ยุคเศรษฐกิจและดอกเบี้ยขาลง โบรกมีมติเห็นพ้องแนะอยากปลอดภัยต้องช้อนหุ้น P/E ต่ำ ปันผลงาม อาจได้สูงกว่าฝากประจำ บล.ธนชาตเปิดไพ่เด็ด 19 ตัว เน้นกลุ่มเกษตร อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจการเงิน ประกันภัย อุตสาหกรรม พลังงาน อสังหาฯ วัสดุก่อสร้าง เทคโนโลยี และ เอ็มเอไอ ส่วน บล.บีฟิท ชี้กลุ่มวัสดุก่อสร้างจ่ายสูง ตั้งแต่ 10.3%-7.9% ทั้ง DRT, MCS, TMT ส่วนกลุ่มไฟฟ้า-ถ่านหินท็อปฮิตก็คาดว่าน่าจะจ่ายอยู่ในอัตรา 4-4.5%
ท่ามกลางสภาวะที่ผันผวนในตลาดหุ้นไทยโดยช่วงที่ผ่านมาปัจจัยที่เข้ามากระทบจะเป็นในด้านลบมากกว่าด้านบวก ทำให้โบรกเกอร์แทบทุกสำนักออกบทวิเคราะห์แนะนำให้เลือกลงทุนหุ้นที่จ่ายเงินผันผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก แทนที่จะเชียร์ให้ซื้อหุ้นเก็งกำไร เพราะสภาพตลาดเป็นอย่างไรก็คงเห็นๆกันอยู่ ที่ว่าราคาถูกแล้วก็ยังอาจจะมีถูกกว่าอีก โอกาสเสียอาจมีมากกว่าได้ เอาเงินมาลงในหุ้นกินผันผลน่าจะสบายใจกว่า
ประกอบกับช่วงไตรมาส 1 นี้ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการประกาศงบไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วและประกาศจ่ายเงินปันผล ควบคู่กับสถานการณ์ที่ดอกเบี้ยกำลังจะเข้าสู่วัฎจักรขาลงด้วยแล้ว ทางเลือกดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยในการหาผลตอบแทน แต่ถึงอย่างไรก็ตามการเลือกลงทุนในหุ้นปันผลควรเป็นหุ้นที่มีความปลอดภัยพื้นฐานดี สภาพคล่องสูงและอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น(P/E) ต่ำ
จากบทวิเคราะห์ของ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ธนชาต มองว่ามีหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูง ค่า P/E ค่อนข้างต่ำ แนวโน้มผลประกอบการดีและมีสภาพคล่องที่ดีน่าสนใจเข้าไปลงทุนจำนวน 19 ตัวด้วยกัน โดยเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ 17 แห่ง แยกเป็นกลุ่มเกษตรและอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประกันภัย กลุ่มอุตสาหกรรม อสังหาฯและวัสดุก่อสร้าง พลังงาน เทคโนโลยี และอีก 2 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ
โดยหุ้นที่น่าสนใจประกอบด้วย บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี(STA), บมจ.ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์(TLUXE), บมจ.ล่ำสูง(LST), บมจ.สหยูเนี่ยน(SUC), บมจ.กรุ๊ปลีส(GL), บมจ.สหมิตรเครื่องกล(SMIT),บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง(SSSC),บมจ.ค้าเหล็กไทย(TMT), บมจ.เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์(AP), บมจ.ผาแดงอินดัสทรี(PDI), บมจ.ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน(ROBINS), บมจ.จุฑานาวี(JUTHA), บมจ.แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี(AIT), บมจ.เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น(MSC), บมจ.สามารถคอปอเรชั่น(SAMART), บมจ.เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น(SIS) และ บมจ.เอสวีโอเอ(SVOA)
ส่วนบริษัทในตลาดเอ็มเอไอที่น่าสนใจ คือ บมจ.บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป(BROOK) และ บมจ.พรพรหมเม็ททอล(PPM) ซึ่งการประเมินทั้งหมดนี้เป็นการใช้ข้อมูลจากผลประกอบการในรอบ 9 เดือนของปีที่ผ่านมาเป็นบรรทัดฐาน จึงอาจมีโอกาสคลาดเคลื่อนจากที่จะมีการประกาศจ่ายจริงได้
ขณะที่บทวิเคราะห์ของ บล.บีฟิท ได้มองสถานการณ์ลงทุนในปัจจุบันว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนที่จะเลือกสะสมหุ้นปันผลหรือ Defensive Stock เข้าพอร์ต เนื่องจากหลายบริษัทไม่ได้ถูกกระทบมากนักจากมาตรการที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ จะสามารถปันผลจ่ายสำหรับการดำเนินงานปี 2549 ได้ราวเดือน มีนาคม ถึง เมษายน
