Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน20 ธันวาคม 2549
"อุ๋ย"บอก"ไม่เป็นไร" ยอมถอยผ่อนกฎฯ             
 

   
related stories

ต่างชาติทำสงครามเงินบาท หุ้นดิ่ง 142 จุดเจ๊งล้านล้านบาท

   
www resources

โฮมเพจ ธนาคารแห่งประเทศไทย

   
search resources

ธนาคารแห่งประเทศไทย
ปรีดิยาธร เทวกุล, ม.ร.ว.
Stock Exchange




หม่อมอุ๋ยผู้อยู่เบื้องหลังมาตรการอัปยศ "อายัดเงินนำเข้า 30%" ออกทีวีประกาศยกเลิกบังคับใช้มาตรการฯ กับตลาดหุ้น หลังดัชนีดิ่งเหว 142 จุดเมื่อวานนี้ อ้างได้หารือผู้ที่เกี่ยวข้องจนรับทราบปัญหา แต่ไม่ยอมรับเป็นนโยบายที่ผิดพลาด จึงไม่จำเป็นต้องมีคนรับผิดชอบ แค่แก้ไขผลข้างเคียงถือว่าจบ ย้อนรอยขุ้นคลังอวดดี ลั่นทั้งวันไม่ยกเลิกมาตรการฯ ก่อนกลับลำตอนท้าย ด้านแบงก์ชาติผ่อนเพดาบัญชี NRให้ทำได้ไม่จำกัด จากเดิมที่กำหนดเพดานไว้ที่ 300 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (19 ธ.ค.) ภายหลังการออกกฎอายัดเงินนำเข้า 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีผลบังคับใช้ ทำให้ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวจาก 730 จุดในช่วงเช้า ก่อนมาปิดตลาดที่ 622 จุด หรือลดลง 108 จุด ปรากฏว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังได้เรียกผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับมาตรการดังกล่าวมาประชุมที่กระทรวงการคลังในเวลา 18.00 น. ได้แก่ สมาคมธนาคารไทย โบรกเกอร์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ภายหลังการหารือร่วม 2 ชั่วโมง ม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้แถลงข่าวจากกระทรวงการคลังผ่านโมเดิร์นไนน์ทีวีว่า ขอยกเลิกการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวกับเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่วันนี้ (20 ธ.ค.)

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรอ้างเหตุผลของการยกเลิกว่า หลังการใช้มาตรการดังกล่าวมา 1 วัน มีผลข้างเคียง จึงจะยกเว้นให้ในส่วนของเงินที่จะมาลงทุนในตลาดหุ้นไม่เข้าข่ายมาตรการฯ แต่พบว่า เงินที่เข้ามาเก็งกำไร ไปเก็งตลาดหลักทรัพย์ฯไม่มาก แต่ไปเก็งตราสารหนี้มากขึ้น ทำให้เราต้องปิดประตูของตลาดตราสารหนี้ หุ้นกู้ ช่องทางนี้เราต้องเก็บไว้เหมือนเดิม เพราะตลาดใหญ่ที่สุด ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หากประตูตลาดตราสารหนี้ถูกปิด ก็เชื่อว่าจะทำให้เงินดอลล่าร์สหรัฐเข้ามาสู่ตลาดตราสารหนี้ลดลง และเงินบาทไม่ถูกเก็งกำไร ดังนั้นเงินที่จะเข้ามาและโอนเข้ามาตั้งแต่วันนี้ (20 ธ.ค.) เพื่อเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นจะไม่มีการหักสำรอง 30% เพื่อให้นักลงทุนต่างประเทศสบายใจ และตลาดหุ้นจะมีแนวโน้มราคาหุ้นขึ้นได้ ตราบใดที่ต่างชาติมองว่าลงทุนในหุ้นได้เสรี นักลงทุนต่างชาติสบายใจ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรยอมรับว่า เพิ่งรู้ว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาจำนวนมากในระยะนี้ ส่วนใหญ่ไปอยู่ที่ตลาดตราสารหนี้และพันธบัตรเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่ตลาดหุ้น จึงถือเป็นบทเรียนที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบมากขึ้น ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้น "ไม่เป็นไร" แค่ 1 วัน แก้ได้ ไม่เสียหายอะไร ภาพเศรษฐกิจยังดีอยู่ เชื่อว่าในเวลา 8.30 น.วันนี้ (20 ธ.ค.) เงินจะเข้าตลาดหุ้น

