Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์26 กุมภาพันธ์ 2550
หุ้นเหล็กร้อนรับเทรนด์ราคาขาขึ้นคาดกำไรเพิ่มหนุนผลประกอบการ             
 


   
search resources

Metal and Steel
Stock Exchange
จี สตีล, บมจ.




โบรกเกอร์ประสานเสียงชี้หุ้นกลุ่มเหล็ก มาแรงตามราคาในตลาดโลก เหตุผู้ผลิตรายใหญ่ Nippon Steel ลดกำลังการผลิตทำเหล็กขาด 8 แสนตัน ขณะที่อุปสงค์ยังเติบโตต่อเนื่อง คัดตัวเด่นแนะนำ GSTEEL, TSTH , BSBM ,SSI

ด้วยอุปสงค์และอุปทานที่ขึ้นๆลงๆไม่มีความแน่นอนสอดคล้องกันตลอดช่วงปีที่ผ่านมา จึงทำให้ราคาเหล็กในราคาตลาดโลกมีความผันผวนตามไปด้วย และเป็นที่แน่นอนว่าหากเป็นช่วงขาขึ้นราคาเหล็กมีการปรับเพิ่มก็ย่อมจะต้องส่งผลด้านบวกกับหุ้นกลุ่มเหล็กด้วยเช่นกัน

มยุรี โชวิกรานติ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ นครหลวงไทย กล่าวว่า ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนในช่วงที่ผ่านมาได้ขยับขึ้นประมาณ 10 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็นประมาณ 560 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของราคาเหล็กในตลาดโลก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก Nippon Steel มีการลดกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนสู่ตลาดโลกลงไปราว 8 แสนตัน เนื่องจากมีปัญหาด้านการผลิตในโรงงาน และคาดว่าจะกลับมาผลิตได้อย่างเร็วที่สุดเดือนเมษายน 2550

นอกจากนี้ยังมีอุปสงค์การใช้เหล็กแผ่นในภูมิภาคทั่วโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลางที่มีอุปสงค์ส่วนเกินประมาณ 22 ล้านตัน ประกอบกับการลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตเหล็กทั่วโลกและสภาวะต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเหล็กกลางน้ำและปลายน้ำซึ่งปรับตัวเพิ่ม เป็นปัจจัยหลักที่เกื้อหนุนให้ราคาเหล็กแผ่นมีเสถียรภาพและสามารถทรงตัวอยู่เหนือระดับ 500 เหรียญสหรัฐต่อตัน

"สำหรับทิศทางของราคาเหล็กโลกในปี 2550 ในส่วนของเหล็กที่มีคุณภาพดี (Premium Grade) ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนเหล็กคุณภาพต่ำ (Commodity Grade) จะมีความผันผวนลดลง โดยที่ประเทศจีนซึ่งมีสัดส่วนการผลิตสูงถึง 34% ของกำลังการผลิตทั่วโลก ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของราคาเหล็กโดยรวม คาดว่าการนำเข้าเหล็กเกรดคุณภาพสูงจากประเทศจีนที่ยังมีสม่ำเสมอ เนื่องจากจีนมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอ ประกอบกับกำลังการผลิตที่หายไป 8 แสนตัน จากการหยุดสายการผลิตของ Nippon Steel จะส่งผลให้ราคาเหล็กในระยะสั้นเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น"

โดยคาดกำไรของกลุ่มผู้ผลิตเหล็กในประเทศปี 2550 เพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นผลจาก Margin ของต้นทุนการผลิต และราคาสินแร่เหล็ก มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผลักดันให้ราคาสินค้าสำเร็จรูปปรับขึ้นเช่นกัน ประกอบกับการควบรวมกิจการของผู้ผลิตเหล็กทั่วโลก เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ควบคุมให้ราคาเหล็กปี 2550 มีความผันผวนน้อยลง ทำให้ผู้ผลิตเหล็กสามารถบริหารส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุนขาย (Spread) ได้ดีขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้กำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานปกติของหุ้นกลุ่มเหล็กที่ บล.นครหลวงไทย คาดการณ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 2,136 ล้านบาท ในปี 2549 เป็น 3,722 ล้านบาท ในปี 2550

สำหรับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนซึ่งประกอบธุรกิจเหล็ก ประวาส สันตวะกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ. สามชัย สตีล อินดัสทรี (SAM) กล่าวว่าการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ถือว่าโตไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิมที่ 30% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีการชะลอตัว การลงทุนของต่างชาติหดตัวลง รวมไปถึงความไม่สงบทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในปี 2550 ภาวะต่างๆ จะคลี่คลายขึ้น และบริษัทได้ตั้งเป้าอัตราการเติบโต 20% โดยจะเพิ่มในส่วนของการส่งออกไปยังต่างประเทศ อาทิ ประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไม่มีปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ยังจะเพิ่มในส่วนของงานภาครัฐ 30% จากเดิมมีสัดส่วนไม่ถึง 10% นอกจากนั้นยังมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มในเครื่องจักร อเมริกัน ปิโตเลียม อินฟิดิ้ว (API) ซึ่งเป็นเครื่องจักรผลิตท่อส่งก๊าซหรือน้ำมัน จากเดิมที่บริษัทผลิตเฉพาะ ERW โดยขณะนี้อยู่ระหว่างปรึกษาผู้เชียวชาญคาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตได้ในปลายปี 2550 คาดว่าจะใช้งบประมาณในการลงทุน 250-300 ล้านบาท

