ปี 49 "คิวเฮ้าส์" โล๊ะบ้านค้างสต๊อกกว่า 700 ล้านบาท ส่งผลขาดทุน 10% ของยอดขาย แจงต้องการปิดโครงการเพื่อลดต้นทุนบริหารไซน์โครงการ ปีนี้ทุ่มงบกว่า 4,000 ล้านบาท กว้านซื้อที่ดินหวังดันรายได้ในปี 2551- 2552 โตปีละ 20% เล็งตั้งกองทนหรือออกหุ้นกู้ 3,000-5,000 ล้านบาทเพื่อนำเงินมาใช้หนี้
นายรัตน์ พานิชพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการดำเนินการอยู่ที่ 21% และกำไรสุทธิ 6% เนื่องจากบริษัทได้มีการขายบ้านในราคาต่ำกว่าทุนประมาณ 700-800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของมูลค่ายอดขาย เนื่องจากต้องการปิดการขายบางโครงการที่อยู่ทำเลที่ไม่ดี ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ
ส่วนในปีนี้กำไรขั้นต้นและกำไรสิทธิของบริษัทจะกลับมาอยู่ที่ระดับเดินคือ 25% และ 8-9% ตามลำดับ เพราะไม่มีสินค้าค้างอยู่ในสต๊อก ทั้งนี้ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดรับรู้รายได้จากการโอนบ้านไว้ที่ 9,000 ล้านบาท และมีรายได้จากการเช่าประมาณ 1,200-1,300 ล้านบาท รวมรายได้ทั้งหมด 10,200-10,300 ล้านบาท
"ในปีที่ผ่านมาบริษัท มีรายได้รวมทั้งจากการขายและเช่าที่ 11,057 ล้านบาท สูงกว่าปี 2548 ประมาณ 37.5% และมีกำไรสุทธิที่ 1,007.8 ล้านบาท เพราะเราขายตึกไป 1 ตึก มูลค่า 1,600 ล้านบาท แต่ในปีนี้จะไม่มีรายได้จากการขายตึกเข้ามา"
นายรัตน์กล่าวต่อว่า ในปีนี้บริษัทมีแผนที่จะขายอาคารสำนักงานเข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์อีก 5,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะขายให้กับนักลงทุนคนไทยกลุ่มเดิมที่เคยซื้อกองทุนไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามหากไม่สามารถขายตึกได้ ก็อาจจะมีการออกหุ้นกู้ประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งได้มีการขออนุมัติผู้ถือหุ้นไว้แล้วเมื่อปีที่ผ่านมาจำนวน 4,000-5,000 ล้านบาท โดยรายได้ดังกล่าวจะนำไปใช้หนี้ ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะใช้เงินลงทุนเพื่อซื้อที่ดินในปีนี้อีกไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาสร้างยอดขายในปี 2551 และปี 2552 ที่บริษัทตั้งเป้าการเติบโตไว้ปีละ 20%
นายรัตน์กล่าวว่าในปีนี้บริษัทมีแผนจะเปิดโครงการใหม่รวม 7 โครงการ มูลค่า 8,200 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นโครงการระดับบนในแบรนด์ของคิวเฮ้าส์ 2 โครงการได้แก่ พฤกษ์ภิรมย์ รีเจ้นท์ ราชพฤกษ์-สาทร จำนวน 107 ยูนิต มูลค่า 2,800 ล้านบาท และลัดดารมย์ ราชพฤกษ์ ปิ่นเกล้า จำนวน 210 ยูนิต มูลค่า 1,800 ล้านบาท
ที่เหลือเป็นแบรนด์คาซ่า 5 โครงการเจาะกลุ่มลูกค้าบนล่าง หรือกลางบนราคาขายตั้งแต่ 3.8 -10 ล้านบาท สัดส่วนรายได้มาจากแบรนด์คิวเฮ้าส์ 60 % และอีก 40% มาจากแบรนด์คาซ่า ส่วนปัจจุบันบริษัทมีสินค้ารอขายอยู่ที่ 9,850 ล้านบาท จาก 16 โครงการ
ทั้งนี้การที่บริษัทขยายการลงทุนเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์การเมืองอึมครึมนี้ลูกค้าระดับบนหรือหรูที่เป็นเจ้าของธุรกิจจะไม่ค่อยสนใจซื้อบ้าน ประกอบกกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยมีทิศทางปรับตัวลดลง โดยปีนี้คาดว่าจะลดลงไปประมาณ 1% และลดต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ซึ่งอัตราดอกเบี้ยจะมีผลในด้านบวกต่อลูกค้าระดับกลาง-ล่าง ที่ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน
"ปีนี้แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์จะดี ถ้ามองในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย แต่บางส่วนของธุรกิจกับไปผูกติดกับภาวการณ์เมืองทำให้มีผลกระทบ ซึ่งหากการเมืองนิ่งก็จะเป็นผลดีต่อธุรกิจ"
|