Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์5 กุมภาพันธ์ 2550
พักรบหุ้นเก็งกำไร หลบภัยด้วยหุ้นพี่อีต่ำ ปันผลสูง             
 


   
search resources

Investment




ยุคเศรษฐกิจและดอกเบี้ยขาลง โบรกมีมติเห็นพ้องแนะอยากปลอดภัยต้องช้อนหุ้น P/E ต่ำ ปันผลงาม อาจได้สูงกว่าฝากประจำ บล.ธนชาตเปิดไพ่เด็ด 19 ตัว เน้นกลุ่มเกษตร อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจการเงิน ประกันภัย อุตสาหกรรม พลังงาน อสังหาฯ วัสดุก่อสร้าง เทคโนโลยี และ เอ็มเอไอ ส่วน บล.บีฟิท ชี้กลุ่มวัสดุก่อสร้างจ่ายสูง ตั้งแต่ 10.3%-7.9% ทั้ง DRT, MCS, TMT ส่วนกลุ่มไฟฟ้า-ถ่านหินท็อปฮิตก็คาดว่าน่าจะจ่ายอยู่ในอัตรา 4-4.5%

ท่ามกลางสภาวะที่ผันผวนในตลาดหุ้นไทยโดยช่วงที่ผ่านมาปัจจัยที่เข้ามากระทบจะเป็นในด้านลบมากกว่าด้านบวก ทำให้โบรกเกอร์แทบทุกสำนักออกบทวิเคราะห์แนะนำให้เลือกลงทุนหุ้นที่จ่ายเงินผันผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก แทนที่จะเชียร์ให้ซื้อหุ้นเก็งกำไร เพราะสภาพตลาดเป็นอย่างไรก็คงเห็นๆกันอยู่ ที่ว่าราคาถูกแล้วก็ยังอาจจะมีถูกกว่าอีก โอกาสเสียอาจมีมากกว่าได้ เอาเงินมาลงในหุ้นกินผันผลน่าจะสบายใจกว่า

ประกอบกับช่วงไตรมาส 1 นี้ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการประกาศงบไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วและประกาศจ่ายเงินปันผล ควบคู่กับสถานการณ์ที่ดอกเบี้ยกำลังจะเข้าสู่วัฎจักรขาลงด้วยแล้ว ทางเลือกดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยในการหาผลตอบแทน แต่ถึงอย่างไรก็ตามการเลือกลงทุนในหุ้นปันผลควรเป็นหุ้นที่มีความปลอดภัยพื้นฐานดี สภาพคล่องสูงและอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น(P/E) ต่ำ

จากบทวิเคราะห์ของ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ธนชาต มองว่ามีหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูง ค่า P/E ค่อนข้างต่ำ แนวโน้มผลประกอบการดีและมีสภาพคล่องที่ดีน่าสนใจเข้าไปลงทุนจำนวน 19 ตัวด้วยกัน โดยเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ 17 แห่ง แยกเป็นกลุ่มเกษตรและอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประกันภัย กลุ่มอุตสาหกรรม อสังหาฯและวัสดุก่อสร้าง พลังงาน เทคโนโลยี และอีก 2 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ

โดยหุ้นที่น่าสนใจประกอบด้วย บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี(STA), บมจ.ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์(TLUXE), บมจ.ล่ำสูง(LST), บมจ.สหยูเนี่ยน(SUC), บมจ.กรุ๊ปลีส(GL), บมจ.สหมิตรเครื่องกล(SMIT),บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง(SSSC),บมจ.ค้าเหล็กไทย(TMT), บมจ.เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์(AP), บมจ.ผาแดงอินดัสทรี(PDI), บมจ.ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน(ROBINS), บมจ.จุฑานาวี(JUTHA), บมจ.แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี(AIT), บมจ.เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น(MSC), บมจ.สามารถคอปอเรชั่น(SAMART), บมจ.เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น(SIS) และ บมจ.เอสวีโอเอ(SVOA)

ส่วนบริษัทในตลาดเอ็มเอไอที่น่าสนใจ คือ บมจ.บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป(BROOK) และ บมจ.พรพรหมเม็ททอล(PPM) ซึ่งการประเมินทั้งหมดนี้เป็นการใช้ข้อมูลจากผลประกอบการในรอบ 9 เดือนของปีที่ผ่านมาเป็นบรรทัดฐาน จึงอาจมีโอกาสคลาดเคลื่อนจากที่จะมีการประกาศจ่ายจริงได้