ขณะที่ บมจ. จีสตีล (GSTEEL) ได้วางแผนการดำเนินงานในปี 2550 ว่าจะตั้งเป้าอัตรากำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.15-1.20 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มีอัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ 1 ล้านตัน นอกจากนี้บริษัทกำลังดำเนินการในส่วนต่อขยายเพิ่ม โดยในเบื้องต้นนั้นบริษัทคาดว่า ส่วนต่อขยายจะแล้วเสร็จประมาณกลางปี 2551 ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการส่งออก เพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% จากเดิมที่มีสัดส่วนการส่งออกไม่ถึง10% ส่วนเรื่องการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ บมจ. นครไทยสตริปมิล (NSM) ขณะนี้ยังเหลือเพียงแค่ขั้นตอนของการแปลงหนี้เป็นทุนที่ยังมีจำนวนที่จะแปลงอยู่อีก 10% กว่าจะแปลงจำนวนหุ้นจำนวนที่เหลือคงจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี เนื่องจากเป็นไปตามข้อกำหนดของแผนฟื้นฟูกิจการ

ด้าน ชูศักดิ์ ยงวงศ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. เอเซีย เมทัล(AMC) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในงวดสิ้นปี 2549 มีกำไรสุทธิ 172.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 91.63 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 113.74 %เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากรายได้จากการขายและการให้บริการเพิ่มขึ้น โดยเป็นรายได้จากศูนย์บริการเหล็ก รายได้จากการจำหน่ายเหล็กรูปพรรณ ขณะที่ต้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งกำไรสุทธิที่กระโดดมาจากการจัดการและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพทำให้สามารถประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น และปีที่ผ่านมาราคาเหล็กปรับเพิ่ม ทำให้กำไรขั้นต้นสูงตาม นอกจากนี้ จากการที่บริษัทมีเครื่องจักรใหม่ จะทำให้สามารถผลิตสินค้าเหล็กที่หลากหลายมากขึ้น เนื่องจากเครื่องจักรทันสมัย ดังนั้น แผนงานของบริษัทจึงมุ่งไปที่การผลิตเหล็กมูลค่าเพิ่มและมากชนิด เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในทุกอุตสาหกรรม เป็นการลดความเสี่ยงของ เพราะทำให้บริษัทมีช่องทางรายได้จากลูกค้าที่หลากหลาย

การขยายโรงงานไปในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งถือว่าเป็นทำเลที่ดี เพราะในพื้นที่นี้มีโรงงานอุตสาหกรรมมากมายและการก่อสร้างโรงงานก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็น เพื่อจุดยุทธศาสตร์ทาง LOGISTICS เนื่องจากอยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ และยังง่ายต่อการส่งออกในอนาคตด้วย เพราะบริษัทตั้งเป้าที่จะเพิ่มการส่งออกอีก จากปีก่อนหน้าที่ส่งออกเพียง 2% ส่วนปี 49 ส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 7% แล้ว

ในมุมมองของโบรกเกอร์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ราคาเหล็กรีดร้อนในตลาด CIS ปรับขึ้นมาจากสิ้นปี 2549 แล้ว 15 เหรียญสหรัฐต่อตันเป็น 520 เหรียญสหรัฐต่อตันขณะที่ราคา Slab ขยับขึ้นน้อยกว่า คือ 5 เหรียญสหรัฐต่อตันเป็น 435 เหรียญสหรัฐต่อตันทำให้คาดการณ์ว่า Metal Spread ของหุ้นกลุ่มเหล็กจะดีในช่วงไตรมาส1ปี2550 โดยได้ให้น้ำหนักการลงทุนของกลุ่มเหล็กเป็น Neutral โดยแนะนำซื้อเก็งกำไร GSTEEL ให้ราคาตามพื้นฐาน 1.12 บาท และแนะนำถือ บมจ. สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ให้ราคาตามพื้นฐาน 1.17 บาท ทั้งนี้มองว่าหุ้นกลุ่มเหล็กจะมีผลประกอบการที่มีเสถียรภาพมากขึ้นในปี 2550 หลังจากที่แกว่งมากในปี 2548-2549 โดยในปี 2548 มีผลขาดทุนอย่างมากจากการตั้งสำรองสำหรับการด้อยค่าของสินค้าคงคลัง และในปี 2549 มีกำไรจากรายการพิเศษจำนวนมากจากการกลับรายการสำรองด้อยค่าฯ กลับมาเป็นรายได้ แต่ปีที่น่าจะมีกำไรจากการดำเนินงานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคาดว่าจะเป็นปี 2551 เพราะเชื่อว่าจะมีคำสั่งซื้อเหล็กและวัสดุก่อสร้างประเภทอื่นเข้ามามากเมื่อ Mega Projects เริ่มก่อสร้างจริง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มเหล็ก บล.นครหลวงไทยประเมินว่า มีสัญญาณซื้อที่ดีในช่วงไตรมาส1/2550 เนื่องจากอยู่ในช่วงประกาศงบผลประกอบการทั้งปี2549 ซึ่งมองว่าทั้งกลุ่มจะเติบโตเพิ่มขึ้น รวมทั้งได้รับผลดีจากอุปทานที่หายไป โดยหุ้นที่ได้รับอานิสงค์จากปัจจัยข้างต้นแนะนำหุ้นของ SSI ประกอบธุรกิจผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน และผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนประเภทปรับผิวและเคลือบน้ำมัน ทั้งนี้จากอุปสงค์การใช้เหล็กในภูมิภาคต่างๆเริ่มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ SSI สามารถส่งเหล็กเกรด Premium ที่มีราคาสูงกว่า 600 เหรียญสหรัฐฯต่อตันได้อย่างสม่ำเสมอ

