|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
*ปีหมูไฟ ปีใหม่ของประเทศไทยที่เริ่มต้นด้วยความไม่เชื่อมั่น
*มรสุมลูกใหม่รุมกระหน่ำธุรกิจอสังหาฯ อีกครั้ง คราวนี้เป็นเรื่อง “การเมือง”
*ดีเวลลอปเปอร์ประสานเสียง “ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสิน” ทำได้แค่ “เฝ้าจับตาดูสถานการณ์”
*พร้อมทบทวนแผน พลิกกลยุทธ์รับมือทุกสถานการณ์
กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ราบรื่น สำหรับประเทศไทยในปี 2550 เพราะยังไม่ทันย่างก้าวเข้า พ.ศ. ใหม่ กลับเกิดเหตุการณ์ระเบิดปริศนาส่งท้ายปี 2549 ทั่วกรุง ต่อเนื่องไปจนถึงการขู่วางระเบิดตามที่ต่างๆ ในวันต่อมา สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว ไม่เฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น แต่ยังลามไปทั่วประเทศด้วย เพราะเกิดขึ้นใจกลางเมืองหลวง ซึ่งมีความสำคัญระดับ “หัวใจ” ของประเทศไทย จนเป็นที่คลางแคลงใจว่าเป็นฝีมือของฝ่ายใด
ความตื่นตระหนกจากลุกลามไปทั่วทุกวงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าระดับความเชื่อมั่นที่มีต่อไทยอาจจะต้องตกต่ำลงแน่นอน อันจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยเข้าไปอีก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาประกาศใช้มาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาท จนมีกระแสไม่เห็นด้วยมาตรการดังกล่าวอย่างรุนแรง นักลงทุนแห่เทกระจาดหุ้นออกขาย จนตลาดหุ้นไทยทรุดหนักเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรีบกลับลำทบทวนมาตรการอย่างทันควัน ยกเว้นมาตรการดังกล่าวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และการลงทุนโดยตรง
เหนือสิ่งอื่นใดทุกคนรู้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี พล.อ สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นหัวเรือใหญ่ เป็นรัฐบาลแต่งตั้งที่มีอายุงานแค่ 1 ปีเท่านั้น และเร่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จสิ้นก่อนจัดเลือกตั้งใหม่ แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายดูจะพอใจหลังจากที่ได้เห็นหน้าค่าตาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผลลัพธ์จากการทำงานของรัฐบาลย่อมมีทั้ง “ผู้ได้” และ “ผู้เสีย” ผลประโยชน์
เหตุการณ์ที่เกิดช็อคความรู้สึกของนักลงทุนพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสถานการณ์พลิกผันกลายเป็นระเบิดรายวัน คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีผลกระทบอย่างหนัก ไม่แพ้มาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างแน่นอน
ในฟากของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเผชิญกับปัจจัยลบที่เข้ามารุมเร้าอย่างหนักในปีที่แล้ว อีกทั้งยังต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เช่น ความไม่สงบทางการเมือง การเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร แต่เมื่อภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันเริ่มคลี่คลาย ทำให้ทุกอย่างเริ่มดูดีขึ้น แต่ด้วยปัจจัยภายนอกที่แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายฝ่ายกลับมาทบทวน และตั้งความหวังสำหรับปี 2550 แค่เสมอตัวเท่านั้น เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการเมืองที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นทั้งภาคผู้บริโภคและนักลงทุนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอสังหาริมทรัพย์ไทยซึ่งเป็นที่จับตาของกลุ่มทุนต่างชาติมาตลอด เพราะตลาดไทยยังมีศักยภาพให้ลงทุนอีกมาก แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดป่วนเมืองครั้งนี้ ย่อมกลายเป็นจุดสะดุดที่เหล่าดีเวลลอปเปอร์ให้ต้องครุ่นคิดอย่างรอบคอบอีกครั้งตั้งแต่ต้นปีเช่นกัน
ชี้กระทบแค่จิตวิทยา
ในฐานะที่ บริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน จำกัด (มหาชน) หรือ K-LAND มีการร่วมทุนกับ กลุ่มเฟรเซอร์แอนด์นีฟ กลุ่มทุนจากสิงคโปร์ จัดตั้ง บริษัท ริเวอร์ไซต์ โฮม ดีเวลลอปเมนท์ ขึ้นเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา “เดอะ พาโน” ธงชัย คุณากรปรมัตถ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดมีผลกระทบในแง่จิตวิทยา ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจท่องเที่ยว แต่สำหรับอสังหาริมทรัพย์ยังประเมินผลกระทบได้ยาก แต่ถ้าไม่บานปลายรุนแรง ความเชื่อมั่นก็น่าจะกลับคืนมา
ทุนสิงคโปร์รอดูสถานการณ์
