Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์15 มกราคม 2550
หุ้นกลุ่มแบงก์แผ่วเจอมนต์ IAS 39 สะกด             
 


   
search resources

Banking and Finance




หุ้นกลุ่มแบงก์เตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานการเงินใหม่ IAS 39 ต้องกันเงินสำรอง NPL เพิ่ม ส่งผลเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตาม หวั่นกระเทือนถึงกำไรปลายปีได้ แต่เอื้อประโยชน์ธุรกิจเช่าซื้อ-ลูกหนี้ให้เช่าแบบลิสซิ่ง BBL - SCB - KBANK กันสำรองไปเยอะแล้วอุ่นใจได้

ในช่วง 3 เดือนก่อนอังคารทมิฬ 19 ธันวาคมราวปลายปี 2549 จะสังเกตเห็นได้ว่าหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ฉายแววได้โดดเด่นมาจากการที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยลดลง และเป้าสินเชื่อที่คาดว่าจะมีการขยายตัวมากกว่าปีที่ผ่านมา หุ้นแบงก์หลายตัวราคาขึ้นเกินเป้าหมายพื้นฐาน แต่ปัจจุบันร่องรอยเช่นนั้นคือรองเท้าแก้วแห่งซินเดอเรล่า ทว่าชุดราตรีอันสวยสวยงามและรถม้าได้จางหายไปจาก ฤทธิ์มนต์ แห่ง IAS 39 เป็นสำคัญ

ขณะนี้ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มและช่วงเปลี่ยนผ่านในเรื่องของเกณฑ์มาตรการบัญชีระหว่างประเทศฉบับที่ 39 (IAS 39)ที่คาดว่าจะผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2551 และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกิจสถาบันการเงินฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติผ่านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้วและมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องมีกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของธนาคารพาณิชย์ก่อนปฏิบัติการตามเกณฑ์มาตรการบัญชีระหว่างประเทศ IAS 39 ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องทยอยกันเงินสำรองสำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารพาณิชย์ในสัดส่วน 100% ตามหลักเกณฑ์การกันสำรองแบบใหม่โดยการกันสำรองตามเกณฑ์ใหม่นี้ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ

ระยะแรก เริ่มตั้งแต่สิ้นงวดบัญชีของเดือนธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา สำหรับลูกหนี้ค้างการชำระหนี้เกิน 3เดือน ที่เป็นNPL ให้กันเงินสำรอง 100% โดยเริ่มจากลูกหนี้ที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว หรืออยู่ระหว่างบังคับคดี และลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี

ระยะที่ 2 เริ่มตั้งแต่สิ้นงวดบัญชีของเดือนมิถุนายน 2550 สำหรับลูกหนี้ค้างชำระ 6เดือน ให้กันเงินสำรอง 100% จากเดิมที่เคยกันเงินสำรองร้อยละ 50 และลูกหนี้ค้างชำระ 12 เดือน ให้กันเงินสำรอง 100 % ซึ่งในส่วนของลูกหนี้ค้างชำระ12 เดือน กันสำรอง 100 %เช่นเดิม

ส่วนระยะสุดท้าย เริ่มตั้งแต่งวดบัญชีของเดือนธันวาคม 2550 สำหรับลูกหนี้ค้างชำระเกิน 3 เดือน ให้กันเงินสำรอง 100% จากเดิมที่เคยกันเงินสำรองร้อยละ 20

ที่สำคัญ คือ การที่ธนาคารพาณิชย์ต้องกันเงินสำรองเพิ่มสูงขึ้นตามเกณฑ์มาตรการบัญชีระหว่างประเทศ IAS 39 ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีค่าใช้จ่ายในการกันเงินสำรองสูงขึ้นตาม จนกระทบต่อเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS)ด้วย

บทวิเคราะห์ของ บล.บีที ประเมินว่า เกณฑ์การสำรองใหม่จะทำให้ธนาคารขนาดใหญ่ 7 แห่ง ต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นถึง 4.17 หมื่นล้านบาท ซึ่งธนาคารที่ต้องกันสำรองมากสุด ได้แก่ ธนาคารทหารไทย จำนวน 1.69 หมื่นล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 1.67 หมื่นล้านบาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 9.9 พันล้านบาท และธนาคารไทยพาณิชย์ 3.3 พันล้านบาท ขณะที่ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารนครหลวงไทย อาจไม่ต้องตั้งสำรองเพิ่ม