"ต้องยอมรับว่ามาตรการนี้ใช้กับประเทศอื่นได้ผล แต่กับประเทศไทยไม่ได้ เพราะเรามาไกลกว่าคนอื่น เราเป็นประเทศเสรี หลังจากนี้ผมก็ต้องชี้แจงกับสื่ออื่นๆ ด้วย เช่นเดียวกับแบงก์ชาติก็ต้องชี้แจงด้วย"

หลังจากนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวอีกครั้งกับสื่อมวลชนที่ไปรอทำข่าวจำนวนมาก โดยระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ต้องหาคนรับผิดชอบ เพราะไม่ถือเป็นเป็นความผิดพลาดในนโยบายแต่อย่างใด

แฉเสียงแข็งทั้งวันยันไม่ยกเลิก

วานนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า มาตรการกันสำรอง 30% เป็นมาตรการที่ดี แม้ว่าจะทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นชะงักงันบ้างเล็กน้อย แต่เราไม่ต้องการให้เงินทุนไหลเข้ามาประเทศไทยมากเกินไป อีกทั้งมาตรการดังกล่าวเป็นเรื่องที่นักลงทุนไทยยอมรับและมีความต้องการอยู่แล้ว

"ส่วนตัวมองว่ามาตรการของธปท.ดีมาก เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อมีการประกาศใช้มาตรการนี้ออกมา ค่าเงินบาทก็อ่อนค่าลงทันที และคอยดูวันนี้ (19ธ.ค.) ได้เลยเชื่อว่าดีขึ้นแน่นอน และมั่นใจว่านักลงทุนในตลาดหุ้นไม่น่าชะงักการลงทุนนาน เนื่องจากเรามีเงินตราต่างประเทศที่อยู่ภายในประเทศในรูปของตั๋วสัญญาคอมเมอร์เชียล เปเปอร์อยู่ประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงแล้วก็คาดว่านักลงทุนต่างชาติจะนำเงินที่เหลือขยับไปซื้อหุ้นในตลาดหุ้นเอง" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ต่อมาเวลา 14.45 น.หลังประชุม ครม. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี แถลงกรณีดังกล่าวว่า ให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจง เพราะเป็นเรื่องที่ ธปท.ได้ดำเนินการ และทางรัฐบาลได้เตรียมการที่จะหาทางแก้ไขอยู่แล้ว

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรจึงให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า มาตรการรักษาค่าเงินบาท เป็นมาตรการของ ธปท. เป็นไปตามที่ภาคธุรกิจร้องขอ สืบเนื่องจากชัดเจนว่า มีเงินไหลเข้าจากต่างชาติมาในประเทศไทยมากเป็นเพราะ พื้นฐานเศรษฐกิจเราค่อนข้างดี ไม่นับการเมือง ราคาต่ออัตราทำกำไรค่อนข้างต่ำ ฉะนั้นโอกาสทำกำไรมากขึ้น ตอนแรกไม่รู้สึกอะไร แต่ช่วง 3 สัปดาห์หลังเห็นชัดเจนว่าเงินที่เข้ามา ซึ่งเดิมไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้ ตอนหลังเงินที่เข้ามาไปจมอยู่ในตลาดตราสานหนี้ระยะสั้นๆ ไม่ได้ไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สูงถึงแสนกว่าล้านบาท เห็นชัดว่า เงินที่เข้ามาเพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาทโดยแท้จริง อัตราการเข้าในสัปดาห์สุดท้ายสูงมากถึง 1 พันล้านเหรียญต่อสัปดาห์

“ด้วยเหตุนี้ถ้าเราปล่อยไว้ต่างชาติจะเข้ามาทำกำไรทั้ง 2 ด่าน ทั้งตลาดหลักทรัพย์และค่าเงินบาทของเรา ผู้ที่เสียประโยชน์คือพวกเราทั้งนั้น ในที่สุดก็จากที่ภาคธุรกิจร้องมา ธปท.ได้ใช้มาตรการมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาคือมาตรการกันการเอาเงินไปลงทุนในสิ่งระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือน แต่เมื่อใช้แล้วไม่ได้ผล เงินบาทยังแข็งต่อ จนครั้งสุดท้าย 35 .11 บาท จะทะลุ 35 ไป 34 บาทแล้ว ทาง ธปท.จึงไม่มีทางเลือกต้องออกมาตรการที่แรงขึ้น จากมาตรการดังกล่าวก็ได้ผลชะงักแน่นอนคือเงินบาทหยุดแข็ง เริ่มทยอยออกลง ซึ่งอันนี้เราต้องการรักษาภาคส่งออกไว้ให้ดีให้ได้ ส่วนผลที่มีในวันนี้เป็นผลที่คาดเดาไว้แล้ว อะไรก็ตามที่ไปหยุด หรือกันไม่ให้เงินดอลลาร์หรือเงินต่างชาติไหลเข้านั้น จะมีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์แน่นอน คาดเดาไว้แล้วว่า คงจะลงเยอะพอสมควร เพราะรัฐบาลนี้ไม่เข้าแทรกแซงแน่นอน ปล่อยให้ทุกอย่างปรับตัวตามธรรมชาติ เพราะอะไรที่ปรับตัวธรรมชาติจะปรับเร็ว และจะหยุดเร็ว”ม.ร.ว.ปรีดียาธร กล่าว

