Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์18 มกราคม 2550
เปิดยุทธศาสตร์“ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์”ดัน“พฤกษาฯ”แซงยักษ์ใหญ่“แลนด์”             
 


   
www resources

โฮมเพจ พฤกษา เรียลเอสเตท

   
search resources

พฤกษา เรียลเอสเตท, บมจ.
ทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์
Real Estate




- “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์”กำลังถูกจับตามองจากนักลงทุน และวงการบ้านจัดสรร หลังรวยติดอันดับ 2 เศรษฐีหุ้นเมืองไทย
- ทำให้การขยับตัวของพฤกษา เรียลเอสเตท เป็นที่น่าเกรงขาม จนคู่แข่งไม่กล้ามองข้าม
- เผยกลยุทธ์เบื้องต้น“ต้องอยู่รอด”และเป้าหมายต่อไป“ต้องเติบโต”

กลายเป็นก้าวย่างที่น่าจับตามองขึ้นมาอีกครั้งสำหรับพฤกษาฯ ภายใต้การบริหารของหัวเรือใหญ่ “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์” หลังจากที่นิตยสารการเงินการธนาคารเผยผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นของเมืองไทย ซึ่งปีนี้ ทองมา มาแรงแซงโค้งติดโผอยู่ในอันดับ 2 โดยมีมูลค่าหุ้น (ณ วันที่สำรวจ) 8,848.33 ล้านบาท รองจาก อนันต์ อัศวโภคิน จากแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ขึ้นมาครองแชมป์เศรษฐีหุ้นอันดับ 1

ในแง่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมื่อภาวะการเมือง และเศรษฐกิจไทยมีการผันผวนมาตลอดอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกลายเป็นโจทย์ยากของดีเวลลอปเปอร์ว่าจะปรับตัว และปรับกลยุทธ์เพื่อนำธุรกิจไปสู่ทิศทางใด โดยมีเป้าหมายเบื้องต้น คือ “ต้องอยู่รอด” และเป้าหมายที่สูงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง คือ “ต้องเติบโต”

แม้ทุกวันนี้ใครๆ ต่างยอมรับว่า พฤกษาฯ เติบโตอย่างมาก และเติบโตขึ้นทุกปี จากความสำเร็จในการทำตลาดที่อยู่อาศัยเซกเมนต์กลาง-ล่างเป็นธงนำ แต่สำหรับ พฤกษาฯแค่การเติบโตคงยังไม่พอ เพราะเป้าหมายที่ พฤกษาฯ วางไว้ท้าทายตัวเองอย่างมาก นั่นคือ ต้องเติบโตจนก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ภายในปี 2553

คีย์ซัคเซสของพฤกษาฯ เกิดขึ้นนับตั้งแต่ พฤกษาฯ ตัดสินใจทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 650 ล้านบาทเมื่อปี 2547 ซื้อโนว์ฮาวเทคโนโลยี Precast ของเยอรมัน ก่อสร้างเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปที่มีความทันสมัยที่สุดในประเทศไทย ซึ่งนับว่าคุ้มค่าในระยะยาว เพราะช่วยย่นระยะเวลาการก่อสร้างบ้านแต่ละหลังได้มาก เกิดความเร็วในการทำงาน ลดต้นทุนด้านแรงงาน และสามารถบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จาก Economy of Scale ที่เกิดขึ้น อันเป็นหัวใจสำคัญของการทำบ้านราคาถูกที่คู่แข่งหลายคนอาจก้าวตามไม่ทัน

เป็นที่คาดการณ์ว่าปี 2550 แม้จะมีปัจจัยบวกเข้ามาเสริมให้กำลังซื้อภาคประชาชนกลับคืนมาบ้าง แต่กลับมีหลายปัจจัยลบเข้ามากระทบแทน ซึ่งคงจะไม่ง่ายสำหรับอสังหาริมทรัพย์อีกต่อไป ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) (PS) กล่าวถึงทิศทางธุรกิจในปีนี้ว่า จะยังเน้นทำตลาดระดับกลาง-ล่าง ที่พฤกษามีความถนัดอย่างต่อเนื่อง แต่จะขยายให้ครอบคลุมทุกรูปแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ ไม่ว่าดีมานด์ในตลาดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร บริษัทก็ยังมีสินค้าที่สามารถรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้

