ฮิโรยูกิ มารูโกะ กรรมการผู้จัดการบริษัทมิตซุยแอนด์โค (ประเทศไทย) วิเคราะห์ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจในสภาวะเงินเยนแข็งตัวที่เฮริเทจคลับเมื่อปลายเดือนกันยายนว่า
จะมีการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนมายังภูมิภาคเอเซียมากขึ้น โดยเฉพาะที่ประเทศจีน
เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย การย้ายทุนครั้งนี้จะเป็นสัดส่วนของธุรกิจขนาดเล็กและกลาง
ส่วนทางบริษัทยักษ์ใหญ่จะลดการลงทุนลง
ประเทศทั้ง 5 ที่มารูโกะอ้างถึง เวียดนามและจีนค่อนข้างมีภาษีเหนือกว่าในเรื่องค่าแรงที่ต่ำมาก
โดยเฉพาะเวียดนามในระยะเริ่มเปิดประเทศใหม่ ๆ ตั้งอัตราค่าแรงไว้ประมาณ 500
บาทต่อเดือนหรือ 16 บาทต่อวันเท่านั้น ถึงแม้ว่าเมื่อต้นปีจะขึ้นมาเป็น 875
บาทก็ตาม ยังถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับแรงงานจีนในชนบทจะตกประมาณ 1500 บาทต่อเดือน
กระแสการเคลื่อนย้ายทุนของนักธุรกิจขนาดเล็กและกลางออกมาทางแถบอาเซียนเริ่มเกิดขึ้นในระยะ
2 - 3 ปีนี้ จากการสำรวจของ JAPAN SMALL BUSINESS CORPORATION หรือ JSBC
ซึ่งเพิ่งเปิดสาขาเอเชียขึ้น โดยใช้ JETRO ประจำกรุงเทพฯ พบว่า นักธุรกิจกลุ่มนี้มีความเห็นว่าเอเซียยกเว้นประเทศที่เป็นนิคส์แล้ว
อย่างเกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกงและสิงคโปร์ เป็นภูมิภาคที่น่าลงทุนที่สุด และมีนักธุรกิจถึง
79% ที่สนใจและกำลังหาลู่ทางการลงทุน
"การเคลื่อนย้ายทุนในยุคนี้ เราจะคำนึงถึง LOCAL MARKETING มากขึ้น
พอ ๆ กับค่าแรงงานต่ำ หรือบางครั้งอาจให้ความสำคัญมากกว่า ด้วยเหตุนี้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและกลาง
จะไม่เลือกประเทศใดประเทศหนึ่งลงทุนเพียงเพราะว่าค่าแรงต่ำเท่านั้น แต่ต้องเป็นประเทศที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมประเภทนั้น
ๆ ด้วยทั้งในด้านตลาดและช่างฝีมือของคนท้องถิ่น" ยาซูยูกิ ฟูกูโอกะ
ที่ปรึกษาการลงทุนต่างประเทศประจำญี่ปุ่นของ JSBC ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐภายใต้
MITI หรือกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น อธิบายถึงข้อพิจารณาการย้ายทุนของธุรกิจขนาดเล็กและกลางกับ
"ผู้จัดการ"
บริษัท YOKOHAMA TAPE KOGYO เป็นตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจเล็กที่เข้าสูตรของฟูกูโอกะ
บริษัทแห่งนี้ผลิตตราปักผ้าและตราผ้าพิมพ์ให้ยี่ห้อเสื้อผ้าชื่อดัง เช่น
ESPRIT, LEVI, MEXX, MARIE CLAIRE รวมทั้งผลิตริบบิ้นสำหรับตกแต่งทรงผมและห่อของขวัญมานานถึง
33 ปี
คัตซูฮิโกะ อาโดะ ประธานของบริษัทหนีค่าเงินเยนแข็งตัวครั้งแรกเมื่อปี
2528 ด้วยการเปิดโรงงานขึ้นอีกแห่งที่ฮ่องกง เพื่อลดต้นทุนค่าแรงงาน แต่ด้านวัตถุดิบยังคงส่งตรงมาจากญี่ปุ่น
เพียง 5 ปีถัดมา การใช้ผ้าฝ้ายที่ส่งมาจากญี่ปุ่นมีต้นทุนสูงเกินไปรวมทั้งค่าแรงงานของฮ่องกงถีบตัวสูงขึ้นหลายเท่า
อาโดะจึงต้องหาที่ตั้งโรงงานแห่งใหม่เพิ่มขึ้นเพื่อลดปัญหาทั้งสองข้อลง
"ผมเลือกจีน เพราะจีนมีผ้าฝ้ายชั้นดีและราคาถูกกว่าญี่ปุ่นถึง 50%
ค่าแรงงานก็ต่ำกว่าเมืองไทยและฮ่องกง และมีตัวแปรสำคัญคือลูกค้ามีแนวโน้มเปิดโรงงานผลิตเสื้อผ้าที่เมืองจีนมากขึ้น
เราไม่ต้องการเสียลูกค้ากลุ่มนี้ไปในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดช่องทางตลาดใหม่ด้วย"
