Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มีนาคม 2550








 
นิตยสารผู้จัดการ มีนาคม 2550
Why not ROI?             
โดย น้ำค้าง ไชยพุฒ
 


   
www resources

โฮมเพจ DTAC

   
search resources

โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น, บมจ.
ธนา เธียรอัจฉริยะ
Mobile Phone




"If you're a normal company. ROI is an option. If you're in trouble, ROI is a must." ในยามปกติแล้ว ROI เป็นเพียงตัวเลือกเท่านั้น แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ROI เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ทำไมถึงไม่เลือกใช้ ROI?

"If you're a normal company. ROI is an option. If you're in trouble, ROI is a must" ประโยคกินใจที่ธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค หยิบยืมมาจากซิคเว่ เบรคเก้ ซีอีโอของตัวเอง และถือโอกาสนำมาเผยแพร่ในการสัมมนาที่ชื่อ "New Rules, New ROI" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่ามกลางผู้ฟังที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำต่างๆ

ธนาเป็นผู้บริหารสัญชาติไทยเพียงคนเดียวที่ยืนบนเวทีงานสัมมนาในฐานะวิทยากร ขณะที่ผู้บริหารคนอื่นๆ ที่ได้รับเชิญ ให้เป็นวิทยากร ล้วนแต่เป็นผู้บริหารชาวต่างชาติแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Ian Chapman-Banks Vice President Marketing North Asia จาก Motorola ที่บินตรงมาจากจีน

Joanne Sheehan Head of Media and Sponsorship จาก Ford of Europe และผู้ร่วมวงสนทนาท้ายงานสัมมนาอย่าง Mariano Reisin Head of Marketing & Communications ของ HSBC Thailand, Robert S. Peneloza CEO จาก Aberdeen Asset Management Thailand และ Arvind Sethumadhavan CEO Asia Pacific ของ MindShare ATG

หัวใจสำคัญของงานสัมมนา "New Rules, New ROI" หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมุ่งไป ที่การพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องการลงทุนที่ต้องเห็นผลในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะผลที่ตีค่าด้วยตัวเลข และผลที่ตีค่าไม่ได้ด้วยตัวเลข แต่เป็นภาพลักษณ์ของหน่วยงาน บริษัท และองค์กรแทน โดยให้วิทยากรทั้งหมดซึ่งเป็นตัวแทนจากองค์กรที่เริ่มใช้ ROI ในองค์กรของตนเองเป็นกรณีศึกษา หรือ case study ที่หยิบจับต้องได้มากกว่าแค่การพูดถึงเรื่องทฤษฎีของ ROI ว่าจะทำอย่างไรจึงจะเกิดผล

เพราะแม้ ROI หรือ return on investment จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการธุรกิจ การนำหลักการบริหารจัดการแบบนี้มาใช้เริ่มมีให้เห็นมานานหลายปีแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่ยังไม่ได้แม้แต่จะเริ่มลงมือทำ เพราะการให้ความสำคัญในเรื่องผลตอบแทน การลงทุน ไม่ได้เป็นเพียงระบบหรือการคำนวณตัวเลขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับการออกแบบ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร การปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ ไปจนถึงการวิเคราะห์กิจกรรมทางการตลาดที่ให้ได้ผลคุ้มค่ากับการลงเม็ดเงินขององค์กรมากที่สุด

ดีแทคเป็นองค์กรหนึ่งที่ได้รับเลือกมาเป็นกรณีศึกษาเรื่อง ROI ที่ว่านี้ การใช้ ROI ของดีแทคเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2545 เมื่อคู่แข่ง หน้าใหม่ในวงการโทรคมนาคม เริ่มเข้ามาใน เมืองไทย ดีแทคพบกับปัญหาที่ชวนให้ปวดหัวไม่น้อย เมื่อต้องสูญเสียส่วนแบ่งรายได้ในตลาดอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

สิ่งที่ดีแทคค้นพบก็คือ เมื่อพบปัญหา การอยู่นิ่งเท่ากับยอมแพ้และยิ่งการที่จะไม่แพ้ ก็คือไม่อยู่นิ่งเฉยต่อไป

หลังจากที่ถามตัวเองแล้วพบว่า ตัวเองกำลังประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจอยู่ ดีแทคจึงตัดสินใจทำการอิมพลีเมนต์ระบบ ROI ลงในองค์กรในเวลาต่อมา และเป็นที่มาของการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรหลายๆ อย่าง รวมถึงการปรับโครงสร้างผู้บริหารครั้งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมา คือการปรับให้ซีอีโอ อยู่บนยอดพีระมิดโครงสร้างองค์กร แต่มีเพียง ผู้บริหารอีกสองคนที่ดูแลกลุ่มบริการเพียงสอง กลุ่ม ก่อนให้ผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ อยู่ภายใต้ผู้บริหารสองคนนี้ตามลำดับ

นอกจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหารแล้ว ดีแทคยังใช้ ROI กับการตลาดที่วัดค่าด้วยภาพลักษณ์แทนการวัดค่าจากตัวเลขเหมือนกับ ROI Finance ซึ่งเป็นที่มาของการประชาสัมพันธ์ซับแบรนด์ย่อยๆ ของดีแทคในเวลาต่อมา โดยเฉพาะการเปิดตัวแบรนด์ "Happy" ธุรกิจโทรศัพท์แบบเติมเงิน ที่ใช้การประชาสัมพันธ์ที่ไม่เน้นการใช้ดารา หรือโฆษณาทางโทรทัศน์ ที่ธนาและผู้บริหาร ของบริษัทเห็นว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเม็ดเงินมากนัก

ตัวอย่างหนึ่งของการใช้สื่อเข้ามาช่วยประชาสัมพันธ์แบรนด์ Happy ตามหลัก ROI Marketing ของธนาก็คือ ติดโลโกหน้ายิ้ม ที่สื่อความหมายถึงแบรนด์ Happy ลงบนสินค้าทุกอย่างของ Happy รวมถึงติดต่อกับพันธมิตรอื่นๆ ในการติดรูปหน้ายิ้มลงบนเครื่องใช้ ทั้งแก้วน้ำ หรือแม้แต่ถุงพลาสติกสำหรับใส่ของตามตลาดนัด

ขณะที่ ROI สำหรับพนักงานทั่วไปนั้น วัดได้จากการเลือกใช้ KPI (Key Performance Indicator) หรือตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก หนึ่งในการวัดผลการทำงานของพนักงานเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด

ใครจะรู้ว่าปีที่ผ่านมาดีแทคตัดสินใจใช้ Single KPI กับพนักงาน ทุกระดับ โดยเปิดตัวแนวคิดของการวัดผลแบบใหม่ โดยเลือกที่จะให้ผลตอบแทนเป็นโบนัสให้กับพนักงานในอัตรา 0.5 เดือนกับพนักงานที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท 1.7 เปอร์เซ็นต์ทุกเดือน

และต้นปีที่ผ่านมาก็ตัดสินใจที่จะให้โบนัสกับพนักงาน 1 เดือนหากว่าพนักงานสามารถเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท 40 เปอร์เซ็นต์ในหนึ่งไตรมาส

แม้จะนำผลตอบแทนมาเป็นแรงจูงใจในการทำงาน แต่ก็ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า การให้ผลตอบแทนเช่นนี้เอง กลายเป็น KPI ที่ได้ผลลัพธ์ในการลงทุนของบริษัทได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

สไลด์รองสุดท้ายที่ธนาเปิดฉายให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เห็นตัวเลขส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น พอๆ กับรายได้ที่ขยับสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่องหลังจากที่เริ่มใช้ ROI ในองค์กร แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีสั้นๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความหมายที่แสดงให้เห็นว่า ROI นั้นได้เข้ามาช่วยแก้วิกฤติให้กับดีแทคได้อย่างไร และผลลัพธ์ที่ได้จากการลงทุนของ ดีแทคคุ้มค่าแค่ไหนบ้าง

เขาเลือกปิดท้ายด้วยคำพูดเดียวกันที่ใช้เริ่มต้นการพูด นั่นก็คือ "If you're a normal company. ROI is an option. If you're in trouble, ROI is a must." ในยามปกติแล้ว ROI เป็นเพียงตัวเลือกเท่านั้น แต่หากว่าเมื่อมี ปัญหาเกิดขึ้น ROI เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ แล้ว หากเป็นเช่นนั้น ทำไมถึงไม่เลือกใช้ ROI?

ก่อนปิดสไลด์และกล่าวขอบคุณผู้มาร่วมงาน และเปลี่ยนให้ผู้บริหารคนอื่นสับเปลี่ยนมาให้ข้อคิดเกี่ยวกับ ROI ต่อไป ทั้งผู้บริหารจากโมโตโรล่าที่เผยความสำเร็จในการลงทุนในประเทศจีน การนำเสนอแนวความคิดในการเลือกลงเม็ดเงินกับการโฆษณา ที่ถือว่าคุ้มค่าและถูกต้องกับวัฒนธรรมการบริโภคของคนจีนมากที่สุด