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า จะเห็นวันนี้ว่า ตอนที่ต่ำสุดลงไปถึง 100 พอยส์ ตอนนี้กระเด้งขึ้นมาแล้ว ผมว่าไม่น่าห่วง อะไรก็ตามที่ปรับตัวเร็วเดี๋ยวก็ขึ้นมาเอง และพื้นฐานของเศรษฐกิจค่อนข้างดี ขอให้ดูต่อไป มันจะมีขึ้นลงๆ อย่างนี้อีก 2-3 วันแล้วจะเข้ารูปเอง ไม่ได้มีปัญหาต่อคนอื่น เพียงแต่มีปัญหากับบริษัทที่เล่นหุ้นเท่านั้น และนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไร ซึ่งนโยบายที่ใช้คงไม่ทบทวน จะปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติ พวกนี้ถ้าเข้าไปแทรกแซง ดึงเอาไว้ มันจะเป็นอย่างนี้ไป 10 วัน ปล่อยทีเดียวเลย เมื่อกระเด้งกลับเดี๋ยวก็ปรับตัวเอง ไม่ต้องห่วงหรอก พวกที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เก่งทั้งนั้น บริษัทโปกเกอร์ บริษัทลงทุนเก่งทั้งนั้น พวกนี้กำไรมากกกว่าเราเยอะ เขาปรับตัวของเขาได้

“ผมบอกแล้วผมไม่แทรกแซง และจะลงต่ำสุดมันก็เริ่มช้อนซื้อกันขึ้นมาแล้ว ไปดึงไว้จะนาน ปล่อยไปเลย จะขึ้นมาได้ไม่มีปัญหาหรอก ไม่มีปัญหาต่อการส่งออก และอื่นๆ เขาปรับเล่นกันเองระหว่างคนซื้อคนขายหุ้นไม่ต้องไปห่วงเขา คาดเดาว่าวันนี้จะลง 10 เปอร์เซ็นต์ มันจะเป็นมาตาการชะงักทำให้ต่างชาติกลัวไม่เอาเงินเข้า คนก็กลัวว่าจะไม่มีคนมาทำให้ตลาดหุ้นขึ้น ก็จะขายเอาตัวรอดไว้ก่อน พอตั้งตัวได้เขาก็ซื้อกันได้ อย่าไปตื่นเต้นคนรวยเขาเล่นกัน ตลาดหลักทรัพย์เมื่อขึ้นก็ต้องลง ไม่มีลงแล้วไม่ขึ้น” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า เงินไหลออกไม่กลัว เพราะวันนี้อยากให้ออกบ้าง เพราะถ้าไม่ออกบาทจะแข็ง ประเด็นคือให้เขาตามตลอด ซื้อขายหุ้นแล้วไม่ได้เอาเงินบาที่ได้จากขายหุ้นมาซื้อดอลลาร์ส่งออก เปล่า เขาขายหุ้นแล้วเก็บไว้ในเมืองไทย เดี๋ยวเขาก็เล่นต่ออีก แปลกมากๆ ทีแรกนึกว่าขายแล้วไปซื้อดอลลาร์ส่งกลับ แสดงว่าขายแล้วเอาเงินไว้ในประเทศ เพราะถ้าเขาเอาออก เขากลับมาก็โดนมาตรการใหม่ เก็บไว้เดี๋ยวเขาเล่นต่อได้ ซึ่งพวกนี้เขาเข้าใจชัดเจนว่า เรากันเขาไม่ให้เอาเงินเข้าเกร็งกำไรกับค่าเงินบาท ชัดเจนเขาต้องสะดุดแน่ เราบอกชัดแล้วว่า เงินที่ไหลเข้ามาเมืองไทยมันมากเกินไป และมาบีบให้เงินบาท เราแข็งทำให้ผู้ส่งออกลำบาก เราต้องเลี้ยงเศรษฐกิจเราก่อน ตนไม่เลี้ยงนักลงทุนก่อนเลี้ยงเศรษฐกิจ มาตรการได้ผลทำไมไม่ชม