ดึง“วรรณา”เสริมทัพ

สิ่งที่จะมารองรับก้าวต่อไปของพฤกษาฯ นอกเหนือจากความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์เพื่อเจาะตลาดกลาง-ล่างที่ถนัด คือ การเติมเต็มด้วยบุคลากรและทีมงานที่มีความสามารถ ขั้นแรกพฤกษาฯ ได้ดึงตึง “วรรณา ชัยสุพัฒนากุล” จากโกลเด้นแลนด์ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดหาที่ดินผืนงามมาเสริมทัพ หลังจากที่วางนโยบายไว้ว่าต่อจากนี้ไปทำเลที่พฤกษาฯ จะทำโครงการส่วนหนึ่งต้องแตกต่างจากเดิมที่เคยพัฒนาในเขตเมืองชั้นนอกมาตลอด

พฤกษาฯ วางวิสัยทัศน์ใหม่สำหรับธุรกิจว่า “เป็นผู้นำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยชั้นนำของประเทศที่ลูกค้ามั่นใจได้ว่า คุ้มราคา ด้วยคุณภาพบ้านและบริการ ลูกค้าให้ Value สูงสุดในทุก Market Segment ของเรา และลูกค้าเลือกซื้อก่อนเสมอ” ผ่านกลยุทธ์หลัก 7 ประการ คือ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply ChainManagement), ผู้นำด้านการบริหารต้นทุน (Cost Leadership), ภาพลักษณ์องค์กร (Corporate Management), นวัตกรรม (Innovation), ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric), การบริหารโครงการที่กำลังเปิดขาย (Existing Projects) และการบริหารโครงการใหม่ (New Projects)

เน้น Real Demand

ทองมา อธิบายว่า ตลาดระดับกลาง-ล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดระดับ 1-2 ล้านบาท จะเป็นตลาดที่ พฤกษาฯขยายฐานเข้าไปทำตลาดมากที่สุด เนื่องจากเป็น Real Demand และเป็นตลาดขนาดใหญ่ แม้จะมีเหตุการณ์ใดๆ มากระทบ ดีมานด์ก็ยังคงแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเซกเมนต์อื่นๆ นอกจากนี้ยังได้มีการปรับกลุ่มสินค้าใหม่ โดยยึดถือความต้องการของผู้บริโภคและทำเลที่ตั้งเป็นหลัก (ดูตาราง...ประกอบ)

ส่วนทำเลที่ตั้งของโครงการจะขยับเข้าไปในตัวเมืองมากขึ้น โดยมีแผนจะเปิดโครงการใหม่ 24 โครงการ แบ่งเป็น 13 โครงการบนที่ดินที่ซื้อไว้แล้วในช่วงครึ่งปีแรก และอีก 11 โครงการ ซึ่งอยู่ในระหว่างการติดต่อซื้อที่ดิน เพื่อจะนำมาพัฒนาในช่วงครึ่งปีหลัง หากสถานการณ์ไม่ดี ก็จะเลื่อนการพัฒนาโครงการออกไป ทั้งนี้ตั้งเป้ารายได้ทั้งปีไว้ที่ 10,000 ล้านบาท

ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า 24 โครงการใหม่ที่เตรียมพัฒนาในปีนี้ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 6 โครงการ คอนโดมิเนียม 4 โครงการ และทาวน์เฮาส์ 14 โครงการ คิดเป็นจำนวนรวม 7,872 ยูนิต มูลค่ารวม 9,930 ล้านบาท คาดว่าจะเป็นยอดพรีเซลในปี 2550 ประมาณ 3,840 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าปี 2550 พฤกษาฯ ยังคงให้น้ำหนักกับทาวน์เฮาส์เป็นอันดับ 1 ของพอร์ตการลงทุน เป็นการปรับตัวต่อเนื่องจากปีที่แล้ว หลังจากพบว่าตลาดบ้านเดี่ยวเริ่มชะลอตัว ในขณะที่ตลาดทาวน์เฮาส์ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2548 มีสัดส่วนรายได้ในเซกเมนต์ทาวน์เฮาส์ระดับต่ำกว่า 1 ล้านบาท 36.4% ปี 2549 มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 41.2% ส่วนทาวน์เฮาส์ระดับ 1.5 ล้านบาทขึ้นไปยังมีการเติบโตที่ดี เห็นได้จากเริ่มมีผู้เล่นเข้ามาทำตลาดเซกเมนต์นี้จำนวนมาก

