ธุรกิจอสังหาฯในเครือตระกูลโสภณพนิชปูพรมโครงการคอนโดฯกลางเมือง เล็งงัดที่ดิน10-20 ไร่ ผุดโครงการ I-House RCA เฟสต่อเนื่อง มูลค่าไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท คาดผลิตซับพลายออกสู่ตลาดเกือบ 2,000 หน่วย เน้นกลุ่มลูกค้าคนเมือง ระบุ I-House เฟส 2 ยอดขายช่วงพรีเซลกว่า 50% ของ 810 ยูนิต คาดปีหน้าปิดการขายชัวร์ เปรยตลาดสำนักงานให้เช่ายังมีแนวโน้มเติบโต คาดสัดส่วนรายได้เช่า-ขายบ้าน 60:40% ยันช่วง 1-2 ปีไม่คิดตั้งกองทุนรวมอสังหาฯ แจงที่ดินสมุทรปราการกว่า 2,000 ไร่ ที่กองทุนรวมฯบางกอกอะพาร์ทเม้นท์ซื้อจากบัวหลวงยังไม่คิดทำอะไร โชว์วิชั่นแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของธปท.ไม่ขึ้น เสนอเลิกผูกติดดอกเบี้ยสหรัฐฯ
นายชาลี โสภณพนิช กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ซิตี้เรียลตี้ จำกัด เปิดเผยถึงความสำคัญของโครงการคอนโดมิเนียม I-House RCA ว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างคอนโดฯแล้วเสร็จเพิ่มขึ้นอีก 3 อาคาร ประกอบด้วย อาคาร E,Fและ G อาคารละ 270 ยูนิต รวม 810 ยูนิต เพื่อรองรับความต้องการของคนเมืองกลุ่มที่มีชีวิตอันทันสมัย ต้องการประหยัดเวลาในการเดินทาง ซึ่งยังมีอยู่มาก เห็นได้จากการตอบรับเมื่อเปิดโครงการ I-House เฟสที่ 2 ดังกล่าว และเริ่มทำการพรีเซลในช่วงที่ผ่านมา ปรากฎว่ามีลูกค้าเข้ามาจองแล้วถึง 50% และคาดว่าในเฟสที่ 2 จะปิดการขายได้ภายในปี 2550 อย่างไรก็ตามในส่วนของอาคารG ราคาขายต่อตร.ม.จะเพิ่มอีก 10,000 บาท เนื่องจากในแต่ละห้องจะมีการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ให้แก่ลูกค้า
ทั้งนี้ โครงการคอนโดฯ I-House Laguna Garden (RCA) เป็นคอนโดฯสูง 8 ชั้น บนพื้นที่ประมาณ 14 ไร่ จำวน 7 อาคาร แบ่งเป็นเฟส 1 แยกเป็น A,B,CและD จำนวนรวม 1,129 ยูนิต ซึ่งขายหมดไปก่อนหน้านี้ มูลค่าโครงการประมาณ 1,500 ล้านบาท และเฟสที่ 2 ที่อยู่ระหว่างการขาย มูลค่าขายประมาณ 1,200 ล้านบาท รวมมูลค่าขายเฉพาะเฟส1และ2 ประมาณ 2,700 ล้านบาท โดยขนาดของห้องชุดส่วนใหญ่จะเป็นแบบสตูดิโอ ขนาด 26 ตร.ม.ราคาเฉลี่ย 1.2-1.3 ล้านบาท
สำหรับแผนการลงทุนคอนโดฯกลางเมือง นายชาลี ระบุว่า ทางบริษัทฯยังคงเดินหน้าโครงการคอนโดฯต่อไป โดยจะนำที่ดินส่วนต่อเนื่องภายในโครงการประมาณ 10-20 ไร่ นำมาพัฒนาโครงการคอนโดฯในรูปแบบ I-House ในเฟสต่อเนื่องได้อีกประมาณ 7-8 อาคาร ประมาณ 2,000 ยูนิต ราคาขายจะไม่แตกต่างไปมากกว่าเฟสที่ผ่านมามากนัก คาดว่ามูลค่าขายของโครงการในเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งที่ดินดังกล่าว บริษัทจะมีโครงการพัฒนาไปได้ประมาณ 2-3 ปี ทั้งนี้ ที่ดินดังกล่าวจะอยู่ด้านหลังของโครงการและติดกับถนนพระราม 9
"ลูกค้าที่เข้ามาซื้อห้องชุดของโครงการI-House จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า อย่างช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาขายต่อตารางเมตรประมาณ 39,000 บาท แต่ขณะนี้ราคาขยับขึ้นไปมากกว่า 30% ขณะที่ลูกค้าบางกลุ่มได้รับผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า ซึ่งลูกค้าที่ซื้อเพื่อการลงทุนในโครงการมีประมาณ 20-30% "