ขณะที่บทวิเคราะห์ของ บล.บีฟิท ได้มองสถานการณ์ลงทุนในปัจจุบันว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนที่จะเลือกสะสมหุ้นปันผลหรือ Defensive Stock เข้าพอร์ต เนื่องจากหลายบริษัทไม่ได้ถูกกระทบมากนักจากมาตรการที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ จะสามารถปันผลจ่ายสำหรับการดำเนินงานปี 2549 ได้ราวเดือน มีนาคม ถึง เมษายน

โดยมองว่ากลุ่มวัสดุก่อสร้างมีความโดดเด่นทั้ง บมจ.กระเบื้องหลังคาตราเพชร(DRT), บมจ.เอ็ม.ซี.เอส สตีล (MCS), บมจ.ค้าเหล็กไทย(TMT) ซึ่งยังคงให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยฝากประจำ โดยอัตราปันผลจ่ายของหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้อยู่ที่ 10.3%, 9.4% และ7.9% ตามลำดับ

คาดการณ์ว่า DRT จะจ่ายปันผลงวดครึ่งปีหลังที่ 0.40 บาทต่อหุ้น จากครึ่งปีแรกที่จ่ายไปแล้ว 0.50 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราปันผลตอบแทนทั้งปีที่ระดับ 10.3% และให้ราคาเป้าหมายที่ 10.70 บาท และคาดว่าผลประกอบการณ์ในปีนี้จะยังคงรักษาปันผลตอบแทนที่ระดับ 11% ได้

ส่วน MCS ก็คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ให้ผลตอบแทนจากปันผลที่ดี งวดครึ่งปีหลังคาดว่าจะจ่ายปันผลได้ถึง 0.15 บาทต่อหุ้น หลังจากที่ครึ่งปีแรกจ่ายไปแล้ว 0.20 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราปันผลตอบแทนทั้งปีที่ระดับ 9.4% ทีราคาเป้าหมายที่ 5.32 บาท และคาดว่าผลประกอบการในปีนี้จะยังคงรักษาปันผลตอบแทนที่ระดับ 10.3% ได้

ด้าน TMT ก็น่าจะให้ระดับปันผลตอบแทนทั้งปีได้ในอัตรา 7.9% โดยคาดว่าจะจ่ายที่ 0.33 บาทต่อหุ้น มีราคาเป้าหมายที่ 4.76 บาท และและคาดว่าผลประกอบการในปีนี้จะยังคงรักษาปันผลตอบแทนที่ระดับ 8.13% ได้

สำหรับหุ้นดาวเด่นกลุ่มโรงไฟฟ้าและถ่านหินที่บทวิเคราห์ของทุกโบรกเชียร์ให้ซื้อนั้น กิติชาญ สิริสุขอาชา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล. กิมเอ็ง ประเมินว่าหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในคือ บมจ. บ้านปู (BANPU) เพราะมีการเติบโตของผลกำไรในปีนี้ค่อนข้างสูง จากการรับรู้รายได้จากธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นอีกทั้งยังมีโครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการศึกษา เช่น โครงการเหมืองถ่านหินในประเทศจีน และโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์ในประเทศลาวที่จะสร้างรายได้ที่ดีได้ในอนาคต นอกจากนี้คาดว่าในครึ่งปีหลังของปี 2549 คาดว่า BANPU จะสามารถจ่ายปันผลได้สูงถึง 4 บาทต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าครึ่งปีแรกที่จ่ายปันผลไปแล้ว 3.25 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากการจ่ายปันผลที่ประมาณ 4% โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 185 บาท

ส่วนบมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCOMP)ประเมินว่าจะมีรายได้และกำไรที่มั่นคงจากการทำสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกอบกับการประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่รอบใหม่ (IPP) ที่จะเปิดมีการประมูลในปีนี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้นในอนาคต คาดว่าในครึ่งปีหลังของปี 2549 EGCOMP จะสามารถจ่ายปันผลได้ประมาณ 2บาทต่อหุ้น คิดเป็นตอบแทนจากการจ่ายปันผลที่ 4.5% จึงแนะนำซื้อ โดยมีราคาเป้าหมายอยู่ที่ 108 บาท

"หุ้นในกลุ่มถ่านหิน และไฟฟ้ามีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูง จากการเติบโตของรายได้ และกำไร ที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นจังหวะเหมาะที่จะทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มดังกล่าว"