อาโดะกล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้เขาเลือกปักกิ่งเป็นที่ตั้งโรงงาน แทนที่จะเป็นเมืองไทย
ซึ่งมีการติอต่อซื้อวัสดุผ้าไนลอนจากบริษัทขวานทองของคนไทยอยู่ก่อนแล้วก็ตาม
อาโดะเปิดโรงงานที่จีนเข้าย่างปีที่สี่ มีคนงานเพียง 20 คน จะผลิตตราผ้าปักและริบบิ้นจากผ้าฝ้ายเท่านั้น
ส่วนโรงงานที่โตเกียวและฮาโกดะมีคนงาน 50 คน จะผลิตตราผ้าพิมพ์จากวัสดุไนลอน
มียอดขายของปีที่แล้วเฉพาะที่จีนและญี่ปุ่นเป็นเงิน 1,500 ล้านเยนหรือประมาณ
360 ล้านบาท สำหรับที่ฮ่องกงมีคนงาน 65 คน ที่ยอดขาย 500 ล้านเยนหรือประมาณ
120 ล้านบาท
กลยุทธ์ที่คำนึงถึงความสัมพันธ์ของประเภทอุตสาหกรรมกับการตลาดในประเทศที่ตั้งโรงงานมากขึ้น
ทาง MITI เสนอรัฐบาลญี่ปุ่นว่าควรสนับสนุนการลงทุนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอุตสาหกรรม
6 ประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนเครื่องจักรกล
สิ่งทอ เหล็ก และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
ทาง JSBC กรุงเทพฯ แนะนำว่าเมืองไทยมีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์มากที่สุด
เพราะตลาดรถยนต์ในภูมิภาคนี้โตขึ้นเร็วมาก รวมทั้งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ปิคอัพและมอเตอร์ไซด์มีแผนขยายทุนและคงใช้ภูมิภาคนี้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญในอนาคต
"ที่ผ่านมาเมืองไทยให้ความสนใจน้อยเกินไป ในการพัฒนาเทคโนโลยีและช่างเทคนิคที่มีฝีมือ
ในด้านอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ผมคิดว่าคงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าห้าปีจึงจะเข้าขั้นพอใช้ได้"
ยูคิโอะ อาวาย่า ผู้อำนวยการ JSBC ภาคพื้นเอเชีย แสดงความเห็นกับ "ผู้จัดการ"
นักลงทุนญี่ปุ่นชินกับระบบ SUBCONTRACTOR คือ การให้โรงงานขนาดเล็กและกลางหลาย
ๆ แห่งผลิตชิ้นส่วนป้อนให้โรงประกอบรถยนต์ซึ่งต้องอาศัยชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ไม่ต่ำกว่า
1,000 ชิ้น ในการที่จะประกอบเป็นรถยนต์หนึ่งคัน ชิ้นส่วนที่อาวาย่าคาดหวังว่าประเทศเอเชียจะผลิตได้มาตรฐานโดยไม่ต้องส่งตรงมาจากโรงงานญี่ปุ่น
คือ แม่พิมพ์เครื่องยนต์ (ENGINE BLOCK) ฝาสูบ (CYLINDER HEAD) เกียร์และก้านสูบ
(CONNECTING ROD)
ในขณะนี้มีบริษัทสยามโตโยต้า แห่งเดียวที่พร้อมเปิดโรงงานเหล็กหล่อทำแม่พิมพ์เครื่องยนต์ประมาณกลางปีหน้า
ให้ทันกับเวลาที่กฎหมายบังคับให้รถปิคอัพใช้เครื่องยนต์ในประเทศตั้งแต่ 1
กรกฎาคม 2537 เป็นต้นไป นอกจากนี้แล้วก็มีบริษัทนวโลหะอุตสาหกรรมในเครื่อบริษัทปูนซิเมนต์ไทย
ร่วมมือกับบริษัทอีซูซุและนิสสัน ลงทุนไปแล้ว 800 ล้านบาทเพื่อตั้งโรงงานผลิตเครื่องยนต์สำหรับรถปิคอัพ
แต่ต้องชลอโครงการไว้ชั่วคราวเพื่อรอทิศทางของรัฐบาลในเรื่องการใช้เครื่องยนต์ดีเซล
ทางกระทรวงอุตสาหกรรมพยายามกระตุ้นให้คนไทยสนใจอุตสาหกรรมเหล็กหล่อ เหล็กทุบ
และอุตสาหกรรมแม่พิมพ์อย่างจริงจัง เพราะเป็นอุตสาหกรรมหลักสำคัญที่จะทำให้เมืองไทยเป็นนิคส์ได้ด้วยขาของตนเอง
ส่วนทางบีโอไอให้สิทธิประโยชน์กับผู้ลงทุนเต็มที่ คือ อนุญาตให้ตั้งโรงงานในเขตโซนหนึ่งคือกรุงเทพฯ
และปริมณฑลได้ โดยให้ความช่วยเหลือเท่าเทียบกับโรงงานที่ตั้งในโซนสองหรือเขตรอบนอกกรุงเทพฯ
และปริมณฑล
"สิ่งที่เราต้องเร่งทำคือ ให้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ มีความรู้มีเทคนิคมีโนว์ฮาวดียิ่งขึ้นกว่านี้