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า คนกลัวค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะออกไปกว่านี้อีกในโลก นักลงทุนในสหรัฐฯและนักลงทุนทั่วโลกก็ขายหุ้นที่สหรัฐฯ ขายตราสานหนี้ที่สหรัฐฯ เอาเงินดอลลาร์โอนมาเอเชียมาทั้งหมด ตั้งแต่เกาหลียังอินโดนีเซีย บังเอิญพื้นฐานเศรษฐกิจไทยค่อนข้างดีก็ไหลเข้าเยอะหน่อย ตอนแรกไม่รู้สึกอะไร แต่ 3 สัปดาห์ไปกองที่ตลาดตราสานหนี้ระยะสั้น คือรอเก็งกำไรอย่างนี้ไม่ไหว

แค่นั้นไม่พอหลังกลับไปทำงานที่กระทรวงการคลังในเวลา 15.00 น. ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังให้สัมภาษณ์อีกว่า แม้ว่าในวันนี้นักลงทุนจะเทขายหุ้นออกมามากจนทำให้ระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราวแต่นักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นทั้งในตลาดเงินตลาดทุนรวมทั้งค่าเงินบาท โดยปริมาณเงินที่ไหลออกจากการซื้อขายหุ้นในวันนี้กว่า 100,000 ล้านบาทยังคงอยู่ในประเทศไทยไม่มีการถ่ายโอนไปยังต่างประเทศ

“เงินกว่าแสนล้านที่ซื้อขายในวันนี้ยังไม่ออกไปไหน เท่าที่ตรวจสอบยังไม่พบว่ามีการซื้อเงินดอลลาร์แล้วโอนเงินจำนวนนี้ไปยังต่างประเทศ แต่มีการพักไว้ทั้งในรูปเงินฝากในตราสารหนี้และตลาดพันธบัตร”

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า จะยังไม่ทบทวนมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพราะมีความเหมาะสมดีอยู่แล้ว เพราะในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่ามมาเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในประเทศนั้นเป็นการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบามอย่างแท้จริง การที่ธปท.ออกมาตรการดังกล่าวออกมาสกัดการเก็งกำไรจึงมีเหตุผลที่สามารถยอมรับได้

ซึ่งการที่ธปท.ออกมาตรการออกมานั้นต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อตลาดทุนอย่างแน่นอน ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อรักษาเสถียรภาพระหว่างตลาดเงินและตลาดทุน ซึ่งการซื้อขายหุ้นในปริมาณที่สูงมากในวันนี้ต้องปล่อยให้มีการซื้อขายอย่างเต็มที่ไม่ต้องไปป้องกันแต่อย่างใด เพราะเมื่อซื้อขายกันเต็มที่โดยไม่ต้องไปปกป้องมากนักจะทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์กลับมาฟื้นตัวง่ายกว่าการออกมาตรการเพื่อป้องกันการซื้อขาย

ธปท.ผ่อนเพดานบัญชี NR

นางสาวนิตยา พิบูลย์รัตนกิจ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวหลังจาก ธปท.ได้เชิญให้นักลงทุนสถาบันทั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) บริษัทหลักทรัพย์(บล.) และบริษัทหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้ามารับฟังการชี้แจงมาตรการฯ ช่วงบ่ายวานนี้ว่า ธปท.จะยกเลิกการจำกัดวงเงินฝากของผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ (NR : non-resident) ในบัญชีเงินบาท ให้ทำได้ไม่จำกัด จากเดิมที่กำหนดเพดานไว้ที่ 300 ล้านบาท

“การประชุมในครั้งนี้โปรเกอร์ส่วนใหญ่ต่างก็บ่นกันมากพอสมควรว่าได้รับผลกระทบกับมาตรการ 30%และต่างพูดให้ฟังถึงผลกระทบและปัญหาที่เกิดขึ้นว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งเราก็ยืนยันว่าต้องดำเนินมาตรการดังกล่าวต่อไป หากใช้มาตรการอื่น เช่น ลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อจะช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทแข็งค่าได้น้อย โดยหากลดอัตราดอกเบี้ยไป 25 สตางค์ก็จะช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นได้เพียง 10% เท่านั้น ”