โดยมองว่ากลุ่มวัสดุก่อสร้างมีความโดดเด่นทั้ง บมจ.กระเบื้องหลังคาตราเพชร(DRT), บมจ.เอ็ม.ซี.เอส สตีล (MCS), บมจ.ค้าเหล็กไทย(TMT) ซึ่งยังคงให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยฝากประจำ โดยอัตราปันผลจ่ายของหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้อยู่ที่ 10.3%, 9.4% และ7.9% ตามลำดับ
คาดการณ์ว่า DRT จะจ่ายปันผลงวดครึ่งปีหลังที่ 0.40 บาทต่อหุ้น จากครึ่งปีแรกที่จ่ายไปแล้ว 0.50 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราปันผลตอบแทนทั้งปีที่ระดับ 10.3% และให้ราคาเป้าหมายที่ 10.70 บาท และคาดว่าผลประกอบการณ์ในปีนี้จะยังคงรักษาปันผลตอบแทนที่ระดับ 11% ได้
ส่วน MCS ก็คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ให้ผลตอบแทนจากปันผลที่ดี งวดครึ่งปีหลังคาดว่าจะจ่ายปันผลได้ถึง 0.15 บาทต่อหุ้น หลังจากที่ครึ่งปีแรกจ่ายไปแล้ว 0.20 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราปันผลตอบแทนทั้งปีที่ระดับ 9.4% ทีราคาเป้าหมายที่ 5.32 บาท และคาดว่าผลประกอบการในปีนี้จะยังคงรักษาปันผลตอบแทนที่ระดับ 10.3% ได้
ด้าน TMT ก็น่าจะให้ระดับปันผลตอบแทนทั้งปีได้ในอัตรา 7.9% โดยคาดว่าจะจ่ายที่ 0.33 บาทต่อหุ้น มีราคาเป้าหมายที่ 4.76 บาท และและคาดว่าผลประกอบการในปีนี้จะยังคงรักษาปันผลตอบแทนที่ระดับ 8.13% ได้
สำหรับหุ้นดาวเด่นกลุ่มโรงไฟฟ้าและถ่านหินที่บทวิเคราห์ของทุกโบรกเชียร์ให้ซื้อนั้น กิติชาญ สิริสุขอาชา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล. กิมเอ็ง ประเมินว่าหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในคือ บมจ. บ้านปู (BANPU) เพราะมีการเติบโตของผลกำไรในปีนี้ค่อนข้างสูง จากการรับรู้รายได้จากธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นอีกทั้งยังมีโครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการศึกษา เช่น โครงการเหมืองถ่านหินในประเทศจีน และโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์ในประเทศลาวที่จะสร้างรายได้ที่ดีได้ในอนาคต นอกจากนี้คาดว่าในครึ่งปีหลังของปี 2549 คาดว่า BANPU จะสามารถจ่ายปันผลได้สูงถึง 4 บาทต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าครึ่งปีแรกที่จ่ายปันผลไปแล้ว 3.25 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากการจ่ายปันผลที่ประมาณ 4% โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 185 บาท
ส่วนบมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCOMP)ประเมินว่าจะมีรายได้และกำไรที่มั่นคงจากการทำสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกอบกับการประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่รอบใหม่ (IPP) ที่จะเปิดมีการประมูลในปีนี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้นในอนาคต คาดว่าในครึ่งปีหลังของปี 2549 EGCOMP จะสามารถจ่ายปันผลได้ประมาณ 2บาทต่อหุ้น คิดเป็นตอบแทนจากการจ่ายปันผลที่ 4.5% จึงแนะนำซื้อ โดยมีราคาเป้าหมายอยู่ที่ 108 บาท
"หุ้นในกลุ่มถ่านหิน และไฟฟ้ามีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูง จากการเติบโตของรายได้ และกำไร ที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นจังหวะเหมาะที่จะทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มดังกล่าว"
