กลางเดือนมกราคม ที่ผ่านมา บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมิกัลไทย
(ทีพีไอ) และเจ้าหนี้ของบริษัทได้ยื่นแผนฟื้นฟูกิจการ และปรับโครงสร้างหนี้
ราว 3.5 พันล้านดอลลาร์ต่อศาลล้มละลาย นับเป็นก้าวสำคัญในการแก้
ปัญหาหนี้สิน ที่ยืดเยื้อมากว่าสองปี และยังเป็นการสะสางปัญหาเงินกู้ ที่ไม่ก่อราย
ได้ครั้งใหญ่ที่สุดของไทยด้วย
การลงนามข้อตกลงระหว่างทีพีไอ และเจ้าหนี้บรรลุผล อย่างรวบรัด โดยไม่แถลงข่าวใดๆ
นอกจากออกแถลงการณ์ ร่วม ที่ระบุว่าแผนการดังกล่าว
"เป็นแผนที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในการที่จะฟื้นฟูกิจการทีพีไอให้
มีสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง" แต่กว่า ที่จะบรรลุข้อตกลงตามเส้นตายวันที่
17 มกราคมได้ผู้เกี่ยวข้องต้องประชุมกันหลายต่อหลายรอบ รวมทั้งมีการประชุมผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ถึงวันละสามครั้ง
เนื่องจากเจ้าหนี้ต่างวิตกกังวลว่าข้อตกลงจะล้มเหลวซ้ำรอยเหมือนเมื่อ 11 เดือนก่อน
แผนฟื้นฟูกิจการทีพีไอไม่ได้ทำให้เจ้าหนี้โล่งอกเท่านั้น รัฐบาลไทยเองก็คลายความกังวลเช่นกัน
เพราะ ที่ผ่านมารัฐบาลก็ต้องการให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อลดสัดส่วนของเงินกู้ ที่ไม่ก่อรายได้ลง
จากเดิม ที่สูงถึง 43 % ของ ยอดเงินกู้ของสถาบันการเงิน อีกทั้งบรรดาผู้บริหารกองทุนต่างๆ
ก็จับตา อย่างใกล้ชิด เพราะข้อตกลงนี้จะเป็นมาตรวัดความก้าวหน้าในการแก้ปัญหาสถาบันการเงินของไทยด้วย
ข้อตกลงนี้ยังเป็น "สัญญาณใน ทางที่ดี" ในสายตาของเคนเนธ อึ๊ง
หัว หน้าฝ่ายวิจัยของไอเอ็นจี แบริ่ง ซีเคียวริตี้ส์ (ประเทศไทย) (ING Bearing
Securities Thailand) แต่เขาก็ทิ้งท้ายว่า "เรื่องนี้มันนานมากแล้ว
แต่ผมยังไม่แน่ใจว่าจะลงเอยเพียงแค่นี้"
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้ประโยชน์จากข้อตกลงมากที่สุดเห็นจะได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ
ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของทีพีไอ เพราะทันที ที่บรรลุข้อตกลง ราคาหุ้นของธนาคารกรุงเทพก็ขยับขี้น
3.3% ส่วนในกระดานต่างประเทศก็ขยับขึ้น 6.8%
ทีพีไอลงนามในข้อตกลงร่วมกับคณะกรรมการเจ้าหนี้ 12 รายที่เป็นเจ้าหนี้รวม
68% ของมูลหนี้ทั้งหมด ที่สูงถึง 3.478 พันล้านดอลลาร์ (ราว 3.2 พันล้านดอลลาร์เป็นส่วนของเงินต้น
และราว 300 ล้านดอลลาร์เป็น ดอกเบี้ย ที่พอกพูนขึ้นมา) ยอดหนี้ทั้งหมดของทีพีไอ
คิดเป็น 5% ของยอด เงินกู้ ที่ไม่ก่อรายได้ ที่สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้แก่ธุรกิจไทย
เจ้าหนี้ของทีพีไอนอกจากจะมีธนาคารกรุงเทพแล้ว ยังมีบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ-ไอเอฟซี
(International Finance Corp.) ธนาคารส่งออก และนำเข้าสหรัฐอเมริกา (U.S.