เช่นเดียวกัน ฟอร์ดเลือกที่จะใช้เงินลงทุนจำนวน 1 ใน 3 ของงบประมาณการตลาดทั้งหมดไปกับการสื่อสารกับตลาดให้เห็นภาพลักษณ์ของความทันสมัยและจูงใจให้คนเลือกใช้รถยนต์ของตน

ในงานสัมมนาผู้บริหารของฟอร์ดที่บิน ตรงมาจากประเทศในฝั่งยุโรปยอมรับว่า ROI สำคัญสำหรับฟอร์ดในแง่ของการเข้ามาช่วยวิเคราะห์ทิศทางในการทำโฆษณาภาพลักษณ์ ของตน โดยไม่นานมานี้ ฟอร์ดถึงกับต้องติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ครั้งยิ่งใหญ่ลงในองค์กรเพื่อทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการลงทุนของตัวเอง และการคาดการณ์ผลลัพธ์ที่จะได้กลับมา โดยเฉพาะการคาดการณ์ผลลัพธ์ความคุ้มค่าที่จะได้จากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามสื่อรูปแบบต่างๆ

นั่นเป็นที่มาของการเลือกพระเอกเจมส์ บอนด์ 007 คนล่าสุดมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ฟอร์ด และนำโฆษณาดังกล่าวไปลงนิตยสาร สำหรับผู้หญิงมากขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มผู้หญิงรุ่นใหม่ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์มากขึ้น หรือแม้แต่ HSBC ที่ใช้ ROI ไปในแง่การนำเสนอภาพลักษณ์แบรนด์ตนเอง โดยเฉพาะในเวลาต่อมาทำให้ HSBC เลือกไทเกอร์ วูดส์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ตนเอง หลังจาก เห็นความคุ้มค่าในภาพลักษณ์ของยี่ห้อ HSBC ที่จะได้ในอนาคต

บทเรียนความสำเร็จในการนำ ROI มาใช้กับองค์กรจากทั้งดีแทค ฟอร์ด โมโตโรล่า หรือ HSBC ไม่ได้เป็นบทสรุปว่า ROI นั้นสำคัญที่สุดหรือเหมาะที่จะเลือกนำมาใช้กับองค์กรเสมอไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว best practice หรือตัวอย่างความสำเร็จของคนอื่น ก็ยังคงเป็นกรณีศึกษาที่ต้องนำมาพิจารณาอีกหลายขั้นตอนก่อนที่จะองค์กรนั้นเลือกที่จะยอมเปลี่ยนกระบวนการทำงาน โครงสร้าง ผู้บริหารเพียงแค่คำคำเดียวอย่าง "ROI"

Arvind Sethumadhavan CEO Asia Pacific ของ MindShare ATG พูดถึงตัวเลขสำคัญที่กลายเป็นแรงจูงใจให้แขกเหรื่อ ในงานสัมมนาได้เห็นความสำคัญของการเลือก ใช้ ROI ในองค์กรของตัวเองว่า "เป็นที่ยอม รับกันว่า หลังจาก 6 เดือนที่องค์กรเลือกใช้ ROI แล้ว ยอดขายจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเพราะเราสามารถอนุมานได้ตั้งแต่แรกเริ่มของการทำธุรกิจว่า ทุกๆ element หรือองค์ประกอบของการตลาด แท้ที่จริงแล้วสามารถสร้างรายได้ให้กับองค์กรได้แทบทั้งสิ้น และนั่นเป็นที่มาของการนำ ROI มาใช้ในองค์กร เพราะ ROI ตอบ โจทย์ได้ว่าจะทำอย่างไรให้ทุกๆ องค์ประกอบ นั้นสร้างรายได้ได้คุ้มค่ามากที่สุดนั่นเอง"

เสียงปรบมือของผู้ร่วมสัมมนาที่ดังกึกก้องทุกครั้งเมื่อวิทยากรแต่ละคนพูดถึงความสำเร็จในการนำ ROI มาใช้กับองค์กรตนเอง เป็นเครื่องหมายยืนยันได้เป็นอย่างดีว่างานสัมมนาให้คุณค่ากับผู้มาฟังได้มากแค่ไหน แม้ไม่มีใครพูด ก็ย่อมรับรู้ได้ดีจากกรณีศึกษาทั้งหมดที่ "ผู้จัดการ" เลือกมานำเสนอ

นี่เป็นคำตอบว่า ทำไมผู้บริหารระดับสูงนับร้อยทั้งไทยและเทศ จึงยินดีควักเงินในกระเป๋านับหมื่นบาท และยอมเสียเวลา อันมีค่ากว่าครึ่งวันเพื่อเดินทางมาเข้าร่วมงาน สัมมนาในครั้งนี้ นั่นเป็นเพราะว่า "ROI สำคัญไม่ใช่หรือ?"   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us