Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน15 มกราคม 2550
หนี้นอกQ3/49เพิ่ม500ล.เหรียญภาคเอกชนปรับตัวกู้สกุลเงินบาท             
 


   
www resources

โฮมเพจ ธนาคารแห่งประเทศไทย

   
search resources

ธนาคารแห่งประเทศไทย
Loan




แบงก์ชาติเผยล่าสุดไตรมาส 3 ของปี 49ยอดคงค้างหนี้ต่างประเทศภาคเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคารเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนแค่ 500 ล้านเหรียญ โดยธุรกิจที่ก่อหนี้เพิ่มขึ้น ได้แก่ ธุรกิจรถยนต์ ธุรกิจสินเชื่อและการลงทุน บริการทางการแพทย์ ธุรกิจโทรคมนาคม อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตไฟฟ้า ขณะเดียวกันธุรกิจของภาคเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคารหันมากู้ยืมจากบริษัทแม่หรือบริษัทในเครือที่อยู่ในต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาทมากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สกุลเงินบาทยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 35% จากปี 43 ถือเป็นปีแรกที่มีการสำรวจหนี้ประเภทนี้อยู่ที่ระดับ 8%

รายงานข่าวจากทีมหนี้ต่างประเทศ ส่วนสถิติดุลการชำระเงิน สำนักสถิติฝ่ายบริหารข้อมูล สายระบบข้อสนเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุว่า หลังจากทีมหนี้ต่างประเทศของธปท.ได้ทำการสำรวจธุรกิจภาคเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคารจำนวน 3,538 ราย ในระหว่างวันที่ 3 ต.ค.-20 ธ.ค.49 ที่ผ่านมา และได้ออกเป็นรายงานผลการสำรวจหนี้ต่างประเทศภาคเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคารล่าสุด ณ สิ้นเดือนกันยายน หรือไตรมาส 3 ของปี 49 ปรากฏว่า ธุรกิจภาคเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคารมีหนี้ต่างประเทศคงค้างทั้งสิ้น 27,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้หนี้ต่างประเทศภาคเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคารเพิ่มขึ้นถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกิดจาก ธุรกรรมการกู้ยืมสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินกู้ไม่นำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการเพิ่มขึ้นของผลจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินดอลลารห์สหรัฐอีก 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันมีเพียงปัจจัยจากการปรับโครงสร้างหนี้ที่ลดลงจำนวน 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น

นอกจากนี้ ยอดคงค้างหนี้ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมากในไตรมาสนี้ คือ หนี้สกุลเงินบาทที่เพิ่มขึ้น 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเงินกู้สกุลเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับตราสารหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศที่ลดลง 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยจากยอดคงค้างหนี้ต่างประเทศของภาคธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารจำนวน 27,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาส 3 ของปี 49 แบ่งเป็นประเภทเงินกู้เงินตราต่างประเทศจำนวน 15,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 56.1%ของยอดหนี้คงค้างรวม รองลงมาหนี้เงินกู้และตราสารหนี้สกุลเงินบาทจำนวน 9,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 35% และตราสารหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศจำนวน 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 8.9% ทั้งนี้ หนี้สกุลเงินบาทยังคงมีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากระดับ 8% เมื่อสิ้นปี 43 ถือเป็นปีแรกที่เริ่มมีการสำรวจหนี้ดังกล่าวเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ในไตรมาสนี้มาอยู่ที่ระดับสูงสุด 35% ในขณะที่หนี้ที่เป็นเงินกู้สกุลเงินตราต่างประเทศมีแนวโน้มลดลงจาก 77% ในปี 2543 ลดลงเหลือ 56% ในไตรมาสนี้ ส่วนตราสารหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 7-15% ในช่วงปี 43 และลดลงเล็กน้อย ซึ่งในไตรมาสนี้ลดลงอยู่ที่ระดับ 9%

ขณะเดียวกันหากจำแนกยอดคงค้างของหนี้ดังกล่าวตามสกุลเงิน พบว่า เป็นในรูปของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมากที่สุดถึง 12,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 44.4%ของหนี้ต่างประเทศรวม รองลงมาเป็นสกุลเงินบาท เยนญี่ปุ่น และยูโร ในสัดส่วน 35% 14.8% และ 3.2% ตามลำดับ ส่วนที่เหลืออีก 2.6% เป็นสกุลเงินอื่นๆ อีก 13 สกุลเงิน สำหรับโครงสร้างหนี้ต่างประเทศจำแนกตามสกุลเงินยังคงมีองค์ประกอบเป็นเงิน 4 สกุลหลัก คือ ดอลลาร์สหรัฐ บาท เยนญี่ปุ่น และยูโร ซึ่งมีสัดส่วนรวมเท่ากับ 97-98%ของหนี้ต่างประเทศรวมมาตั้งแต่ปี 43 จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสัดส่วนหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐกับเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 43 อยู่ที่ระดับ 76% ต่อ8% มาอยู่ที่ 44% ต่อ 35% ในปัจจุบัน เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่หันมากู้ยืมจากบริษัทแม่หรือบริษัทในเครือในต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาทมากขึ้น

และหากจำแนกตามประเทศก็จะพบว่า ยอดหนี้คงค้างที่เกิดขึ้นยังคงเป็นการกู้ยืมจากประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุดอยู่ที่ 6,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 23% รองลงมาประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง เยอรมันนี และสหราชอาณาจักร ซึ่งมีสัดส่วน 18.8% 15.5% 10.2% 6.2% และ 5.8% ตามลำดับ ส่วนที่เหลือเป็นหนี้กับประเทศอื่นๆ รวมกันเป็นจำนวน 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 20.5% ทั้งนี้ประเทศเจ้าหนี้หลักของธุรกิจในประเทศไทยยังคงประกอบด้วย 6 ประเทศ คือ สหรัฐ อเมริกา สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง เยอรมันนี และสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปี 43 จนถึงปัจจุบัน โดยมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศรวมอยู่ในช่วง 76-81% มาโดยตลอด

ในด้านโครงสร้างหนี้จำแนกตามอายุ สัดส่วนของหนี้ระยะสั้นได้ปรับสูงขึ้นค่อนข้างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนของหนี้ระยะยาว (รวมหนี้ที่ไม่กำหนดอายุการชำระคืน)ต่อหนี้ระยะสั้น(รวมหนี้ที่ชำระคืนเมื่อทวงถามและหนี้ที่ข้อมูลกำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่สมบูรณ์) ได้ปรับตัวจาก 88%ต่อ 22% ในปี 43 มาอยู่ที่ระดับ 79% ต่อ 21% ในไตรมาสนี้ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ที่มีเงื่อนไขการชำระคืนเมื่อทวงถาม ซึ่งถือเป็นหนี้ระยะสั้นเป็นสำคัญ

สำหรับอัตราดอกเบี้ยของหนี้ต่างประเทศภาคเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคารโดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 4.87% ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน โดยอัตราดอกเบี้ยในไตรมาสนี้ทุกประเภทปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ยกเว้นอัตราดอกเบี้ย LIBOR และอื่นๆ ที่มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us