภัยให้ทั้งกับบริษัทและลูกค้าดังจะเห็นได้จากการเพิ่มสัดส่วนโครงการต่างๆในส่วนของอุตสาหกรรมปลายน้ำ(Downstream Business) ทั้งสิ้นกว่า 10 โครงการ โดยเฉพาะการเปิดเกมรุกตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศอิหร่าน

การเมืองทำพิษโปรเจค“อิหร่าน”ชะงัก

ส่วนแผนรับมือในการกระจายความเสี่ยงจากภาวะความผันผวนของราคาโอเลฟีนส์ที่มีแนวโน้มลดลงนั้น บริษัทจะเน้นการลงทุนกระจายไปยังภาคการลงทุนอื่นๆเพิ่มขึ้นอาทิ โครงการร่วมทุนผลิตเม็ดพลาสติก HDPE ที่ประเทศอิหร่าน มีผู้ร่วมทุนประกอบด้วย อิหร่าน 30% บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท อิโตชู จำกัด รวมกันประมาณ 50% และบริษัทอีก 10%

“บริษัท ได้ร่วมลงทุนกับบ.ซีเมนต์ไทยก็เป็นการเปิดตลาดใหม่ในดินแดนตะวันออกกลางโดยเฉพาในประเทศอิหร่าน ซึ่งความเสี่ยงในการลงทุนภายนอกประเทศจำเป็นที่บริษัทจะต้องมีพาร์ทเนอร์เข้ามาช่วย ซึ่งในอนาคตหากพบว่ามีแนวโน้มที่ดีก็จะมีการต่อยอดโครงการอื่นๆต่อไป”อดิเทพระบุ

อย่างไรก็ตาม โครงการร่วมทุนผลิตเม็ดพลาสติก HDPE ที่ประเทศอิหร่านมีอันต้องเลื่อนเปิดการผลิตออกไปอีก 6-เดือนจากกำหนดการเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพ.ค.2551เนื่องจากติดปัญหาการเมืองภายในอิหร่านและขาดการสนับสนุนของContactorจากต่างประเทศส่งผลให้โครงการดังกล่าวต้องเลื่อนโครงการออกไป ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าในเกิดขึ้น

ปัจจุบันโครงการนี้คืบหน้าไปเพียง 30% จากปัญหาของการเลื่อนโครงการส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทั้งนี้ตัวเลขการลงทุนยังอยู่ในงบประมาณ ซึ่งโครงการดังกล่าวบริษัทได้ใช้เงินลงทุนรวม 240 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 10% ใช้เม็ดเงินลงทุนไปแล้วกว่า 7.2 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 300 ล้านบาทจึงไม่ส่งผลกระทบมากนัก

"ขณะนี้ยังไม่สามารถให้คำมั่นว่าโครงการนี้จะแล้วเสร็จได้ตามกำหนดจะต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพราะมีหลายปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งโรงโอเลฟินส์ที่จะเป็นผู้ป้อนวัตถุดิบให้ก็เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการความล่าช้าก็ยังอยู่ในแผนงบประมาณ”

ขณะที่ การลงทุนในประเทศอื่นๆบริษัทจำเป็นต้องดูผลของโครงการที่อิหร่านก่อนจึงจะมีการพิจารณาการลงทุนต่อไป เนื่องจากจุดแข็งของบริษัทอยู่ที่ความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าภายในประเทศเนื่องจากวัตถุดิบส่วนใหญ๋ได้รับการช่วยเหลือจากบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) การที่จะไปตั้งโรงงานในประเทศอื่นจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนของค่าวัตถุดิบหลักอย่างNaphtha เป็นสำคัญ

ขานรับก.พลังงาน/ผุดโรงงานเอทานอล

ขณะเดียวกันในการสนับสนุนของกระทรวงพลังงานในเรื่องพลังงานทดแทน ที่ประกาศให้สามารถผสมไบโอดีเซล (B100) ไม่เกิน 2% ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 เป็นต้นไป จะส่งผลให้มีการใช้ไบโอดีเซล B100 เพิ่มจากปัจจุบัน 42,000 ลิตรต่อวัน เป็น 1 ล้านลิตรต่อวันนั้นเพื่อเป็นการรองรับความต้องการดังกล่าวบริษัทจึงได้ลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิต Methyl EstercและโรงงานผลิตFatty Alcohol ขึ้นภายใต้การดูแลของบริษัท ไทยโอลีเคมี(TOL) โรงงานดังกล่าวมีกำลังการผลิตรวม 330,000ตันต่อปี ขณะนี้การก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 60 %คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนต.ค.ตามกำหนดการที่วางไว้ โดย 2 โรงงานดังกล่าวบริษัทใช้เงินลงทุนกว่า 2,400ล้านบาท

ทั้งนี้ Methyl Ester จะนำไปใช้เป็นสารเพิ่มประสิทธิภาพในน้ำมันดีเซล ส่วน Fatty Alcohol จะถูกนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรม Oleo chemicals ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคลของบริษัทในเครือ

ด้านวัตถุดิบ บริษัทได้เตรียมเซ็นสัญญากับกลุ่มเกษตรกร(Contact farming) เพื่อการรันตีความมั่นใจต่อเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ซึ่งในจุดนี้จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรรวมถึงลดภาระการนำเข้าวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลจากต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก

“การที่เราเปิดรับซื้อวัตถุดิบการเกษตรอย่างเช่นปาล์มนั้น นอกจากเราจะไม่ต้องนำเข้าวัตุถุดิบจากต่างประเทศแล้วยังเป็นการช่วยเกษตรกรให้มีรายได้ที่แน่นอนซึ่งก็ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย”

รายรับส่อแวววูบ

ด้าน ผลประกอบการล่าสุดของบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน)ประจำปี 2549 พบว่า บริษัทมีรายได้จากยอดขายในปี 2549จำนวน 69,811ล้านบาท สูงขึ้น 22 %จากเดิมที่ปี2548รายได้อยู่ที่ 57,382 ล้านบาท บริษัทมีกำไรสุทธิประจำปี2549อยู่ที่17,306 ล้านบาทเพิ่มขึ้น34% จากเดิมอยู่ที่12,925 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิต่อหุ้นในปี2549อยู่ที่14.91บาท เพิ่มขึ้น 30%ขณะที่ปี2548อยู่ที่ 11.43 เนื่องจากบริษัทผลิตโอเลฟินส์เพิ่มขึ้น 13% ปริมาณHPDEเพิ่มขึ้น20 % และราคาขายโพรพิลีนเพิ่มขึ้น16% ราคาขายเอทิลีนเพิ่มขึ้น 18%และราคาขายHPDEอ้างอิงราคาSPOTเพิ่มขึ้น 19%

สำหรับผลการดำเนินงานในปีนี้ คาดว่าบริษัทอาจจะมีรายได้ต่ำกว่าปีก่อนประมาณ 3-4% หรือใกล้เคียงกันจากปีที่แล้วมีรายได้ 70,000ล้านบาท เนื่องจากกำลังการผลิตโอเลฟินส์ปี 2550 ใกล้เคียงกับปีที่ก่อนอยู่ที่ 1,580,000ตัน เนื่องจากบริษัทได้มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงโอเลฟินส์ 60 วันก่อนที่จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาอีก 150,000ตันต่อปี และ จากความล่าช้าของโรงแยกก๊าซฯแห่งที่ 5 ทำให้กำลังการผลิตโอเลฟินส์ปีนี้อาจจะต่ำกว่าเป้าหมายเดิม 1-2%ของกำลังการผลิตรวม   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us