จากสัดส่วนการส่งออกปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 23% ในปี 2549 เป็น 25% ของปริมาณการขายในปี 2550 ที่ 1.8 ล้านตัน ส่งผลให้รายได้ปี 2550 เพิ่มขึ้น 5% เป็น 37,029 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,253 ล้านบาทเนื่องจากกำลังการผลิตที่ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 2 ล้านตัน และผลของการแข็งค่าของเงินบาท ดังนั้นคงแนะนำซื้อ ราคาเหมาะสม ที่ 1.27 บาท

นอกจากนี้คงแนะนำซื้อหุ้น GSTEEL ราคาเหมาะสมปี2550 ที่ 1.25 บาท โดยมองว่าเป็นหุ้นพื้นฐานที่ดี คาดไตรมาส 4/2549 มีกำไรสุทธิ 358 ล้านบาท และทั้งปี 2549 คาดกำไรสุทธิ 1,376 ล้านบาท จากการเริ่มรับรู้รายได้ค่าบริหารจาก NSM จำนวน 13 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ส่วนปี 2550 คาดว่า GSTEEL จะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 ล้านตัน และกำไรสุทธิ 1,603 ล้านบาท จากอุปสงค์การใช้เหล็กแผ่นรีดร้อนที่คาดจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของธุรกิจยานยนต์และการก่อสร้าง ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะขยับขึ้นอีก 13.6% เนื่องจากราคาขายเหล็กแผ่นรีดร้อนยังทรงตัวที่ 17–18 บาทต่อกิโลกรัม ประกอบกับการประหยัดจากขนาดการผลิตและความสามารถในการปรับราคาขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง

ด้าน กมลชัย พลอินทวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล. ทรีนีตี้ มองว่า สัญญาณเทคนิคหุ้นในกลุ่มเหล็กยังเป็นสัญญาณซื้อ ราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ แนะ”ซื้อ” บมจ.ทาทา สตีล(TSTH) โดยให้แนวรับ 1.16-1.14 บาทแนวต้าน 1.23-1.26 บาท ส่วนGSTEEL ให้แนวรับ 0.96-0.95 แนวต้าน 1.00-1.03 บาท และSSI ให้แนวรับ 1.10-1.08 บาท แนวต้าน 1.17-1.20 บาท

ส่วนภัทรวัลลิ์ หวังมิ่งมาศ นักวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.กสิกรไทย มองว่า สัญญาณการเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มเหล็กถือว่าค่อนข้างดี โดยเฉพาะหุ้น SSI และ บมจ.บางสะพานบาร์มิล (BSBM) ถือว่าปรับตัวค่อนข้างดีสุดในกลุ่มและนักลงทุนสามารถสังเกตการเคลื่อนไหวหุ้นทั้ง 2 ตัวได้หากมีสัญญาณการปรับขึ้นแต่ไม่ผ่านแนวต้านสำคัญได้อาจแกว่งลงแรง สำหรับกลยุทธ์การลงทุนทางเทคนิคระยะสั้นในหุ้น SSI แนะนำถือเพื่อรอจังหวะขายตามแนวต้านเนื่องจากปกติ SSI จะปรับตัวชนแนวต้านและปรับลดลง โดยให้แนวรับแรก 1.04 บาท แนวรับถัดไป 1.00 บาท ส่วนแนวต้านแรก 1.12 บาท และแนวต้านถัดไป 1.17-1.19 บาท ส่วน BSBM ระยะสั้นมีสัญญาณการรีบาวน์ที่ดี ดังนั้นคงแนะนำซื้อเก็งกำไร โดยให้แนวรับแรก 1.17 บาท แนวรับถัดไป 1.12 บาท ส่วนแนวต้านแรก 1.29 บาท และแนวต้านถัดไป 1.32 บาท   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us