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า ยอมรับว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับลดลงเมื่อวานนี้กว่า 100 จุด ถือว่าเป็นการปรับลดลงแรงกว่าที่คาดไว้ หลังจากที่ธปท.ออกมาตรการใหม่ อย่างไรก็ตามโอกาสนี้น่าจะถือเป็นจังหวะที่นักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อหุ้นได้ และ ธปท.จะยังไม่ทบทวนมาตรการที่เพิ่งออกไปแม้ว่าตลาดหุ้นจะปรับลดลงก็ตาม เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเพิ่งจะมีผลบังคับใช้ได้ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น

ทั้งนี้ ในส่วนของเงินลงทุนในตลาดหุ้นที่เทขายออกไป ยังไม่เห็นว่ามีการแลกเงินนำออกไปนอกประเทศ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเป็นแค่อาการตื่นตระหนกระยะสั้นๆ แล้วก็อาจจะกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นใหม่ก็ได้ ซึ่งมาตรการสกัดเก็งกำไรไม่สามารถแยกออกมาตรการสกัดเงินทุนในแต่ละส่วนของเงินทุนที่ไหลเข้ามาได้ ซึ่งก็รอพิจารณาอยู่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร นักลงทุนก็สามารถพักเงินไว้ที่บัญชีนอนเรสซิเด้นท์ไม่จำเป็นต้องนำเงิน ออกไปทันทีก็ได้

นางอัจนา กล่าวว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ มีเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยสุทธิ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นเงินที่เข้าไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ) 3,000 ล้านเหรียญ และเงินที่ลงทุนในตลาดพันธบัตรอีก 500 ล้านเหรียญ ส่วนที่เหลือเป็นเงินที่เข้าไปลงทุนในตลาดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเงินระยะสั้น(บี/อี)หรือหุ้นกู้ระยะสั้น เป็นต้น

สำหรับสาเหตุที่นักลงทุนต่างชาติหันมาเก็งกำไรค่าบาทมากขึ้น เนื่องจาก ค่าบาทในขณะนี้ยังมีส่วนต่างเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 อยู่ที่ประมาณ 30-40% ซึ่งถือว่ายังมีส่วนต่างที่จะเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทได้ ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้และประเทศสิงคโปร์นักลงทุนได้มีการเข้าไปเก็งกำไรค่าเงินแล้ว ซึ่งทั้งสองประเทศส่วนต่างค่าเงินเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติแค่ 10% เท่านั้น

ด้านนางสาวนิตยา พิบูลย์รัตนกิจ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า เมื่อวานนี้ในช่วงเช้า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯจะปรับลดลงอย่างรุนแรงจนกระทั่งตลาดสั่งให้หยุดพักการซื้อขายเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ซึ่งสาเหตุที่ตลาดปรับลดลงแรงเนื่องจากช็อกกับมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาทที่ธปท.ประกาศไปเมื่อวานนี้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าขณะนี้ธปท.จะยังไม่ทบทวนมาตรการที่เพิ่งออกไปเพราะถือว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดในตอนนี้

“เท่าที่ดูผลของตลาดเงินค่อนข้างพอใจ มีการปรับตัวค่อนข้างสมดุลดี ทั้งผู้ส่งออกและนำเข้า มีการซื้อขายทั้ง 2 ข้าง โดยค่าเงินบาทเริ่มเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงอยู่ระหว่าง 35.64-35.67 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ตลาดหุ้นมีปัญหานักลงทุนตื่นตระหนกกว่าที่คาดไว้ ซึ่งแบงก์ชาติจะชี้แจงว่าในส่วนของนักลงทุนต่างชาติเดิมที่มีการนำเงินเข้ามาก่อนวันที่ 19 ธ.ค. จะไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการที่เราออกไป ดังนั้น นักลงทุนไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกมากเกินไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ธปท.ได้หารือร่วมกับบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซึ่งส่วนใหญ่ต่างแสดงความคิดเห็นไม่พอใจกับมาตรการดังกล่าวของธปท.ที่ออกมา ถือว่ามาตรการที่แรงมากเกินไปและมองว่าธปท.มุ่งเน้นดูแลเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจมากจนเกินไป โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อนักลงทุนต่างชาติใหม่ๆ ที่จะเข้ามาพัฒนาประเทศไทย ขณะเดียวกันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในช่วงบ่ายก็ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมประชุมต่างเห็นว่าต่างชาติสามารถโยกเงินไปตลาดอื่นได้ ก็ยิ่งสร้างผลกระทบต่อประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

