Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน15 มีนาคม 2550
GOLDติดลมพัฒนาบ้านหรูเอาใจคนรวย             
 


   
www resources

แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์, บมจ.

   
search resources

แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์, บมจ.
Real Estate
วันชัย ศรีหิรัญรัศมี




นายวันชัย ศรีหิรัญรัศมี กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GOLD เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทยังคงเดินหน้าพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับบน โดยเฉลี่ยราคา 11 ล้านบาทต่อยูนิต รวมไปถึงการลงทุนในอาคารสูง แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงขาลง แต่จากภาวะการขายในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้จากการขาย 3,162 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่ายังมีความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง

“ลูกค้าระดับบนจริงๆจะไม่ค่อยมีปัญหาในการซื้อบ้านถ้าเศรษฐกิจชะลอตัว และลูกของบริษัทซื้อบ้านด้วยเงินสดเฉลี่ยสูงถึง 80% ทุกโครงการ อย่าลืมปัจจุบันมีเงินฝากในประเทศสูงถึง 5.5 ล้านล้านบาท คนรวยยังมีอีกมาก นอกจากนี้าผู้ประกอบการที่พัฒนาบ้านระดับบนได้ปรับตัวหันไปพัฒนาบ้านระดับต่ำลงมาจนเกือบหมดเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เรามีคู่แข่งเหลืออยู่ในตลาดน้อยมาก” นายวันชัยกล่าว

สำหรับปี 2550 บริษัทยังไม่มีแผนเปิดโครงการใหม่หรือซื้อที่ดินเข้ามาใหม่ แต่จะเป็นการขยายเฟสต่อเนื่องจากโครงการเดิม เพราะแต่ละโครงการมีขนาดใหญ่เหลือที่ดินที่สามารถขยายเฟสต่อเนื่องได้อีกมาก ซึ่งได้แก่ 1. โครงการ โกลเด้น เฮอริเทจ ปิ่นเกล้า เฟส 2 บนเนื้อที่ 79 ไร่ จำนวน 103 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,900 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดขายได้ในเดือนสิงหาคมของปีนี้ ,2. โครงการโกลเด้น รีเจนท์ สาทร เฟส 5 เนื้อที่ 10 ไร่ จำนวน 20 ยูนิต มูลค่า 300 ล้านบาท เปิดขายไตรมาส 4 ปีนี้

3. โครงการโกเด้น นครา เฟส 2 เนื้อที่ 150 ไร่ จำนวน 326 ยูนิต มูลค่า 2,900 ล้านบาท เปิดขายประมาณกลางปีนี้ ในจำนวนดังกล่าวบริษัทได้พัฒนาบ้านเดี่ยวระดับราคา 5 ล้านบาท จำนวน 36 ยูนิต เนื่องจากอยู่ไกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง และยังตั้งการสำรวจความต้องการของตลาดอีกด้วย เพราะในโครงการนี้ยังมีที่ดินเหลืออีกจำนวนหนึ่ง หากบ้านระดับราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทขายดี ก็อาจจะพัฒนาในเฟสต่อไป

และ 4. โครงการแกรนด์ โมนาโค บางนา เฟส 2 จำนวน 15 ไร่ จำนวน 53 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 5 ล้านบาทขึ้นไป มูลค่าโครงการ 320 ล้านบาท รวม 4 โครงการมูลค่า 5,420 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังมีสินค้าเหลือขายในเฟสก่อนหน้าอีกจำนวน 2,103 ล้านบาท ส่งผลให้ในปีนี้บริษัทมีสินค้ารอขายจำนวน 7,532 ล้านบาท

ทั้งนี้ สินค้ารอขายดังกล่าวไม่ถือเป็นภาระต้นทุน เนื่องจากสินค้าของบริษัทเป็นบ้านระดับบน ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการปรับเปลี่ยนบางส่วน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องสร้างก่อนขายนอกจากบ้านตัวอย่าง อีกทั้งยังมีในส่วนของการออกแบบและตกแต่งภายในซึ่งลูกค้าจะใช้งบประมาณในส่วนนี้กว่า 10 ล้านบาท หรือบางรายแพงกว่าราคาบ้าน ทำให้บริษัทมีรายได้จากส่วนนี้เข้ามาอีก

