|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
บลจ.ทิสโก้ ตั้งเป้าพอร์ตกองทุนรวมทั้งปีเป็น 1 หมื่นล้านบาท เล็งเข็นกองทุนคุ้มครองเงินต้นลิ้งค์ดัชนีต่างประเทศระดมเงิน พร้อมส่งกองทุนตราสารหนี้-LTF-RMF ลุยตลาด เผยไม่ห่วงการแข่งขันสูง เพราะจับลูกค้าเฉพาะกลุ่มอยู่แล้ว ล่าสุด "เปิดขายกองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า ลิ้งค์ คุ้มครองเงินต้น ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม - 4 เมษายนนี้
นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าธุรกิจกองทุนรวมกองทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสำหรับกองทุนรวมเป็น 10,000 ล้านบาทจากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท โดยสินทรัพย์ใหม่ที่จะเพิ่มมานั้น จะมาจากการระดมทุนผ่านกองทุนใหม่ที่เน้นลิ้งค์กับดัชนีในต่างประเทศ กองทุนตราสารหนี้อายุ 6 เดือน 9 เดือนที่จะมาอย่างต่อเนื่องหากตลาดยังมีความค้องการ รวมถึงกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่จะเน้นทำการตลาดด้วย
ทั้งนี้ ในส่วนของการระดมทุนสำหรับกองทุนใหม่ของบลจ.ทิสโก้ จะเน้นสร้างความแตกต่างเป็นหลัก ซึ่งผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนส่วนใหญ่ก็จะจับตลาดลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากธนาคารทิสโก้ ซึ่งเป็นบริษัทแม่มีสาขาไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ช่องทางการขายถือเป็นส่วนสำคัญในการขยายตัวของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร ซึ่งเราเองก็ออกผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งสาขามากนัก โดยเน้นขายสินค้าให้กับลูกค้ารายใหญ่เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าเราเองทำได้ค่อนข้างดี
ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนที่ออกมา ก็ต้องเหมาะกับกลุ่มลูกค้าด้วย เช่น กองทุนตราสารหนี้ เราก็เพิ่มพอร์ตการลงทุนในตราสารหนี้เอกชนที่มีฐานะมั่นคง นอกเหนือจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเพียงอย่างเดียว เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเหล่านี้สามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่า ในขณะเดียวกันก็จะสามารถเพิ่มผลตอบแทนให้กับกองทุนได้ด้วย
"สิ่งที่เราทำ คือเน้นสินค้าที่สร้างความแตกต่างเป็นหลัก รวมถึงเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าผ่านเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งบลจ.ทิสโก้ เราค่อนข้างได้อิสระจากธนาคารแม่ ซึ่งเราสามารถจับมือกับใครก็ได้หากได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยปัจจุบันเราจอยกับธนาคารต่างประเทศหลายราย รวมถึงโบรกเกอร์ด้วย ซึ่งการที่บางรายเองก็ขาดบลจ. ทำให้การร่วมมือกันเป็นการซับพอร์ตระหว่างกันมากกว่า"นายธีรนาถกล่าว
สำหรับแผนงานในส่วนของกองทุนส่วนบุคคล ในปีนี้ตั้งเป้าขยายตัวประมาณ 20% หรือมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเป็น 30,000 ล้านบาทจากสินทรัพย์ภายใต้การบริหารประมาณ 25,000 ล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งตลอดปีนี้ บริษัทคาดว่ากองทุนส่วนบุคคลจะสามารถเติบโตได้ทุกเดือน โดยในช่วง 2 เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 1,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ลูกค้าหลักจะเป็นลูกค้าในเครือทิสโก้เป็นหลัก ซึ่งธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลถือเป็นธุรกิจที่ต้องได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า รวมถึงการจัดสินทรัพย์และการปรับพอร์ตการลงทุนของลูกค้าให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ด้วย
ส่วนการที่จะมีบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) เข้ามาแข่งขันมากขึ้นนั้น นายธีรนาถกล่าวว่า บลจ.ทิสโก้เองมีจุดที่ได้เปรียบตรงที่เป็นบริษัทจัดการกองทุนที่มีความชำนาญครบด้านแล้ว ทั้งในเรื่องของกองทุนหุ้น ตราสารหนี้ ส่วนโบรกเกอร์จะชำนาญเรื่องของการลงทุนในหุ้นมากกว่า ในขณะที่ตราสารหนี้เองต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะได้รับความสนใจ ซึ่งปัจจุบันบลจ.ทิสโก้มีพอร์ตตราสารหนี้อยู่ประมาณ 70-80% ในขณะที่พอร์ตการลงทุนในหุ้นมีอยู่ประมาณ 30%
ล่าสุด บริษัทเตรียมเสนอขาย ‘กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า ลิ้งค์ คุ้มครองเงินต้น’ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม - 4 เมษายน 2550 นี้ ซึ่งขณะนี้ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เรียบร้อยแล้ว โดยกองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ อายุกองทุนไม่เกิน 3 ปี 15 วัน ลงทุนในตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ AA- ขึ้นไป โดยมีผลตอบแทนอ้างอิงกับค่าเฉลี่ยของอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนี Hang Seng China Enterprise Index (HSCEI) ที่ประกอบด้วยบริษัทจดทะเบียนชั้นนำและมีพื้นฐานดีของประเทศจีนกว่า 47 บริษัท ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดี ผู้ลงทุนจึงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงินในธนาคารพาณิชย์
นอกจากนี้ จุดเด่นของกองทุนอยู่ที่การมีกลไกในการจำกัดความเสี่ยงด้วย Floor Mechanism ที่ 0% ทำให้ไม่นับค่าติดลบของดัชนี HSCEI รวมคำนวณ ดังนั้นหากสภาวะตลาดมีความผันผวนมาก ก็ยังอุ่นใจได้ว่าจะมีโอกาสได้รับเงินต้นคืน100% ของมูลค่าเงินลงทุนหลังหักค่าธรรมเนียมการขาย ดังนั้นเมื่อเทียบความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเติบโตของเงินลงทุนแล้วก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ
ทั้งนี้ สาเหตุที่บลจ.เลือกลงทุนในตราสารที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับดัชนีดังกล่าว เพราะมองว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจีนอยู่ในช่วงของการเติบโต เห็นได้จากตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปี 2007 อยู่ที่ 10% ตัวเลขประมาณการการส่งออกที่เพิ่มขึ้น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับปรุงศักยภาพในการผลิต และที่สำคัญคือการที่ประเทศจีนมีประชากรมากที่สุดในโลก ทำให้มีความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่ในระดับสูง
“อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงทั่วโลก รวมถึงประเทศจีนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานั้น เราเชื่อว่าเป็นเพียงการปรับฐานในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งถือว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าไปลงทุน” นายธีรนาถกล่าว
|
|
 |
|
|