บล.กิมเอ็ง ยอมหั่นเป้ามาร์เกตแชร์เหลือ 8-9% เหตุสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยลดลง ขณะที่หวังได้บัญชีลูกค้าใหม่ 2-3 พันบัญชี จากปัจจุบันมีบัญชีอยู่ 5 หมื่นบัญชี “มนตรี”เผยงานด้านวาณิชฯปีนี้มีมูลค่าระดมทุนรวม 2-3 หมื่นล้านบาท พร้อมปรับลดดัชนีจาก 850 จุดเหลือ 750-800 จุด ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันจาก 2 หมื่นล้านเหลือ 1.8 หมื่นล้านบาท
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEST เปิดเผยว่า บริษัทปรับลดเป้ามาร์เก็ตแชร์ปี 2550 เหลือ 8-9% จากที่ก่อนหน้าตั้งเป้ามาร์เก็ตแชร์ไว้ที่ 10-11% โดยในปี2549 บริษัทมีมาร์เก็ตแชร์ที่ 8.55% เนื่องจากสัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนในภาคอุตสาหกรรมรวม แบ่งเป็นนักลงทุนรายย่อยสัดส่วน 45% จากเดิมที่ 70-75% จากการที่นักลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นเป็น 40% จากเดิมที่ 20% เนื่องจากภาวะตลาดไม่ดีหลังได้รับผลกระทบจากมาตรการต่างๆ
ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัทเองมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนสถาบันต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากปัจจุบันที่มี 15% โดยบล.กิมเอ็งมีบริษัทแม่ในต่างประเทศช่วยสนับสนุน และบริษัทคาดว่าจะมีนักลงทุนเข้ามาเปิดบัญชีใหม่กับบริษัทประมาณ 2,000 –3,000 บัญชี หรือเพิ่มขึ้น 10-20% โดยปัจจุบันบริษัทมีบัญชีลูกค้ารวม 50,000 บัญชี โดยเป็นบัญชีที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอ 30,000 บัญชี
นอกจากนี้ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการจัดโครงการให้ความรู้กับนักลงทุน “Training 4U ” เพื่อให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย จากที่ราคาหุ้นยังอยู่ในระดับต่ำมีค่าP/E 8 เท่า เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีค่าP/E 12-18 เท่า โดยจัดในกรุงเทพจำนวน 7 ครั้ง ต่างจังหวัด 4 ครั้ง รวมถึงบริษัทจะมีการเปิดสาขาเพิ่มอีก 1 สาขา จากปัจจัยที่มี 39 สาขา
สำหรับงานทางด้านวาณิชธกิจในปีนี้จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนเสนอขายหุ้นต่อนักลงทุนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)จำนวน 3-5 บริษัท โดยจะเน้นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีศักยภาพการเติบโตที่ดีและมีมูลค่าการเสนอขายประมาณ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป โดยบริษัทรับเป็นที่ปรึกษาบริษัทที่จะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน 1-2 บริษัท การเสนอขายกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการระดมทุนรวม 20,000-30,000 ล้านบาท
“จากมาตรการกันเงินสำรอง30%ของที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)จะส่งผลให้ผู้ที่เตรียมออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์ต้องมีการเลื่อนออกไปจนกว่าจะมีการผ่อนคลายมาตรการดังกล่าว โดยส่วนตัวมองว่าธปท.ควรที่จะยกเว้นการวางเงินสำรอง30%ทุกประเภทที่เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ยกเว้นการลงทุนในตราสารหนี้ ”นายมนตรี กล่าว
นายมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนท์อนุพันธ์ ) ซึ่งทางบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆอยู่ระหว่างการหารือในเรื่องเกณฑ์เกี่ยวกับการออกซึ่งคาดว่จะใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือนโดยบริษัทคาดว่าจะสามารถจัดตั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ)ได้ประมาณกลางปีนี้ จากขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์( ก.ล.ต.)
ทั้งนี้ บริษัทจะเน้นรุกธุรกิจอินเตอร์เน็ตมากขึ้นโดยคาดว่าจะมีมาร์เกตแชร์อยู่ที่ 20% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 17.24% เนื่องจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขายอินเตอร์เน็ตปรับตัวลดลงเหลือ 0.15% จากเดิมที่บริษัทคิด 0.21% ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเข้ามาซื้อขายมากขึ้น
นอกจากนี้บริษัทได้มีการปรับลดประมาณการดัชนีปีนี้ลดลงเหลือ 750 –800 จุด จากเดิมที่ 850 จุด โดยคาดว่ามูลค่าการซื้อปีนี้จะอยู่ที่ 18,000 ล้านบาทต่อวัน จากเดิมที่ 20,000 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบมาตรการสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาท และความไม่ชัดเจนทางการเมือง ฯลฯ
|