Export-Import Bank) ธนาคารแห่งอเมริกา (Bank America Corp.) และซิตี้แบงก์
(Citibank)
ทั้งนี้ ศาลล้มละลายอนุญาตให้คัดค้านแผนฟื้นฟูดังกล่าวภายในระยะ เวลา 30
วัน หลังจากนั้น จะนำแผนการดังกล่าวออกปฏิบัติได้ในเดือนมิถุนายนปีนี้
ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งมีระยะเวลาห้าปี จะมีการปรับลดหนี้ลงด้วยการ แปลงส่วนของการชำระดอกเบี้ยจำนวนหนึ่งเป็นทุน
โดยให้เจ้าหนี้เข้าถือหุ้น ของบริษัทเป็นสัดส่วน 30% นอกจากนั้น ทีพีไอยังต้องชำระเงินต้นจำนวน
200 ล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปีนี้ และชำระเงินต้นอีก 500 ล้านดอลลาร์ภายในปี
2002
นอกจากนั้น ผู้บริหารจำนวนหนึ่งของทีพีไอจะเป็นผู้ดูแลการดำเนินงานตามแผน
ส่วนประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือ ทีพีไอ และผู้ถือหุ้นใหญ่ของกิจการ
จะเป็นผู้บริหารกิจการประจำวันเท่านั้น
นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้สาระส่วนใหญ่ของแผนการฟื้นฟูกิจการจะไม่แตก ต่างจากแผนการฟื้นฟู ที่เคยมีทีท่าว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ตั้ง
แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้ต้องนับว่า
"เป็นชัยชนะของฝ่ายเจ้าหนี้มากกว่าฝ่ายลูกหนี้" เนื่องจากรายละเอียดในข้อตกลงยอมให้เจ้าหนี้เข้าควบคุมกิจการทีพีไอ
ได้หากทีพีไอบิดพลิ้วไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการฟื้นฟูกิจการ และยังเปิด โอกาสให้ฝ่ายเจ้าหนี้แก้ไขเนื้อหาข้อตกลงได้ด้วย
ส่วนสาเหตุที่ทีพีไอต้องยอมลงนามในข้อตกลงก็เพราะฝ่ายเจ้าหนี้ได้ เตือนว่าจะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลล้มละลายทันที
หากทีพีไอไม่ยอมลงนามตามกำหนด และก่อนหน้านี้ ในเดือนธันวาคม ทีพีไอ!ได้จัดทำแผนเพิ่ม
ทุน 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปลดหนี้ โดยติดต่อกับวาณิชธนกิจหลายแห่ง เมื่อเจ้าหนี้ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวก็
ไม่เห็นด้วย เพราะแผนการออกหุ้น ใหม่นั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการแก้ไขรายละเอียดในแผนฟื้นฟูกิจการใน
ประเด็นการผิดสัญญา และการจัดสรรการควบคุมเงินสดหมุนเวียนของทีพีไอภาย ใต้การดูแลของเจ้าหนี้ด้วย
ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ กล่าวว่า บริษัทไม่ได้ตั้งใจ ที่จะชะลอการลงนามข้อตกลงดังกล่าว
และว่าฝ่ายเจ้าหนี้ไม่ไว้วางใจเขาก็เพราะต้องการเข้าควบคุมกิจการเสียเอง
เจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำขาดว่าจะพิจารณาเรื่องการเพิ่มทุนหลังจาก ที่ทีพีไอลงนามในข้อตกลงแล้วเท่านั้น
ทั้งหมดนี้จึงยังรอให้เจ้าหนี้ และลูกหนี้เจรจาตกลงกันต่อไป การสะสางหนี้ทีพีไอจึงอาจไม่จบด้วยข้อตกลงล่าสุดนี้เท่านั้น
(The Asian Wallstreet Journal 17-18 January 2000)