ตลท.เผยบริษัทจดทะเบียนจ่ายปันผลรวมกว่า 1.78 แสนล้านบาท ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.4% "ทรัพยากร-อสังหาฯ-เทคโนโลยี"ยังครองแชมป์ ด้านรายบริษัท ปตท.ยังครองแชมป์จ่ายปันผลกว่า 2.9 หมื่นล้านบาท ส่วนแอดวานซ์ฯ ได้อานิสงส์จ่ายปันผลมากกว่ากำไรสุทธิในรอบปีรั้งที่ 2 รวมกว่า 1.86 หมื่นล้าน ขณะที่มีจำนวนบริษัทที่ประกาศจ่ายปันผลเพียง 48% ของบริษัททั้งหมด
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนงวดปี 2549 ณ วันที่ 1 มีนาคม 2550 มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯประกาศจ่ายเงินปันผล จำนวน 225 บริษัท หรือ 48.70% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดจำนวน 462 บริษัท มีการประกาศจ่ายเงินปันผลรวม 178,450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.37% เมื่อเทียบกับปี 2548 ซึ่งอยู่ที่ 161,680 ล้านบาท
ขณะที่หากพิจารณาเงินปันผลเทียบกับราคาหลักทรัพย์แล้วจะเห็นว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ที่ 4.40% เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปี 2548 ซึ่งอยู่ที่ 4% หรือเพิ่มขึ้น 10% ทั้งนี้ข้อมูลไม่รวมบจ.ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ บจ.กลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน (Non-Compliance:NC) และกลุ่มที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด (Non-Performing Group : NPG)
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการประกาศจ่ายเงินปันผลสูงสุด คือ กลุ่มเทคโนโลยีมีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 8.18% โดยหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 8.21% รองลงมาคือ หมวดชิ้นส่วนอิเลคโทรนิกส์ อยู่ที่ 7.99%
กลุ่มวัตถุดิบและสินค้าอุตสาหกรรม มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 5.81% โดยหมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร มีอัตราผลตอบแทนสูงสุดอยู่ที่ 10.23% รองลงมาคือ หมวดบรรจุภัณฑ์ อยู่ที่ 6.31%
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 5.01% โดยหมวดวัสดุก่อสร้าง มีอัตราผลตอบแทนสูงสุดอยู่ที่ 5.84% รองลงมาคือ หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อยู่ที่ 3.55%
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 4.84% โดยหมวดของใช้ในครัวเรือนและสำนักงานมีอัตราผลตอบแทนสูงสุดอยู่ที่ 7.70% รองลงมาคือ หมวดแฟชั่น อยู่ที่ 4.25%
กลุ่มทรัพยากร มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 4.36% โดยหมวดเหมืองแร่ มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 12.76% รองลงมาคือ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค อยู่ที่ 4.30%
นางภัทรียา กล่าวอีกว่า หากพิจารณามูลค่าเงินปันผลที่จ่ายจะพบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการจ่ายเงินปันผลรวมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มทรัพยากร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มบริการ
โดยกลุ่มทรัพยากร มีมูลค่าเงินปันผลที่จ่ายรวม 62,536 ล้านบาท นับเป็นหมวดที่มีมูลค่าการจ่ายเงินปันผลสูงสุดในปี 2549 โดยบมจ.ปตท. ( PTT ) เป็นบริษัทที่จ่ายเงินปันผลเป็นมูลค่ารวมสูงสุดถึง 29,413 ล้านบาท โดยจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 10.50 บาท มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 5.04%
ในขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง มีมูลค่าเงินปันผลจ่ายเป็นอันดับสองรวม 31,934 ล้านบาท โดยบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) จ่ายปันผลสูงสุดในกลุ่มนี้รวมมูลค่า 18,000 ล้านบาท โดยจ่ายในอัตราหุ้นละ 15 บาท มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 6.47%
ส่วนกลุ่มเทคโนโลยี มีมูลค่าเงินปันผลจ่ายเป็นอันดับสามรวม 31,236 ล้านบาท ซึ่งในหมวดนี้ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ (ADVANC) มีมูลค่าเงินปันผลจ่ายสูงสุด 18,607 ล้านบาท โดยจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 6.30 บาท มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 8.63%
สำหรับกลุ่มธุรกิจการเงิน มีมูลค่าเงินปันผลจ่ายเป็นอันดับสี่รวม 18,860 ล้านบาท ซึ่งในหมวดนี้ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มีมูลค่าเงินปันผลจ่ายสูงสุด 4,174 ล้านบาท โดยจ่ายในอัตราหุ้นละ 1.75 บาท มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 2.73%
และกลุ่มบริการ มีมูลค่าเงินปันผลจ่ายเป็นอันดับห้ารวม 14,709 ล้านบาท นำโดย บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) มีมูลค่าจ่ายเงินปันผลรวมสูงสุด 2,571 ล้านบาท โดยจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 2.75 บาท มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 2.98%
อนึ่ง การประกาศจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนแม้ว่ามูลค่ารวมของเงินปันผลจะสูงขึ้น แต่จำนวนบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศจ่ายเงินปันผลกลับมีสัดส่วนลดลง ส่วนหนึ่งเพราะปัจจัยลบหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการธุรกิจหลายอุตสาหกรรม ขณะที่ปัจจัยลบในประเทศยังส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการบริโภคสินค้าและบริการของประชาชน
|