นายชาลี กล่าวว่าในส่วนของโครงการใหม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา เนื่องจากทางบริษัทได้มีการลงทุนสร้างอาคารสำนักงานถนนสาทรติดกับอาคารสาธรซิตี้ สูง 28 ชั้น พื้นที่อาคารรวม 40,000 ตร.ม.แต่เป็นพื้นที่ขายสุทธิประมาณ 25,000 ตร.ม. ค่าเช่าประมาณ 750 บาทต่อตร.ม.มูลค่าอาคารประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท ในส่วนของโครงการริเวอร์ไซด์ การ์เด้น มารีน่า ทางบริษัทได้ปรับรูปแบบของโครงการใหม่ จากเดิมที่จะพัฒนาเป็นคอนโดฯและโรงแรม แต่ปัจจุบันได้กำหนดให้อาคารแรกเป็นคอนโดฯเพื่อขาย จำนวน 260 ยูนิต อาคารที่ 2 เป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่าราคาเฉลี่ย 60,000 บาท/เดือน/ยูนิต และอาคารเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เกรดเอ ราคาเฉลี่ย 1.1-1.2 แสนบาท/เดือน/ยูนิต ส่วนที่ดิน 14 ไร่ บริเวณถนนวิทยุ คาดว่าในปี 2550 จะเริ่มเห็นแผนการดำเนินงานของการพัฒนาที่ดินแปลงดังกล่าว
" ถึงแม้ขณะนี้สัดส่วนรายได้จากค่าเช่าจะขยับขึ้นมาที่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนของรายได้การขายบ้านจะประมาณ 40-30 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสมกับบริษัท เพราะรายได้จากค่าเช่าจะเสริมความมั่นคงและลดความผันผวนต่อบริษัท ส่วนที่มาคิดว่า เมื่อมีอาคารสำนักงานให้เช่าหรือโครงการให้เช่าเพิ่มขึ้น จะนำส่วนนี้ไประดมทุนผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั้น ในช่วง1-2 ปียังไม่คิด แต่ในอนาคตต้องมาว่ากันอีกครั้งหนึ่ง "นายชาลีกล่าวและว่า
สำหรับที่ดินเปล่าในจังหวัดสมุทรปราการ 49 โฉนด เนื้อที่รวม 2-126-3-91 ไร่ ที่ธนาคารกรุงเทพฯได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่กองทุนรวมบางกอกอะพาร์ทเม้นท์ ในราคา 978.40 ล้านบาท ซึ่งกองทุนฯดังกล่าว บริษัทซิตี้ เรียลตี้ฯ ถือหุ้นบางส่วนว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการอะไรกับที่ดินแปลงนี้ และยังคงถือครองโดยกองทุนฯต่อไป ซึ่งในส่วนของกองทุนฯที่บริษัทถืออยู่มีประมาณ 3-4 กองทุนฯ
นายชาลี แสดงมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยว่า ในปี 2550 อัตราดอกเบี้ยคงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปกว่าปี 2549 มากนัก เนื่องจากแนวโน้มของดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะไม่มีการปรับขึ้น เนื่องจากขณะนี้เงินทุนไม่ได้ไหลออกเหมือนช่วงที่ผ่านมา จนทำให้ธปท.ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นสูง แต่ขณะนี้เงินบาทแข็งค่า จึงไม่มีความจำเป็น และคิดว่านโยบายดอกเบี้ยของไทยไม่ควรที่จะไปผูกติดกับดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริการ เนื่องจากแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯในปี 2550 เริ่มอ่อนลง
|