Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน30 มีนาคม 2550
สินเชื่อที่อยู่อาศัยปี50แข่งดุ แบงก์งัดกลยุทธดอกเบี้ยต่ำสู้             
 


   
www resources

โฮมเพจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

   
search resources

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, บจก.
Loan




ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้แนวโน้มสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี 50 แข่งดุ แม้ในช่วงครึ่งปีแรกจะยังชะลอตัว จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงและความไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมือง คาดทั้งปีโต 8-10% ขณะที่สถาบันการเงินเตรียมงัดกลยุทธดอกเบี้ยคงที่สู้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินแนวโน้มสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี 2550 คาดว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ทั้งระบบน่าจะขยายตัวที่ประมาณ 8-10% หรือมีมูลค่าประมาณ 1,450,700-1,477,000 ล้านบาท จาก 1,342,604 ล้านบาท ในปี 2549 โดยกรณีขั้นสูงอยู่ภายใต้ข้อสมมติที่ทิศทางเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น และปัจจัยด้านการเมืองมีทิศทางที่ดีขึ้น สำหรับกรณีขั้นต่ำ เป็นสถานการณ์ที่ปัจจัยลบทางการเมืองส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและรายได้ในอนาคตของประชาชน ตลาดที่อยู่อาศัยถูกกระทบจากการที่ผู้ที่ต้องการทีอยู่อาศัยชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยออกไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยเช่นกัน

โดยปัจจัยบวกที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อที่อยู่อาศัยในปี 2550 เป็นกรณีของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งคาดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้(MLR)น่าจะมีการปรับลดลงอีกประมาณ 0.25-0.5% จากระดับปัจจุบัน โดยคาดว่าธนาคารพาณิชย์น่าจะเริ่มมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงอีกในไตรมาส 2 ของปี 2550 หลังจากการประชุมของธนาคารแห่งประเทศไทยในเดือนเมษายนปีนี้ ซึ่งหากมีการปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 7.25% ตามที่คาดการณ์นั้น วงเงินการขอสินเชื่อเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 1,265,200 บาท การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จึงเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการเพิ่มความสามารถในการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย

รวมถึงทิศทางของอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจ และต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะมีระดับเฉลี่ยประมาณร้อยละ 1.5-2.5 ในปี 2550 จากร้อยละ 4.7 ในปี 2549 ทั้งนี้ การชะลอลงดังกล่าวเป็นไปตามทิศทางของราคาน้ำมันมีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากความต้องการน้ำมันชะลอลง อย่างไรก็ตามปัจจัยด้านการเมืองระหว่างประเทศยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลต่อการแกว่งตัวของราคาน้ำมันในปีนี้

และการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการรถไฟฟ้า แม้ว่าการก่อสร้างส่วนใหญ่อาจยังเริ่มต้นไม่ทันภายในปี 2550 นี้ แต่ความชัดเจนของเส้นทางและกรอบระยะเวลาในการดำเนินการน่าจะส่งผลดีต่อโครงการอสังหาริมทรัพย์ และยังเป็นการช่วยขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการจ้างงานขึ้นอีกด้วย

ด้านปัจจัยลบที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจถดถอย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อการขยายตัวของสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี 2550 เป็นกรณีปัจจัยทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยนอกจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวแล้ว ซึ่งจะเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของหอการค้าไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 อยู่ที่ 79.0 ซึ่งลดลงต่ำสุดในรอบ 5 ปี ในส่วนของดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนมกราคม 2550 อยู่ที่ 43.9 ทั้งนี้เสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ยังคงต้องจับตามอง ทั้งการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ มีส่วนส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจในการซื้อที่อยู่อาศัย และการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยและสินเชื่อที่อยู่อาศัย

ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจมีทิศทางชะลอลง ส่งผลต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มชะลอตัวลงด้วย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย นอกจากนี้การชะลอตัวของภาคเศรษฐกิจ ยังอาจสะท้อนถึงรายได้ในอนาคตอีกด้วย ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2550 ร้อยละ 3.5-4.5 ซึ่งชะลอตัวลงจากร้อยละ 5.0 ในปี 2549 จากรายงานเศรษฐกิจและการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยได้แสดงให้เห็นว่าเดือนมกราคม 2550 เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนมีทิศทางชะลอลง โดยเฉพาะหมวดสินค้าคงทนปรับตัวลดลง ซึ่งที่อยู่อาศัยก็น่าจะเผชิญผลกระทบในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ ปัจจัยลบที่กล่าวมาข้างต้นนอกจากจะกระทบต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยแล้ว ยังส่งผลให้สถาบันการเงินต่างๆมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในการอนุมัติสินเชื่อทุกประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มียอดการถูกปฏิเสธยังคงมีสัดส่วนประมาณ 20-30% ของผู้ขอสินเชื่อ การที่สถาบันการเงินมีมาตรการที่เข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยนั้น เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพสินเชื่อของตน และป้องกันหนี้ที่อาจจะไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

แบงก์ขนกลยุทธแข่งดุสินเชื่อที่อยู่อาศัย

สำหรับทิศทางการแข่งขันของธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี 2550 การแข่งขันด้านธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังคงมีความเข้มข้นมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีปัจจัยลบที่สำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการซื้อที่อยู่อาศัยก็ตาม โดยกลยุทธ์การตลาดของสถาบันการเงินในปี 2550 โดยหลักๆน่าจะเป็นการแข่งขันด้านราคา ประกอบด้วยการแข่งขันด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การลดค่าธรรมเนียม ซึ่งจากการที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีแนวโน้มปรับลดลงส่งผลให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังคงน่าที่จะชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยออกไป เนื่องจากต้องการรอดูทิศทางการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยจนถึงระดับต่ำสุดก่อนทำการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งนี้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (MLR) น่าจะมีการปรับลดลงอีกประมาณ 0.25-0.5% จากระดับปัจจุบัน โดยสถาบันการเงินน่าจะมีการออกผลิตภัณฑ์อัตราดอกเบี้ยคงที่ แบบระยะสั้นเป็นระยะเวลาประมาณ 1- 3 ปีมากขึ้น เพื่อเป็นการเร่งการตัดสินใจของผู้บริโภค หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้น่าจะยังคงเป็นดอกเบี้ยแบบลอยตัวเป็นส่วนใหญ่ของอายุสัญญาของสินเชื่อ

ขณะที่การทำตลาดร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่สถาบันการเงินยังคงทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อความสะดวกและรวดเร็วแก่ลูกค้าของโครงการ และผู้ประกอบการเองได้เริ่มมีนโยบายการกลั่นกรองลูกค้าของโครงการมากขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาการถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อของลูกค้าจากสถาบันการเงิน ทั้งนี้กลยุทธ์ที่นำมาใช้ คาดว่า สถาบันการเงินยังคงเน้นการแข่งขันอัตราดอกเบี้ยพิเศษแก่ลูกค้าของโครงการ เช่น ธนาคารพาณิชย์บางแห่งมีการเสนออัตราดอกเบี้ยคงที่ในปีแรก 3.75% ต่อปี และการให้วงเงินกู้สูงสุด 90-100% ของราคาซื้อขาย

และการเพิ่มช่องทางการขยายสินเชื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า โดยผ่านทางเว็บไซต์ของสถาบันการเงิน เว็บไซต์ของตัวแทนสถาบันการเงิน พนักงานขายตรง และการออกงาน Money Expo ไปตามจังหวัดต่างๆ นอกจากนี้สถาบันการเงินต่างเริ่มหันมาเน้นการทำตลาดภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจ อาทิ เชียงใหม่ เพชรบุรี ภูเก็ต และนครราชสีมา เป็นต้น เนื่องจากการเติบโตของชุมชนเมืองนำไปสู่การขยายตัวของภาคธุรกิจและบริการ ทำให้ผู้คนในท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นรวมทั้งความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความต้องการสินเชื่อตามมาด้วย   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us