Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน10 มกราคม 2550
สหพัฒน์ฯเดินเครื่องกู้ภาพลักษณ์ไทย             
 


   
www resources

โฮมเพจ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

   
search resources

สหพัฒนพิบูล, บมจ.
บุญเกียรติ โชควัฒนา
Commercial and business




สหพัฒน์ฯ เร่งทำแผนล้างภาพลักษณ์ประเทศไทย หลังเหตุลอบวางระเบิดทั่วกรุง กระทบความเชื่อมั่นต่างชาติ เน้นปูพรมด้านการสื่อสารกับกลุ่มนักธุรกิจในใน ต่างประเทศ ชงไทยเป็นประเทศปลอดภัย คนไทยนิสัยดี และมีฝีมือการผลิตสินค้า ชี้อุตสาหกรรมขนาดย่อมยังน่าลงทุน เตรียมแจงเหตุบึ้มเป็นฝีมือผู้เสียผลประโยชน์การเมือง ระบุภาพลักษณ์ไทยจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ และการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน

นายบุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยกับ “ผู้จัดการรายวัน” ว่า จากการที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ได้มอบหมายให้ภาคเอกชน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด , บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และบริษัท ปูนซีเมนต์ ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยที่ดีในสายต่างประเทศ กรณีเกิดเหตุการณ์วางระเบิดในวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และสถานการณ์ขู่วางระเบิดในปัจจุบัน

ในฐานะที่บริษัทไอ.ซี.ซี.เป็นหนึ่งในสามตัวแทนของภาคเอกชนแผนการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยที่ดีในสายตาต่างประเทศได้วางแนวทางไว้ คือ กรณีมีการติดต่อกับผู้ประกอบการหรือนักลงทุนต่างประเทศ จะสื่อสารถึงภาพลักษณ์ว่าคนไทยซึ่งสะท้อนถึงประเทศโดยรวมว่า เป็นคนดี มีความสามัคคี มีฝีมือการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ

ประการสำคัญที่ต้องเน้นสื่อสารให้ต่างประเทศได้รับรู้ คือ เรื่องของความปลอดภัย โดยได้เตรียมชี้แจ้งข้อมูลว่า เหตุการณ์วางระเบิดไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด เพราะประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ อีกทั้งเหตุการณ์วางระเบิดเป็นฝีมือของผู้ที่เสียผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ใช่กลุ่มผู้ก่อการร้าย โดยขณะนี้ผู้ประกอบการรวมทั้งคนไทยยังไม่ตื่นกลัวกับเหตุการณ์ดังกล่าว แล้วทำไมต่างประเทศจะต้องกลัว อีกทั้งไทยก็ยังเป็นประเทศที่น่าลงทุนในหลากหลายธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดย่อม ที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะด้าน หรือใช้ความสามารถในการพัฒนา รวมไปถึงธุรกิจค้าปลีกก็ยังเป็นตลาดที่น่าลงทุน

อย่างไรก็ตาม การสร้างภาพลักษณ์เป็นเรื่องที่ตอบไม่ได้ว่า จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาต่างประเทศถึงจะกลับมาดีขึ้น นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วยว่าจะเลวร้ายไปมากกว่านี้ หรือไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นเลยก็เป็นได้ อีกทั้งการสร้างภาพลักษณ์จะดีหรือไม่ดี ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับสื่อด้วย โดยเฉพาะสื่อทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ หากมีการเสนอข่าวเกี่ยวกับการวางระเบิดอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยมองว่าการนำเสนอข่าวในแง่มุมที่ดีภาพลักษณ์ประเทศไทยก็จะดีขึ้น

“ที่ผ่านมาเครือสหพัฒน์ดำเนินธุรกิจกับต่างประเทศมานาน ไม่ว่าจะเป็น ประเทศญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา หรือกระทั่งอังกฤษ เราเองก็พยายามสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยสื่อสารถึงแต่ในแง่ดีของประเทศ เน้นนำเสนอในเรื่องคุณภาพการผลิตของคนไทยที่ได้มาตรฐาน มีฝีมือปราณีต ในขณะที่เครือสหพัฒน์เน้นการทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาโดยตลอด เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีให้กับธุรกิจอื่นๆ“

สำหรับนโยบายการตลาดของไอ.ซี.ซี. ปีนี้ได้วางแนวทางในการทำธุรกิจ “โตแบบไม่จำกัดขนาด” (Infinity) อย่างต่อเนื่อง จากการเป็นผู้รับสิทธิ์ผลิตและจัดจำหน่ายของต่างประเทศ หรือ ไลเซนซี จำนวน 45 แบรนด์ในประเทศไทย และแบรนด์ที่ไอ.ซี.ซี.สร้างเอง 6 แบรนด์ ได้แก่ บีเอสซี เซ็นท์แอนดรูว์ อองฟองค์ ฯลฯโดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าผลประกอบการมีอัตราการเติบโตกว่า 10% จากปีที่ผ่านมามีรายได้ 1.6 หมื่นล้านบาท แม้ว่าช่วงต้นปีนี้จะเกิดเหตุการณ์วางระเบิดก็ตาม แต่เชื่อว่ากำลังการซื้อของผู้บริโภค ยังคงดีกว่าเมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากปีที่ผ่านมามีปัจจัยลบด้วยกันหลายประการ อาทิ ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น ความไม่ชัดเจนทางการเมือง และภาวะน้ำท่วมในช่วงปลายปี   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us