"ชู“เดอะ คอนเนค”เสริมรายได้

ครึ่งปีหลังของปี 2549 พฤกษาฯ ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาฐานของธุรกิจเอาไว้ ใช้ทาวน์เฮาส์แบรนด์ “พฤกษา วิลเลจ” ราคา 1.7-2 ล้านบาททำตลาด จนสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด และในปีนี้พฤกษาฯ เตรียมจะปรับฐานรายได้ใหม่ โดยใช้ “เดอะ คอนเนค” (พฤกษาวิลล์เดิม) ทาวน์เฮ้าส์ราคา 1.2-1.7 ล้านบาท และพฤกษาวิลเลจ ทาวน์เฮาส์ที่จะปรับราคาขึ้นเป็น 2 ล้านบาท เป็นหัวหอกในการทำตลาดปีนี้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ดีมานด์เซกเมนต์นี้กำลังโต เน้นทำเลขยับเข้าไปในเมืองมากขึ้น ซึ่งเป็นช่องว่างของตลาดที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้าไป เพราะที่ผ่านมาทำเลดังกล่าวดีเวลลอปเปอร์จะนิยมพัฒนาคอนโดมิเนียมมากกว่า ทั้งนี้พฤกษาฯ มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจเป็นอย่างดี เพราะมั่นใจในทำเลของโครงการ ที่แม้แต่บ้านเดี่ยวในเมืองก็หาไม่ได้อีกแล้ว

นอกจากนี้เพื่อรองรับตลาดคอนโดมิเนียมที่จะโตเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้ จึงเตรียมจะพัฒนาคอนโดมิเนียมทั้งในเมือง ใกล้แนวรถไฟฟ้า ราคา 1-1.3 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ใหม่ใน 2 ทำเล ได้แก่ ราษฎร์บูรณะ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ ซ.รัชดาภิเษก 20 ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินรัชดาภิเษก และในย่านชุมชน ภายใต้แบรนด์ “ซิตี้ วิลล์ คอนโดมิเนียม” ราคา 5-7 แสนบาทต่อยูนิต ที่พฤกษาฯ เคยพัฒนามาก่อนแล้ว แต่ยังมีสัดส่วนไม่มากนักเพียง 5-6% ของพอร์ตการลงทุน ทั้งนี้ยังมั่นใจว่าการขยายฐานการลงทุนครั้งนี้กำลังการผลิตของโรงงาน Precast เดิมยังสามารถรองรับได้เต็มที่

ลดความผิดพลาด-ค่าใช้จ่าย

เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ทำคอนโดมิเนียมกลางเมืองมาก่อน คงไม่ใช่เรื่องแปลกหาก พฤกษาฯ จะ Outsource ให้ อควาเรียส เอสเตท ของ ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ เป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาคอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ ทำเลในเมือง ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่พฤกษาฯ ไม่เคยสัมผัส ทั้งนี้ประสบการณ์ของยงยุทธ์ น่าจะช่วยให้พฤกษาฯ รู้ทันทุกจุดของคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้มาก ในฐานะที่เคยนั่งเป็นประธานอำนวยการของ พลัสฯ ในเครือแสนสิริ มาก่อน การ Outsource ครั้งนี้ของพฤกษาฯ จะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี เพื่อเรียนรู้ก่อนจะยืนได้ด้วยตัวเองต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ยังกระจายงานด้านการตลาดอีกหลายด้านให้กับเอเจนซี่ชื่อดังหลายบริษัท อาทิ ครีเอทีฟ จูซ จีวัน ดูแลบ้านเดี่ยวราคาแพง, เดนท์สุ ยังก์ แอนด์ รูบิแคม ดูแลทาวน์เฮ้าส์แบรนด์ เดอะ คอนเนค, ประกิต โฮลดิ้ง ดูแลทาวน์เฮาส์ระดับล่าง ซึ่ง ประเสริฐ กล่าวว่า ตลาดบ้านแต่ละเซกเมนต์ ลูกค้ามีความแตกต่างกันมาก จึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยการทำตลาดในเชิงลึกมากขึ้น ซึ่งพฤกษาฯ จะขอเวลาเพื่อเรียนรู้ก่อนในช่วงแรก และมองว่าการ Outsouce เป็นการลงทุนระยะยาวมากกว่าจะเป็นรายจ่าย ช่วยลดความผิดพลาดในการทำงานและสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายหากทำเองได้ถึง 1,000 ล้านบาท