อย่างไรก็ดีฝ่ายวิจัยไม่ได้ปรับลดราคาเป้าหมายหุ้นในกลุ่มกลุ่มถ่านหิน และไฟฟ้า ที่คาดว่าจะได้รับจากผลกระทบจากปัจจัยมาตรการการสกัดกั้นการเก็งกำไรของค่าเงินบาทของแบงก์ชาติ เหตุระเบิดกรุงเทพมหานคร และการอนุมัติผ่านพ.ร.บ.กฎหมายต่างด้าวของคณะรัฐมนตรีที่ไม่ให้ต่างชาติถือหุ้นในบริษัทไทยเกิน 49% ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติทยอยปรับพอร์ตการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะทิศทางธุรกิจของทั้งสองกลุ่มมีความมั่นคง และไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และการเมือง ดังนั้นยังมีโอกาสที่จะลงทุนได้

ในมุมมองของ คีธ เนรูดา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ยูบีเอส(ประเทศไทย) มองว่า ถึงเวลาแล้วที่นักลงทุนจะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเนื่องจากปัจจุบันราคาหุ้นไทยปรับตัวลงมากจนต่ำกว่าพื้นฐาน

"ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหุ้นไทยมีราคาถูกเมื่อดูจากมาตรฐานโลกแต่มันยากที่จะบอกแก่ลูกค้าของเราให้ลงทุนเพราะว่ายังคงมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่"

คาดว่าจากนี้ไปราคาหุ้นไทย ปรับตัวเพิ่ม 20-30% เนื่องจากการเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไม่มากอย่างที่คิด และหุ้นไทยมีอัตราจ่ายเงินปันผลสูงกว่าตลาดภูมิภาค ปีนี้คาดว่าบริษัทจะจ่ายปันผลเฉลี่ย 5% ขณะที่ตลาดหุ้นอื่นๆจ่ายเฉลี่ย 3% นอกจากนี้คาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จะเติบโตประมาณ 10% สูงกว่าปีที่แล้วที่เติบโตติดลบ 1.8% บนสมติฐานการเติบโตของจีดีพี3.5% และอัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(P/E)ของตลาดที่ 8.6 เท่า

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจลงทุนในปีนี้คือหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากจะได้รับผลดีจากมาตรการกันเงินสำรอง 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เนื่องจากมาตรการดังกล่าวทำให้เม็ดเงินต่างชาติชะลอการไหลเข้าประเทศ ส่งผลให้ภาคเอกชนต้องหันไปกู้เงินในประเทศแทน

นอกจากนี้การที่อัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับลดลงน่าจะทำให้การบริโภคของประชาชนปรับตัวดีขึ้น มีกำลังในการกู้เงินมากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้สินเชื่อของแบงก์เติบโตได้ดีพอสมควร แม้ว่าในครึ่งปีแรกอาจจะไม่เด่นชัด เพราะได้รับผลกระทบจากการปรับลดดอกเบี้ย แต่ในครึ่งปีหลังจะกระเตื้องขึ้น โดยหุ้นที่แนะนำประกอบด้วย บมจ.ธนาคารกรุงไทย(KTB), บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ(BBL)

ส่วนหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างก็น่าสนใจเช่นกัน เนื่องจากจะได้รับผลดีจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง หุ้นน่าสนใจได้แก่ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮาส์ (LH) และ บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย(SCC)

"ความมั่นคงในอาชีพการงานที่สูงและภาระหนี้ที่ต่ำของผู้บริโภคไทยทำให้เงินกู้สำหรับที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มเติบโตที่ดี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ลดลง ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ต่ำลงอาจมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับลดลงและส่งผลต่อเนื่องให้ผู้ซื้อบ้านมีกำลังซื้อสูงขึ้น"

อย่างไรก็ตามสภาพการลงทุน ณ ปัจจุบันอยู่ในช่วงที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น จึงทำให้ความเสี่ยงจากการลงทุนอยู่ที่สภาพการซื้อขายที่เบาบาง ประกอบกับจำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดที่ค่อนข้างน้อย จึงอาจทำให้นักลงทุนมีความเสี่ยงจากสภาพคล่องที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นการจะเข้าไปซื้อหุ้นตัวใดก็ตามก็ควรจะรอให้ถึงจังหวะที่ดี ราคาลงมาต่ำพอสมควรซึ่งจะทำให้ได้ผลตอบแทนมากกว่า แต่หากเข้าซื้อช้าหลังจากประกาศจ่ายไปแล้วหุ้นก็จะมีราคาสูงขึ้นก็อาจทำให้ได้ผลตอบแทนน้อย   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us