นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI) เปิดเผยว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทได้อนุมัติให้ออกหุ้นสามัญใหม่1,473 ล้านหุ้นในราคา 4.28 บาท และอนุมัติให้ออกวอร์แรนต์จำนวนไม่เกิน 1,473 ล้านหุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกรายในอัตราส่วน 2 หุ้นเดิมต่อ 1 วอร์แรนต์ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยการเสนอขายในแบบ PP หรือนักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งอาจเป็นนักลงทุนต่างชาติ
ทั้งนี้ ระยะเวลาในการเพิ่มทุนนั้น บริษัทไม่ได้ระบุชัดเจนขึ้นอยู่กับภาวะของตลาด ซึ่งโดยปกติจะอยู่ในช่วงไม่เกิน 1 ปี ซึ่งภายหลังดำเนินการแล้ว จะทำให้ทุนจดทะเบียนของบริษัทมีจำนวน 19,238 ล้านบาท สำหรับสาเหตุที่มีการเพิ่มทุนและออกวอแรนต์นั้น เนื่องจากต้องการจะทำให้สภาวะทางการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่ง สามารถขยายธุรกิจก้าวขึ้นสู่ผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ตามเป้าหมายในอนาคตอันใกล้
ส่วนทุนที่เพิ่ม 1,473 ล้านหุ้นนั้น จะแบ่งเป็นขายนักลงทุนต่างชาติประมาณ 750 ล้านหุ้น ส่วนที่เหลือตนจะซื้อเอง ซึ่งในส่วนนี้ตนจะเข้าไปปรึกษาสำนักงานคณะ กรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถึงการเข้าไปถือหุ้นว่าจะทำในลักษณะใดได้บ้างภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากก.ล.ต.ให้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในลักษณะที่เป็น ESOP ก็คงต้องพิจารณาถึงส่วนดีและส่วนเสียว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งการซื้อในลักษณะ ESOP นั้นจะมีข้อจำกัดหลายเรื่อง อาทิ ต้องเสียภาษี 5% รวมถึงมีระยะเวลาในการแปลงสภาพ 5 ปี และ 10 ปี ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการลงทุน
"การเข้าซื้อหุ้นดังกล่าวยืนยันว่า เป็นการเข้าซื้อโดยส่วนตัว ไม่มีนักลงทุนรายอื่นเข้ามา แต่จะซื้อในนามของนายเศรษฐา หรือในนามนิติบุคคลก็เป็นอีกเรื่อง และนิติบุคคลที่ว่าจะเป็นบริษัทนายเศรษฐาคนเดียวไม่มีคนอื่นเข้ามาถือหุ้นด้วยแน่นอน "
นายเศรษฐา กล่าวว่า หากก.ล.ต. อนุมัติให้ตนเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้ ก็จะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของตนเอง เพิ่มจาก 0.6% ในปัจจุบัน แต่จะไม่เกิน 24.9% ผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นพาร์ค ซึ่งหุ้นใหญ่จำนวน 24.9% จะต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือเพียง 12.5% คาดว่าจะได้ข้อสรุปก่อนตรุษจีนนี้ หลังจากนั้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์จะเดินทางไปโรดโชว์ต่อนักลงทุนต่างประเทศ อาทิ สิงคโปว์, ฮ่องกง ยุโรป ซึ่งจะต้องปรึกษากับทางที่ปรึกษาทางการเงินอีกครั้ง
ส่วนกรณีที่รัฐบาลไทยออกมาตรการเพื่อป้องกันการเกร็งกำไรค่าเงินบาท และเพิ่มความเข้มงวดในพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว รวมไปถึงเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองนั้น ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความกังวล เชื่อว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างแน่นอน แต่จะมากหรือน้อยนั้นต้องรอดูในช่วงไปโรดโชว์ยังต่างประเทศว่า นักลงทุนจะมีกระแสตอบรับอย่างไรบ้าง
ส่วนยอดขายโครงการของบริษัทในปีนี้ ในเบื้องต้นตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 16,000 ล้านบาท หรือมีมูลค่าเท่ากับปี 2549 ที่ทำได้ 16,000 ล้านบาท โดยบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ มีมูลค่ารวมประมาณ 15,000 ล้านบาท ที่สามารถทยอยรับรู้รายได้ได้อย่างต่อเนื่องใน 1-2 ปีข้างหน้า และมีสินค้ารอขาย(สต๊อก)ประมาณ 16,000 ล้านบาท คาดว่าจะระบายได้หมดภายใน 2 ปี
ส่วนแผนการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทและบริษัทในเครือคาดว่าจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ประมาณ 20 โครงการ มูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 7-8 โครงการ ,บ้านเดี่ยว 4-5 โครงการ และทาวนเฮาส์ 4-5 โครงการเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ แผนการดำเนินงานดังกล่าวจะอยู่ภายใต้ทุนจดทะเบียนเดิม แต่หากเพิ่มทุนได้จะมีการเปลี่ยนแผนการดำเนินงานใหม่ โดยจะต้องมีการเปิดตัวโครงการเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดหมุนเวียนจำนวน 1,000 ล้านบาท
สำหรับพ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ไม่ได้มีผลกระทบต่อยอกขายบริษัท เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทประมาณ 95% เป็นลูกค้าในประเทศ ส่วนลูกค้าต่างประเทศมีไม่เกิน 5%
|