จุดแข็งอีกประการหนึ่ง คือ ฐานะทางการเงิน ปัจจุบันพฤกษาฯ มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง 0.3 เท่านั้น นับเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับในอุตสาหกรรมเดียวกัน และสัดส่วนนี้จะลดลงอีก หลังจากมียอดรับรู้รายได้เข้ามาช่วยอีกประมาณ 2,300 ล้านบาท ทั้งนี้พฤกษาฯ ปรับตัวรับความเสี่ยงด้วยการทำโครงการขนาดเล็กลง แต่กระจายตัวในหลายทำเล เพื่อปิดโครงการได้เร็ว สามารถโอนรับรู้รายได้ได้เร็วด้วย

นอกจากนี้ ความแข็งแกร่งทางการเงินยังเห็นได้จากการออกตั๋วแลกเงินวงเงิน 1,000 ล้านบาท ในช่วงก่อนหน้านี้ และเพิ่งใช้วงเงินไปเพียง 200-300 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งยังมีวงเงินเหลืออีกราว 700-800 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากดอกเบี้ยปรับลดลง พฤกษาฯอาจจะกลับไปกู้สถาบันการเงินแทนได้ เพราะมีสถาบันการเงินหลายแห่งพร้อมที่จะปล่อยกู้พฤกษาฯ

โชว์กำไรสูงอันดับ 2

สิ่งที่น่าสนใจ คือ ตัวเลขของพฤกษาฯ ที่ประเสริฐ กล่าวว่า ปัจจุบันพฤกษามียอดพรีเซลสูงเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรม และมีกำไร 16-17% สูงเป็นอันดับ 2 ของอุตสาหกรรม ใกล้เคียงกับกำไรของ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ที่เป็นเบอร์ 1 ของตลาด แม้ยอดพรีเซลของปี 2549 จะเติบโตลดลงจากปีก่อน 4.8% เนื่องจากมีปัจจัยลบมากระทบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็ตั้งเป้าหลังจากการปรับฐานลงทุนในปีนี้ไว้ว่ายอดพรีเซลจะเติบโตก้าวกระโดดถึง 68% ในขณะที่ยอดรับรู้รายได้จะเติบโตขึ้น 22.7% ส่วนหนึ่งมาจาก ซิตี้วิลล์ คอนโดมิเนียม 2 โครงการ ในสัดส่วน 2% ของยอดรับรู้รายได้ทั้งหมด ส่วนคอนโดมิเนียมอีกส่วนที่ลงทุนในปีนี้จะทยอยรับรู้รายได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า

การปรับทิศทางการลงทุนครั้งนี้ของพฤกษาฯ กลายเป็นที่น่าจับตามอง เพราะเป็นสิ่งที่ ทองมา เห็นว่าจะเป็นบันไดปูทางเพื่อก้าวไปสู่การเป็นเบอร์ 1 ของตลาดที่อยู่อาศัย ภาพของพฤกษาฯ ที่ทำแต่ตลาดบ้านราคาถูกเพียงอย่างเดียวจะค่อยๆ เลือนหายไป กลายเป็นดีเวลลอปเปอร์ที่มีพอร์ตการลงทุนครบทุกเซกเมนต์ แม้มองโดยผิวเผินอาจจะไม่แตกต่างจากกลยุทธ์ของแสนสิริ เบอร์ 2 ของวงการที่หวังจะก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 เช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่พฤกษาฯ ได้เปรียบแสนสิริ คือ มูลค่าหุ้นตามราคาตลาด (Market Capitalization) ที่สูงถึง 10,617.05 ล้านบาท สูงกว่าแสนสิริที่มีเพียง 4,126 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเพียง 327.21 ล้านบาท อยู่ในอันดับเกือบรั้งท้ายของหุ้นในกลุ่ม Real Sector

รวมทั้งยักษ์ใหญ่ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ต้องยอมรับว่าการรักษาบัลลังก์เบอร์ 1 ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้แลนด์ฯ เริ่มเพลี่ยงพล้ำต่อคู่แข่งในการทำตลาด จนมีกำไรลดลง กลายเป็นขาลงที่หากแลนด์ฯ ก้าวพลาด ก็จะกลายเป็นโอกาสให้คู่แข่งตีตื้นขึ้นมาแซงหน้าได้ จึงเป็นที่น่าสนใจว่าก้าวเดินของพฤกษาฯ ภายใต้บังเหียนของทองมาที่ไต่เต้าจากลูกพ่อค้าจนร่ำรวยกลายมาเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 2 ของเมืองไทย อาจจะเป็นก้าวเดินที่ แลนด์ฯ ต้องระมัดระวัง และมองข้ามผ่านคู่แข่งรายนี้ไปไม่ได้อีกแล้ว!!   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us