|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวถึง ผลสรุปความคิดเห็นของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่อภาวะการลงทุนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-ธันวาคม 2550 ว่า ผลสำรวจจากการสอบถามสมาชิกจำนวน 19 บริษัทภายหลังสถานการณ์ต่างๆซึ่งเป็นปัจจัยลบเข้ามากระทบต่อตลาดทุนไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกันเงินสำรอง 30% รวมถึงเหตุการณ์ระเบิดในกรุงเทพฯช่วงต้นปี พบว่านักวิเคราะห์หลักทรัพย์ปรับการประมาณการดัชนีตลาดหุ้นสิ้นปีจากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 799 จุดมาเป็น 729 จุด
นอกจากนี้ ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงตามปัจจัยลบที่เกิดขึ้น โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP Growth ในปีนี้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2% จากผลสำรวจก่อนหน้านี้อยู่ที่ 4.5% ขณะที่ตัวเลขอัตราการผลเติบโตของผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนลดลงจาก 4.4% มาอยู่ที่ 2.6%
"ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่ปรับตัวลดลงเป็นไปตามการปรับตัวลดลงของ GDP ประกอบกับกำไรของบริษัทในกลุ่มพลังงานซึ่งเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ปรับตัวลดลงจึงทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทถูกปรับตัวลดลงจากเดิม"นายสมบัติกล่าว
ทั้งนี้ ปัจจัยลบที่นักวิเคราะห์ประเมินว่ามีผลกระทบต่อการลงทุนมากที่สุด คือ ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายในการดำเนินงานของรัฐบาล เช่น นโยบายการเงิน การแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว รวมถึงกรณีความไม่แน่นอนในการขอเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวกับการแปรรูปบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งอาจจทำให้ต้องมีการเพิกถอนบมจ.ปตทออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนโดยมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 79%
นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองเป็นอีกปัจจัยที่นักวิเคราะห์ค่อนข้างมีความกังวลโดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 63% ส่วนในเรื่องการขยายตัวแบบชะลอของเศรษฐกิจมีผู้ตอบแบบสอบถาม 37% และประเด็นที่ยังอยู่ในความสนใจอย่างต่อเนื่องคือสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และการก่อการร้ายในประเทศ มีผู้ตอบแบบสอบถาม 26%
สำหรับความเชื่อมั่นใจการบริษัทงานของรัฐบาลจาการสอบถามนักวิเคราะห์ พบว่า ในด้านเศรษฐกิจ 68% ยังค่อนข้างมีความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจในระดับปานกลาง ขณะที่ 21% มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจเพียงเล็ก ส่วน 11% ยังไม่เชื่อมั่นต่อการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ส่วนคำถามต่อด้านสังคมและการเมือง พบว่า 58% มีความเชื่อมั่นปานกลาง และ 32% มีความเชื่อมั่นเพียงเล็กน้อย ส่วนนักวิเคราะห์ที่ไม่มีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสังคมและการเมืองมี 5%
ส่วนของข้อเสนอแนะภาครัฐ โดยเฉพาะในเรื่องการการออกมาตรการต่างๆ นักวิเคราะห์แนะนำให้ภาครัฐควรจะมีความระมัดระวังและรอบคอบในการพิจารณาออกมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายทางการเงิน เช่น มาตรการกันสำรอง 30% หรือการออกกฏหมายถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างด้าว เป็นต้น เนื่องจากส่งผลกระทบต่อการลงทุนค่อนข้างมาก
สำหรับการดำเนินงานในโครงการเมกะโปรเจกต์ 32% ระบุว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินการเกี่ยวกับโครงสร้างสาธารณูปโภคด้วยความรวดเร็วและโปร่งใส ขณะที่นโยบายสำคัญด้านอื่นที่นักวิเคราะห์เสนอ ได้แก่ การเร่งสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยและต่างชาติ การเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามกำหนดเวลา เป็นต้น
นายสมบัติ กล่าวอีกว่า สำหรับปัจจัยบวกที่จะส่งผลต่อการเข้ามาลงทุนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - ธันวาคม 2550 นี้กว่า 95% เห็นว่าแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลดี ขณะที่ 53% เชื่อว่าราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจะส่งผลดีต่อการเข้ามาลงทุน ส่วนการเลือกตั้งหากมีการเลือกตั้งได้ในปี 2550 ก็จะเป็นปัจจัยที่เข้ามาหนุนตลาดหุ้นได้
ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจที่นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่ามีแนวโน้มการเติบโตสูงที่สุด คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยมีค่าเฉลี่ยอัตราการเติบโต EPS อยู่ที่ 18.7% ขณะทีอันดับ 2 กลุ่มธนาคาร มีค่าเฉลี่ยอัตราการเติบโตอยู่ที่ 10.2% อันดับ 3. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง มีค่าเฉลี่ยอัตราการเติบโตอยู่ที่ 2.8% ส่วนกลุ่มพลังงาน ค่าเฉลี่ยการเติบโตในปีนี้ลดลง 1.6%
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่แนะนำให้ลงทุน คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากได้รับผลดีจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญจากระบบมาตรฐานบัญชีใหม่ลดลง ขณะเดียวกันยังได้รับผลดีจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ประกอบกับการขยายตัวของสินเชื่อ, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากได้รับผลดีโดยตรงจากอัตราดอกเบี้ยจะกลับมาเป็นทิศทางขาลง, กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้รับผลจากโครงการในการลงทุนของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการประมูลโรงไฟฟ้า รถไฟฟ้า รวมถึงการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน สำหรับกลุ่มพลังงานซึ่งเป็นกลุ่มที่ความนิยมลดลงมาโดยตลอด แต่บางบริษัทในกลุ่มอาจจะได้รับผลดีจากการเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าใหม่
|
|
 |
|
|