อย่างไรก็ดีฝ่ายวิจัยไม่ได้ปรับลดราคาเป้าหมายหุ้นในกลุ่มกลุ่มถ่านหิน และไฟฟ้า ที่คาดว่าจะได้รับจากผลกระทบจากปัจจัยมาตรการการสกัดกั้นการเก็งกำไรของค่าเงินบาทของแบงก์ชาติ เหตุระเบิดกรุงเทพมหานคร และการอนุมัติผ่านพ.ร.บ.กฎหมายต่างด้าวของคณะรัฐมนตรีที่ไม่ให้ต่างชาติถือหุ้นในบริษัทไทยเกิน 49% ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติทยอยปรับพอร์ตการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะทิศทางธุรกิจของทั้งสองกลุ่มมีความมั่นคง และไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และการเมือง ดังนั้นยังมีโอกาสที่จะลงทุนได้
ในมุมมองของ คีธ เนรูดา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ยูบีเอส(ประเทศไทย) มองว่า ถึงเวลาแล้วที่นักลงทุนจะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเนื่องจากปัจจุบันราคาหุ้นไทยปรับตัวลงมากจนต่ำกว่าพื้นฐาน
"ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหุ้นไทยมีราคาถูกเมื่อดูจากมาตรฐานโลกแต่มันยากที่จะบอกแก่ลูกค้าของเราให้ลงทุนเพราะว่ายังคงมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่"
คาดว่าจากนี้ไปราคาหุ้นไทย ปรับตัวเพิ่ม 20-30% เนื่องจากการเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไม่มากอย่างที่คิด และหุ้นไทยมีอัตราจ่ายเงินปันผลสูงกว่าตลาดภูมิภาค ปีนี้คาดว่าบริษัทจะจ่ายปันผลเฉลี่ย 5% ขณะที่ตลาดหุ้นอื่นๆจ่ายเฉลี่ย 3% นอกจากนี้คาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จะเติบโตประมาณ 10% สูงกว่าปีที่แล้วที่เติบโตติดลบ 1.8% บนสมติฐานการเติบโตของจีดีพี3.5% และอัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(P/E)ของตลาดที่ 8.6 เท่า
สำหรับหุ้นที่น่าสนใจลงทุนในปีนี้คือหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากจะได้รับผลดีจากมาตรการกันเงินสำรอง 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เนื่องจากมาตรการดังกล่าวทำให้เม็ดเงินต่างชาติชะลอการไหลเข้าประเทศ ส่งผลให้ภาคเอกชนต้องหันไปกู้เงินในประเทศแทน
นอกจากนี้การที่อัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับลดลงน่าจะทำให้การบริโภคของประชาชนปรับตัวดีขึ้น มีกำลังในการกู้เงินมากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้สินเชื่อของแบงก์เติบโตได้ดีพอสมควร แม้ว่าในครึ่งปีแรกอาจจะไม่เด่นชัด เพราะได้รับผลกระทบจากการปรับลดดอกเบี้ย แต่ในครึ่งปีหลังจะกระเตื้องขึ้น โดยหุ้นที่แนะนำประกอบด้วย บมจ.ธนาคารกรุงไทย(KTB), บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ(BBL)
ส่วนหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างก็น่าสนใจเช่นกัน เนื่องจากจะได้รับผลดีจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง หุ้นน่าสนใจได้แก่ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮาส์ (LH) และ บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย(SCC)
"ความมั่นคงในอาชีพการงานที่สูงและภาระหนี้ที่ต่ำของผู้บริโภคไทยทำให้เงินกู้สำหรับที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มเติบโตที่ดี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ลดลง ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ต่ำลงอาจมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับลดลงและส่งผลต่อเนื่องให้ผู้ซื้อบ้านมีกำลังซื้อสูงขึ้น"
อย่างไรก็ตามสภาพการลงทุน ณ ปัจจุบันอยู่ในช่วงที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น จึงทำให้ความเสี่ยงจากการลงทุนอยู่ที่สภาพการซื้อขายที่เบาบาง ประกอบกับจำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดที่ค่อนข้างน้อย จึงอาจทำให้นักลงทุนมีความเสี่ยงจากสภาพคล่องที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นการจะเข้าไปซื้อหุ้นตัวใดก็ตามก็ควรจะรอให้ถึงจังหวะที่ดี ราคาลงมาต่ำพอสมควรซึ่งจะทำให้ได้ผลตอบแทนมากกว่า แต่หากเข้าซื้อช้าหลังจากประกาศจ่ายไปแล้วหุ้นก็จะมีราคาสูงขึ้นก็อาจทำให้ได้ผลตอบแทนน้อย
|