ให้คนไทยสามารถทำแม่พิมพ์ชุดหนึ่งเสร็จภายในสองเดือนเช่นเดียวกับไต้หวัน
มิใช่ต้องใช้เวลาหกเดือนหรือบางทีปีหนึ่งก็ไม่เสร็จแก้แล้วแก้อีก" วิรัตน์
ตันเดชานุรัตน์ หัวหน้ากลุ่มวิจัยและพัฒนาของสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการ
หรือ MIDI สะท้อนภาพอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอุปกรณ์ของไทย
ในขณะที่ธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดเล็กและกลางของญี่ปุ่นกำลังไหลบ่ามาทางเอเชียมากขึ้น
ย่อมนำเอาความชำนาญและโนว์ฮาวมาสู่ภูมิภาคนี้ด้วยเช่นกัน หรืออีกนัยหนึ่งเสมือนตามมาขายสินค้าให้ถึงแหล่งผู้ผลิตรายใหญ่เลย
ถ้าคนไทยยังคงขายเพียงแรงงาน โดยปราศจากการพัฒนาด้านฝีมือและเทคโนโลยี เมืองไทยคงกลายเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ต้องขึ้นอยู่กับนักลงทุนญี่ปุ่นเช่นเคย
"อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่มีอยู่ตอนนี้ส่วนใหญ่เกิดจากบริษัทญี่ปุ่นมาลงทุนในไทย
จนหลายสิบปีผ่านไป คนไทยยังคงลืมที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมด้านนี้อย่างแท้จริง"
อาวาย่า วิจารณ์ให้ "ผู้จัดการ" ฟัง
การขาดแคลนช่างฝีมือมีคุณภาพเป็นคำวิจารณ์ที่นักลงทุนญี่ปุ่นพูดย้ำสม่ำเสมอ
ล่าสุดมารูโกะ ซึ่งมีตำแหน่งประธานสมาคมญี่ปุ่นในไทยและรองประธานสภาหอการค้าญี่ปุ่นก็มีความเห็นเดียวกัน
การขาดแรงงานฝีมือมิใช่เกิดขึ้นเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีด้วยเท่านั้น
แม้แต่ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปก็ถูกวิจารณ์โดยนักเขียนและนักธุรกิจชื่อ
YUSUKE FUKADA ในหนังสือของเขาเกี่ยวกับการลงทุนในเอเชียชื่อว่า SHIN SHIN
TOYO JIJO ซึ่งพิมพ์ขายครั้งแรกเดือนธันวาคม 2533 พูดถึงสำนึกคนงานไทยว่า
มาตรฐานของคนไทยให้ค่าเพียง 75% ก็ถือว่าทำงานได้ดีแล้ว ซึ่งตรงข้ามกับญี่ปุ่นที่ต้องทำให้ถึงเต็ม
100%
นอกเหนือจากนี้ก็มีอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ คือสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน หรือ INFRASTRUCTURE
โดยเฉพาะปัญหาการจราจรจะกลายเป็นตัวผลักดันให้นักลงทุนหนีห่างไทยเช่นกัน
อย่างไรก็ดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มาแรงอย่างเวียดนามในขณะนี้
มารูโกะคิดว่าเมืองไทยยังคงเป็นประเทศที่น่าลงทุน
รวมทั้งได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทย ควรลดข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการลงทุนของคนไทย
และคนต่างประเทศให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมจากหุ้นส่วนท้องถิ่นและต่างประเทศ
เนื่องจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอุปกรณ์ขนาดเล็กและกลางไม่มีประสบการณ์การตั้งโรงงานในต่างประเทศ
การขอให้ลดข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนผู้ถือหุ้นเป็นข้อเรียกร้องที่สอดคล้องกับการสำรวจของ
JSBC ในเรื่องสาเหตุที่ทำให้ต้องถอนการลงทุนปรากฏว่านักลงทุนญี่ปุ่น 30.6%
มีปัญหาขัดแย้งกับหุ้นส่วนท้องถิ่นและ 27.1% เป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุน
อย่างไรก็ดี การเคลื่อนย้ายทุนของธุรกิจญี่ปุ่นระลอกนี้คงไม่หวือหวาเช่นสมัยปี
2531 เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซาต่อเนื่องมาหลายปี