นอกจากนี้ หากแบงก์ตั้งสำรองไม่ครบและมีขนาดเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ต่ำกว่า 9% ก็อาจจะจ่ายปันผลไม่ได้ โดย บล.สินเอเชีย คาดว่า ธนาคารกรุงไทยจะได้รับผลกระทบมากที่สุด และอาจทำให้ผลกำไรปี 2550 ลดลงได้

ด้าน บล.สินเอเชีย ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เกณฑ์ใหม่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจเช่าซื้อและลูกหนี้ให้เช่าแบบลิสซิ่ง จากเดิมต้องสำรองของหนี้แต่ละชั้นโดยไม่สามารถนับมูลค่ารถยนต์ เครื่องจักรที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการทำสัญญาเช่าซื้อและลิสซิ่งมาหักกับจำนวนสินเชื่อเพื่อคำนวณสำรองได้ เปลี่ยนเป็นให้สามารถนำมูลค่าของรถยนต์ และเครื่องจักร มาหักจากสินเชื่อก่อนคำนวณปริมาณสำรอง การเปลี่ยนเกณฑ์ดังกล่าวเป็นผลบวกต่อหุ้น บริษัททุนธนชาติ(TCAP),ธนาคารธนชาติ(TBANK) ,ธนาคารทิสโก้(TISCO) และ ธนาคารเกียรตินาคิน(KK) เพราะจะทำให้สำรองส่วนเกินที่มีอยู่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะใน TISCO และ TCAP-TBANK

นอกจากเกณฑ์คำนวณสำรองที่เปลี่ยนไปแล้ว ธปท.ยังห้ามธนาคารที่กันสำรองไม่ครบตามกำหนดเวลาแต่ละงวดบัญชีจ่ายปันผลด้วย คาดว่าในประเด็นนี้น่าจะมีผลกระทบต่อหุ้นธนาคารกรุงไทย (KTB) เพราะผลการคำนวณสำรองส่วนเพิ่มตาม IAS 39 มีอยู่สูงจนอาจจะทำให้ผลกำไรในปีหน้าลดลงอย่างน่าใจหายได้

จากการคำนวณจำนวนสำรองส่วนเพิ่มจากเกณฑ์ IAS 39 เบื้องต้นโดยเป็นการคำนวณจากมูลค่าหลักประกันเดิมปรับลดลงด้วยอัตราส่วน 62% และหักลบจากสำรองปัจจุบันที่มีอยู่ หลังจากนั้นก็นำไปหักออกจากสำรองส่วนเกินในแต่ละธนาคารอีกครั้งจึงเป็นสำรองส่วนเพิ่มในปี 50 ในแถวสุดท้าย โดยหากติดลบหมายถึงสำรองปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่าสำรองใหม่ตามเกณฑ์ IAS 39 ซึ่งมีเพียง 2 ธนาคาร คือธนาคารนครหลวงไทย(SCIB) และ ธนาคารไทยธนาคาร (BT)

ศศิกร เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า"เท่าที่ดูราคาหุ้นได้สะท้อนเรื่องการตั้งสำรองไปแล้ว แต่ถ้าเลวร้ายกว่าที่คาดไว้ มองว่า แบงก์ขนาดใหญ่ คือ ธนาคารกรุงเทพ (BBL), ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), ธนาคารกสิกรไทย(KBANK) มีการตั้งสำรองมากอยู่แล้ว แนะนำให้ลงทุนหุ้นแบงก์ใหญ่ยกเว้น KTB "

ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนของปี 49 กลุ่มธนาคารพาณิชย์ตั้งสำรองเฉลี่ยระบบแล้ว 64% , โดย BBL ตั้งสำรองไปแล้ว 71% , SCB ตั้งสำรอง 79% , KBANK ตั้งสำรอง 69%, KTB ตั้งสำรอง 40%

นอกจาก IAS 39 แล้วเหล่าบรรดาสถาบันการเงินคงต้องเร่งทำการบ้านอย่างหนักเร่งลด NPL ลงเพื่อเตรียมรับ BASEL2 ซึ่งเป็นมาตรฐานทางการเงินอีกฉบับ และหากมองยาวไปอีกถึงในปี 2551 หุ้นกลุ่มแบงก์ยังอาจจะต้องเผชิญกับฝันร้ายในเรื่องการเปิดเสรีทางการเงิน FTA กับสหรัฐฯอีกด้วย   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us