นอกจากนี้ ธปท.ได้เปิดสายด่วน(ฮอตไลน์) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถซักถามเกี่ยวกับมาตรการสกัดกั้นเงินทุนนำเข้าระยะสั้น เพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท ที่เบอร์โทร 0-2356-7345-47 และที่เบอร์โทร 0-2356-8630-33

เอกชนชี้ ธปท.ผ่อนกฎไม่เห็นผล

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หลังจาก ธปท.ออกกฎผ่อนคลายเพดานวงเงินในบัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศโดยไม่มีข้อจำกัดจากเดิมที่กำหนดให้มียอดคงค้างของเงินฝากในแต่ละวันได้ไม่เกิน 300 ล้านบาท ว่าจะสามารถช่วยผ่อนมาตรการการตั้งสำรอง 30%ได้มากน้อยเพียงใดนั้นคงต้องรอดูผลต่อไปประมาณ 5 วันเนื่องจากมาตรการการตั้งสำรอง 30%ที่ประกาศออกมาใช้ถือว่าเป็นมาตการที่ค่อนข้างรุนแรง โดยส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลงเป็นร้อยจุด

"มาตรการการตั้งสำรอง 30%นับว่าเป็นมาตรการที่ค่อนข้างรุนแรง ดังนั้นการที่ธปท.ผ่อนคลายกฎเพดานวงเงินในบัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศนั้นถือเป็นมาตการเสริม แต่จะสามารถช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดให้กับนักลงทุนได้มากน้อยแค่ไหนคงต้องจับตาดูอีก 2-3 วันจึงน่าจะเริ่มเห็นผล" นายอัทธ์ กล่าว

สำหรับข้อดีข้อเสียหลังจากธปท.ออกมาตรการดังกล่าวมา ถือว่า ณ ปัจจุบัน ธปท.ได้เข้ามาสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาทอย่างจริงจังแล้ว หลังจากที่เคยเจรจากันมานานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แต่ก็ยังไม่มีการเอาจริงเอาจัง ส่วนมาตราการตั้งสำรอง 30%จะส่งผลต่อการเก็งกำไรค่าเงินบาทมากน้อยในระดับใดนั้นเชื่อว่าน่าจะสามารถช่วยสกัดกั้นให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมานิดหน่อยจะมากน้อยแค่ไหนคงต้องรอดูอีกสักพัก

"เชื่อว่าการที่ธปท.ออกมาตรการนี้มาถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว และเชื่อว่ามาตรการนี้จะช่วยทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงมาได้ โดยทั้งปีเชื่อว่าค่าเงินบาทจะแตะที่ระดับ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และในไตรมาส1และ2ปีหน้าเชื่อว่าค่าเงินบาทจะยังทรงๆ ตัวแตะที่ระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากการออกมาตรการสกัดกั้น โดยมองว่าสักระยะหนึ่งตลาดทุนน่าจะกลับเข้ามาสู่ภาวะปกติได้"นายอัทธ์ กล่าว

ขณะที่นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงมาตรการการยกเลิกการจำกัดยอดคงค้างของเงินฝากในบัญชีนอน-เรสสิเดนส์ว่า คงจะไม่ช่วยผ่อนคลายมาตรการที่ธปท.ออกมาก่อนหน้านี้มากนัก น่าจะเป็นการรองรับเงินทุนไม่ให้ไหลออกมากเกินไปหลังจากมีการเทขายหุ้นวานนี้ แต่การที่นักลงทุนจะไปลงทุนในตลาดอื่นๆอย่างตลาดตราสารหนี้ต่อนั้น คงยากเนื่องจากดอกเบี้ยยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

สำหรับมาตรการที่ธปท.ประกาศออกมา มีผลกระทบที่แรงต่อตลาดหุ้น ทั้งๆที่เป็นเงินที่ไม่ใช่เงินที่ธปท.ให้กันสำรอง เนื่องจากต่างชาติเห็นว่ามาตรการของธปท.ที่ออกมานั้น จะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไม่มาก ดัชนีตลาดฯคงจะไปไม่ไกล ก็เลยมีการขายทิ้งหุ้นออกมา   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us