ธงชัย กล่าวว่า กลุ่มเฟรเซอร์ฯ ยังไม่ได้แสดงท่าทีไม่มั่นใจ เพียงแต่คาดหวังไม่อยากให้เหตุการณ์บานปลายมากกว่านี้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่ส่งกระทบต่อการลงทุน โดยเดิม K-LAND มีแผนที่จะลงทุนโครงการใหม่เพิ่มในปีนี้รวมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท แต่ตอนนี้ขอจับตาดูสถานการณ์ก่อนว่าจะมีทิศทางอย่างไร โดยจะระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น เพราะสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ขอนโยบายเศรษฐกิจชัดเจน
ธงชัย แสดงความเห็นว่า แม้ขณะนี้สถานการณ์จะดีขึ้นจากการลดหย่อนมาตรการดังกล่าว แต่ก็ยังมีหลายฝ่ายเกรงว่าจะมีการหวนกลับมาใช้มาตรการเดิมที่เข้มงวดอีก ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลกำหนดทิศทางนโยบายด้านเศรษฐกิจของชาติให้ชัดเจน เพราะมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ซึ่งขณะนี้สิ่งที่ต่างชาติไม่มั่นใจมากที่สุด คือ การเมืองไทย
เอสซีฯ ขอจับตาเหตุการณ์
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น ต้องอาศัยเวลารอดูสถานการณ์อีก 1-2 สัปดาห์ก่อนว่าจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ ส่วนแผนการลงทุนในปี 2550 ยังขอให้น้ำหนักกับแผนเดิมก่อน หากเหตุการณ์ยังไม่สงบอาจจะเลื่อนกำหนดการเปิดขายโครงการในปีนี้ออกไป ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อหารือในปลายเดือน ม.ค. นี้
กระทบอสังหาฯ แค่ชะลอซื้อ
ชายนิด โง้วศิริมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) แสดงความเห็นว่า เหตุการณ์ระเบิดมีผลกระทบเศรษฐกิจระดับมหภาค เพราะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย ต้องอาศัยระยะเวลาให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา
ในส่วนของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทันที คือ ท่องเที่ยว และห้างสรรพสินค้า แต่ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าได้รับผลกระทบหรือไม่ แต่ที่คาดไว้ผู้บริโภคอาจแค่ชะลอการตัดสินใจซื้อเท่านั้น ทั้งนี้มั่นใจว่าเหตุการณ์ไม่น่าจะรุนแรงอีก เพราะรัฐบาลน่าจะมีควบคุมสถานการณ์ในเมืองหลวงได้ดีกว่าในต่างจังหวัด
ต้องมองระยะยาว
ชายนิด กล่าวว่า ประเทศไทยถ้ามองในระยะสั้นจะเต็มไปด้วยปัจจัยลบ แต่ถ้ามองในระยะยาวจะมีแต่ปัจจัยบวก เช่น การเมืองที่จะมีเสถียรภาพขึ้น จะมีการเลือกตั้ง ความเป็นประชาธิปไตยจะกลับคืนมา ซึ่งนักลงทุนจะเกิดความเชื่อมั่น
นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลมีการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 5 สาย โดยใช้เวลา 6 ปี ถ้าผลักดันจนสำเร็จในปีนี้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะดีขึ้นทันทีในปีถัดไป เพราะดีเวลลอปเปอร์มั่นใจที่จะลงทุน ผลระยะยาวจะเป็นการลดการใช้น้ำมัน ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และจะทำให้ตลาดบ้านเดี่ยวกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
ทบทวนแผนปิดความเสี่ยง
สำหรับ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคฯ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการวางแผนธุรกิจของปีนี้ ซึ่ง ชายนิด กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทฯ จะทบทวนแผนอีกครั้ง เพื่อปิดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่จะเกิดขึ้น เบื้องต้นจะยังคงเดินหน้าตามแผนเดิมที่วางไว้ก่อน ที่จะมีเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาส 2
ทั้งนี้กลยุทธ์ของบริษัทฯ เน้นการวางแผนระยะสั้นและระยะยาวรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรุนแรง และพร้อมจะดึงทั้งสองแผนมาใช้ได้ตลอดเวลา พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคฯ ได้ใช้กลยุทธ์ Product Variety มีให้เลือกทั้ง บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ หลากหลายราคา ตั้งราคาขายต่ำกว่าคู่แข่ง และลงมารุกตลาด 1 ล้านบาทเป็นครั้งแรก ซึ่งมีดีมานด์สูง เป็นการลดความเสี่ยง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปีนี้กว่า 10%
แอล.พี.เอ็น มองยังไม่เลวร้าย
โอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เหตุการณ์ยังไม่รุนแรงเท่าวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทมากนัก เนื่องจากไม่มีแลนด์แบงก์อยู่ในมือ แต่จะกระทบกับความมั่นใจของผู้บริโภคมากกว่า อย่างไรก็ตามที่อยู่อาศัยเป็น Real Demand จึงไม่น่าจะกระทบตลาดนี้มากนัก สำหรับกลยุทธ์บริษัทฯ ยังคงเดิม เน้นทำงานเร็ว รักษาสภาพคล่อง รักษาอัตราหนี้สินต่อทุนให้ต่ำ ซึ่งใช้ได้ผลมาตลอดตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเป็นต้นมา และจะยังเดินหน้าเปิดโครงการแรกของปี 2550 ตามแผนที่วางไว้เดิม
|
|
 |
|
|