Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน27 ธันวาคม 2549
"ไทยออยล์" ยอมรับปีหน้ารายได้ลดลง             
 


   
www resources

โฮมเพจ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

   
search resources

ไทยออยล์, บมจ.
Oil and gas




ไทยออยล์เตรียมกู้เงิน 100-150 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังเดินหน้าลุยโครงการต่างๆ ในปี 2550 คาดว่าจะใช้เงินสูงถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ยอมรับผลการดำเนินงานปีหน้าทรุด เหตุหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่น 2 เดือน และค่าการกลั่นลดลงอยู่ที่ 5-6 เหรียญสหรัฐ แต่ปีถัดไปเชื่อว่าผลการดำเนินงานดีขึ้น เพราะกำลังการกลั่นน้ำมันและพาราไซลีนเพิ่มขึ้น

นายวิโรจน์ มาวิจักขณ์ กรรมการอำนวยการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2550 ในกลุ่มบริษัท ไทยออยล์ จะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในโครงการส่วนขยายดังนี้ คือโครงการขยายกำลังการผลิตอีก 5 หมื่นบาร์เรล/วัน ของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่ 3 (CDU-3) ทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2.75 แสนบาร์เรล/วัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้างไปแล้ว 48% คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2550

โครงการขยายกำลังการผลิตพาราไซลีนของบริษัท ไทยพาราไซลีนจำกัด (TPX) ใช้เงินลงทุนประมาณ 282 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะนี้โครงการฯ ดังกล่าว มีความคืบหน้าโดยรวม 34% คาดว่าโครงการขยายกำลังผลิตของ TPX จะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2550 โครงการติดตั้งทุ่นผูกเรือเดี่ยว SBM-2 และท่อรับน้ำมันดิบใต้ทะเลขนาด 52 นิ้ว ใช้เงินลงทุน 150 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2550 เพื่อรองรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบที่มีขนาดระวางบรรทุก 2 ล้านบาร์เรล และโครงการติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซตัวใหม่ กำลังการผลิต 38 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 43 ล้านเหรียญสหรัฐ จะแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปี 2550

สำหรับแหล่งเงินทุนนั้น จะมาจากผลการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยคาดว่าปีหน้าค่าการกลั่นจะอยู่ที่ 4-5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องกู้เงินหรือออกหุ้นกู้ประมาณ 100-150 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่หากค่าการกลั่นเฉลี่ยต่ำกว่า 4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก็คงต้องกู้เงินมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะไม่เกิน 1 ต่อ 1 เท่า จากปัจจุบันที่มีอัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 0.7 เท่า

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ในปี 2550 คาดว่าค่าการกลั่นน้ำมันจะลดลงเล็กน้อยจากปีนี้เหลือเพียง 5-6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีอัตราการขยายตัวลดลง รวมทั้งมีปริมาณน้ำมันสำรองถูกเทขายออกมา คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะอยู่ที่ 50-60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลกจะโต 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยส่วนใหญ่จะมาจากจีน อินเดีย สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง เนื่องจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงบ้างในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ขณะที่กำลังการผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นมากมาจากประเทศนอกกลุ่มโอเปกกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากแท่นขุดเจาะน้ำมันใหม่ที่จะแล้วเสร็จ ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม ประมาณ 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศโอเปกลดลง

ทั้งนี้ ในปีหน้าบริษัทฯ จะหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นเพื่อเข้าระบบส่วนต่อขยายโรงกลั่นเป็นเวลาประมาณ 2 เดือนในช่วงปลายปี 2550 ทำให้รายได้ในปีหน้าจะลดลงจากการหยุดโรงกลั่น และค่าการกลั่นที่ลดลงเล็กน้อย แต่ในปีถัดไป ประเมินว่าไทยออยล์จะมีรายได้ดีขึ้น เนื่องจากมีส่วนขยายกำลังการผลิตโครงการต่างๆ แล้วเสร็จ

ในปี 2550 ธุรกิจการกลั่นจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 5 แสนบาร์เรลต่อวัน ขณะที่อุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปของจีนน่าจะเติบโตขึ้น 5-6% หรือประมาณ 4 แสนบาร์เรลต่อวัน ทำให้ปีหน้าราคาน้ำมันยังคงแกว่งตัวในระดับสูง เนื่องจากกำลังการผลิตน้ำมันดิบสำรอง และกำลังการกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปยังคงอยู่ในภาวะตึงตัวต่อไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศไทยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 2-3% ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันเตาจะลดลง 20% เนื่องจากท่อก๊าซฯ เส้น 3 แล้วเสร็จ

"ปีนี้ไทยออยล์เริ่มบริหารงานเป็นกรุ๊ป โดยมีกิจการหลายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลประกอบการดีกว่าที่คาดการณ์ไว้จากเมื่อกลางปีนี้ แม้ว่าราคาน้ำมันจะอ่อนตัวลงในช่วงไตรมาส 3-4 ก็ตาม แต่ภาพรวมไทยออยล์มีผลประกอบการดี ทำให้เรามั่นใจว่าการบริหารงานเป็นกรุ๊ปน่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องทั้งการบริหารงานและการขยายงานในอนาคต รวมทั้งมีการร่วมมือกับไออาร์ซีพี และโรงกลั่นน้ำมันระยอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้วย"

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า บริษัทลูกของไทยออยล์สนใจเข้าร่วมประมูลในโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) รอบใหม่ช่วงเมษายน 2550 โดยจะยื่นประมูลโรงไฟฟ้าขนาด 700-1400 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก โดยมีพื้นที่จำนวนกว่า 90 ไร่ เตรียมพร้อมอยู่แล้ว รวมทั้งบริษัทยังมีความได้เปรียบในด้านระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ ได้แก่ ท่อส่งน้ำมันดิบ ท่อก๊าซธรรมชาติ และระบบเชื้อเพลิงสำรอง เพราะตั้งอยู่ใกล้โรงกลั่นซึ่งมีการสำรองน้ำมันดีเซลไว้ ทำให้มีต้นทุนถูกกว่า รวมทั้งโครงการฯ นี้ได้รับอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว

ส่วนโครงการผลิตผลิตภัณฑ์พิเศษของ บมจ.ไทยลู้บเบสนั้น ในปีหน้ามีแผนจะเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์ Extract เดิม ให้เป็น TDAE (Treated Distillate Aromatic Extract) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตยางรถยนต์ ซึ่งประเทศในแถบยุโรปมีแผนที่จะบังคับใช้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และศึกษารายละเอียดในการสร้างหน่วยผลิตใหม่สำหรับการผลิต TDAE ด้วย   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us