|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ไมเนอร์ฯ เปิดแผนลุยกลุ่มแฟชั่นไตรมาส 2 ชูบอสสินี่ ส่งไลน์ใหม่ทำตลาด ขยายฐานจับวัยรุ่น เผยตั้งแต่ปรับราคา ฮ่องกง-สิงคโปร์ กระชากยอดทะยานขึ้นได้กว่า 30% จากการแตกไลน์ใหม่พร้อมทำตลาดเพิ่ม เชื่อสิ้นปียอดโต 2 หลักแน่
นายจตุพล เกียรติระบิล ผู้จัดการอาวุโส แบรนด์ บอสสินี่ บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น ผู้นำเข้าและทำตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์เนม อาทิ เอสปรี บอสสินี่ อีดีซี เป็นต้น เปิดเผยว่า แผนทำตลาดในไตรมาส 2 จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญสินค้ากลุ่มแฟชั่นโดยเฉพาะยี่ห้อ “บอสสินี่” โดยเตรียมเปิดตัวสินค้ากลุ่มใหม่ “ยูธ บาย บอสสินี่” (Youth By Bossini) เสื้อผ้าสำหรับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นอายุระหว่าง 12-18 ปี ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 800-900 บาทต่อชิ้นซึ่งแบรนด์ดังกล่าวทำตลาดในต่างประเทศ อาทิ ฮ่องกง และ สิงคโปร์ ฯลฯ มาแล้ว ซึ่งบริษัทฯจะเปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายผ่านร้านจุดจำหน่ายบอสสินี่ เดือนเมษายน
ล่าสุด ยูธ บาย บอสสินี่ จะใช้คอลเล็กชั่นสินค้าแนวทางเดียวกับแบรนด์บอสสินี่หลัก โดยเปิดตัวสินค้าใหม่ๆราว 4 คอลเล็กชั่นต่อปี ตามฤดูกาล แต่มีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและตลาดในประเทศไทย รองรับกลุ่มเป้าหมายทุกระดับตั้งแต่แบรนด์หลักบอสสินี่ สำหรับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นและผู้ใหญ่ แบรนด์ บอสสินี่ คิด(Bossini Kid) จับกลุ่มเป้าหมายเด็กเล็กอายุ 3-12 ปี และ ซึ่งบริษัทฯจะวัดผลตอบรับแบรนด์ดังกล่าวก่อนในปีแรกนี้ ก่อนปรับแผนการทำตลาดและขยายช้อปหรือร้านค้าจำหน่ายแยกออกมาจากแบรนด์หลักในอนาคต
นายจตุพลกล่าวถึงภาพรวมแบรนด์บอสสินี่ ในไตรมาสแรกที่ผ่านมามีอัตราเติบโต 1หลัก ส่วนหนึ่งจากการลงทุนการขยายสาขาเพิ่มช่วงรอยต่อปลายปี 2549 ถึงต้นปี 2550 มี 4-5 สาขาใหม่ จากปัจจุบันมีทั้งสิ้น 72 สาขา ทำให้มีรายได้ทั้งจากยอดขายสาขาเดิมและจากสาขาใหม่ การปรับกลยุทธ์เรื่องราคาสินค้าลดลง 20-30% จากราคาเดิมมีราคาใกล้เคียงประเทศฮ่องกง และสิงคโปร์ ส่งผลให้ยอดขายในภาพรวมเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนซื้อต่อครั้ง อาทิ 2-3 ชิ้นต่อคนต่อครั้ง จากเดิม 1-2 ชิ้นต่อคนต่อครั้ง และยอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 30%
สำหรับการทำตลาดปี 2550 จะใช้ 5% ของยอดขาย โดยจะเน้นทั้งการจัดกิจกรรมกระตุ้นกำลังซื้อ ณ จุดขายและ กิจกรรมแคมเปญสำหรับลูกค้าโดยตรงด้วยการร่วมกับพันธมิตรต่างๆ เพราะเนื่องจากการแข่งขันรุนแรงในกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่นเห็นได้จากการเปิดตัวแบรนด์เนมใหม่เข้ามาในตลาด หรือ ในศูนย์การค้าชั้นนำใจกลางเมือง อย่างไรก็ตามยอดขายในกลุ่มลูกค้านอกเมืองกลับเพิ่มขึ้นทดแทน เป็นต้น ขณะรายได้รวมในปีนี้คาดเติบโต 2หลัก
|
|
 |
|
|