สำหรับรายได้ในปีนี้บริษัทตั้งเป้า 3,600-3,700 ล้านบาท โตจากปีที่แล้ว 4-5% ที่มีรายได้ 3,668 ล้านบาท เนื่องจากโครงการใหม่จะเปิดในกลางปี 50 ทำให้สามารถรับรู้รายได้ในปีถัดไป แต่บริษัทจะมีรายได้จากแบล็คลอ็ค ที่จะรับรู้ในปีนี้ประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท จากทั้งหมด 3,000 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นยอดขายบ้านเดี่ยว 1,500 ล้านบาท

ส่วนงบลงทุนในปีนี้ประมาณ 1,100 ล้านบาท เป็นการลงทุนในแนวราบ 300 ล้านบาท และที่เหลือเป็นงบลงทุนในแนวสูง โดยล่าสุดธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้สนับสนุนสินเชื่อโครงการ ในโครงการอินฟินิตี้ ส่วนโครงการ สาทรสแควร์ได้รับการสนับสนุนจาก กสิกรไทย ,นครหลวงไทย ,ธนาคาไทยและกรุงศรีฯ จำนวน 1,860 ล้านบาท

โดยในปีนี้ บริษัทไม่มีแผนซื้อที่ดินใหม่ นอกจากจะมีผู้เสนอที่ดินแปลงที่มีศักยภาพมากๆ เท่านั้น เนื่องจากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนซื้อที่ดินไว้จำนวนมาก และทะยอยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีที่ดินแปลงใหญ่ที่รอการพัฒนาได้แก่ ที่ดินบริเวณถนนรามคำแหง 31 ไร่ ราคาประเมินในปัจจุบัน 800 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีที่จังหวัดกระบี่ จำนวน 120 ไร่ ซื้อมาในราคา 140 ล้านบาท ปัจจุบันราคาประเมิน 600 ล้านบาท ปัจจุบันยังไม่มีแผนพัฒนา

นอกจากนี้ บริษัทยังมีที่ดินในซ.ไฝ่สิงห์โต ตรงข้ามตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวนเกือน 10 ไร่ ซึ่งแลกกับที่ดินในซ.โปโล จากสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สัญญาเช่า 30 ปี ต่ออายุได้ 30 ปี นอกจากนี้ยังให้ระยะเวลาก่อสร้างอีก 4 ปี ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาว่า จะพัฒนาเป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทใดจึงจะเหมาะสมแต่จะเป็นรูปแบบให้เช่า อาทิ โรงแรม ,เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และอาคารสำนักงาน เนื่องจากทรัพย์สินที่ให้เช่าระยะยาวจะไม่เหมาะกับการขายในประเทศไทย โดยจะสามารถพัฒนาได้สูง 12-13 ชั้น คาดว่าจะสามารถสรุปรูแบบได้ภายในปีนี้และเริ่มก่อสร้างได้ประมาณปี 2551

เดินหน้าระดมทุนโกลด์ฟันด์

สำหรับการจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ โกลด์ โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด เป็นผู้จัดการกองทุน มีมูลค่าโครงการประมาณ 2,100 ล้านบาท กองทุนจะลงทุนในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โครงการเมแฟแมริออท ตั้งอยู่บนถนนหลังสวน เป็นสัญญาเช่า 30 ปี บวกอีก 30 ปี ซึ่งใน 30 ปี คาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ประมาณเดือนเมษายนนี้

โดยจะเน้นขายให้แก่นักลงทุนสถาบันภายในประทศ ที่เริ่มเข้ามาลงทุนผ่านกองทุนรวมอสังหาฯมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทประกัน กองทุนประกันสังคมกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) รวมไปถึงนักลงทุนรายย่อย ซึ่งปัจจุบันมีนักลงทุนแสดงความจำนงซื้อเข้ามาจำนวนมาก อย่าไรก็ตาม ก่อนหน้านี้บลจ.กสิกรไทยมีแผนที่จะระดมทุนในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ แต่ได้เลื่อนออกมา เนื่องจากประสบกับปัญหากันสำรอง 30% ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าเข้ามาซื้อ ดังนั้นจึงได้ปรับแผนการระดมทุนใหม่หันมาเน้นนักลงทุนภายในประเทศทั้งหมด   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us