|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
มิลเลนเนียม สตีล กู้เงินอีกประมาณ 3,500 ล้านบาท เพื่อใช้สร้างโรงงานถลุงเหล็กต้นน้ำกำลังการผลิต 5 แสนตันต่อปี หวังลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณภาพเหล็ก คาดเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ไตรมาส 3 ปี 51 และโครงการนี้ให้ผลตอบแทนจากการลงทุน ( IRR ) สูงกว่า 15% ขณะที่ผลงานปีนี้คาดกำไรดี ผลจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น ทาทา สตีล (ประเทศไทย) และใช้ชื่อเทรด TSTH หลังทาทา สตีลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 67%
นายสันติ ชาญกลราวี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลเลนเนียม สตีล จำกัด (มหาชน) (MS) เปิดเผยว่าขณะนี้ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เพื่อให้ลงทุนโครงการถลุงเหล็กต้นน้ำ ซึ่งมีกำลังการผลิต 500,000 ตันต่อปี มูลค่าเงินลงทุน 3,400-3,500 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนการลงทุน (IRR) มากกว่า 15% คาดว่าโครงการจะก่อสร้างเสร็จและเริ่มดำเนินการผลิตได้ประมาณไตรมาส 3 ปี 2551
โดยแหล่งเงินทุนที่บริษัทจะนำมาใช้ในการลงทุนครั้งนี้ คือกู้จากสถาบันการเงิน ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีและได้ดอกเบี้ยที่ระดับ MLR-1.1 และจะส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E RATIO) ของบริษัทเพิ่มจาก 0.6 เท่าเป็น 0.9 เท่า ซึ่งโครงการนี้จะก่อสร้างที่บ่อวิน จังหวัดชลบุรี
"ซึ่งหากโครงการแล้วเสร็จจะทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 1,000บาทต่อตัน รวมทั้งยังช่วยเพิ่มคุณภาพเหล็กให้สูงขึ้นและเพิ่มความสามารถในการผลิตเหล็กเพื่อรองรับอุตสาหกรรมรถยนต์แหล่งเงินทุนจะกู้สถาบันการเงินในประเทศ 100% และเราหวังจะผลิตเหล็กเกรดคุณภาพสูงที่ไทยยังไม่มีผู้ผลิต เพื่อรองรับการนำเข้าและทำให้ประเทศลดการขาดดุลการค้า และรองรับความต้องการใช้ในประเทศ และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ " นายสันติ กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสสุดท้ายปีนี้ MS คาดว่ากำไรน่าจะดีขึ้น อันเป็นผลจากกำไรการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งบริษัทจะบันทึกในไตรมาสดังกล่าวประมาณ 270 ล้านบาท ซึ่งผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีนี้ที่ผ่านมาพบว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 276 ล้านบาท เนื่องจากยอดขายและราคาขายที่เพิ่มขึ้น ตามความต้องการเหล็กเส้นของตลาดสหรัฐฯ เพิ่มสูง โดยบริษัทสามารถปรับราคาขายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยตันละ 400 บาท และบริษัทยังสามารถลดผลกระทบเชิงลบจากปัจจัยที่มีผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นสูงขึ้นและยอดขายก็สูงขึ้นด้วย ขณะที่ไตรมาส 3 ปี48 ขาดทุนสุทธิ 69 ล้านบาท
นายสันติกล่าวว่า MS ไม่มีแผนที่เข้าไปเทกโอเวอร์หรือซื้อกิจการที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน แต่ต้องการเน้นไปที่การผลิตสินค้าตัวอื่นที่มีความต้องการในตลาดสูงเป็นเหล็กชนิดพิเศษ ตลอดจนการหาโอกาสในการขยายการลงทุนในไทยเพื่อหาโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ ด้วย ขณะที่เป้าหมายของบริษัทคือต้องการหวังให้ EVA ของบริษัทเป็นบวก (EVA คือการประเมินผลที่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่าการที่นักลงทุนได้รับจากการลงทุนในตลาด ) ซึ่งขณะนี้ของ MS ยังติดลบอยู่ และคาดว่าอย่างเร็วสุดน่าจะทำได้ภายใน 3 ปีหลังจากนี้ โดยเน้นการลดต้นทุนผลิตและเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้MS ยังคาดว่ากำไรน่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 48 ผลจากปริมาณขายเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้า 1.1 ล้านตัน ขณะที่ปีก่อนมียอดขายอยู่ที่ 9 แสนตันเท่านั้น และขณะนี้กำลังผลิตเหล็กรีดร้อนของบริษัทอยู่ที่ประมาณปีละ 1 -1.1 ล้านตัน และคาดว่าหลังจากนี้ไม่เกิน 2 ปีจะเดินเครื่องผลิตเต็มกำลังการผลิตที่ 1.7 ล้านตันต่อปีได้ และแผนระยะยาวของบริษัทหลังจากนี้ 10 ปี จะมีกำลังการผลิตเกิน 30 ล้านตันต่อปี และมีเครือข่ายที่จะตั้งกระจายอยู่ทั่วโลก
สำหรับแนวโน้มตลาดเหล็กภายในประเทศปี 2550 มองว่าความต้องการใช้เหล็กจะใกล้เคียงกับปีนี้ที่ระดับ 13 ล้านตัน เนื่องจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ยังไม่เกิดขึ้นเพราะยังอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ขณะที่ภาพรวมของตลาดเหล็กโลกความต้องการใช้เหล็กน่าจะขยายตัวสูงขึ้นเนื่องจากประเทศจีน รัสเซีย และอินเดียยังมีความต้องการใช้เหล็กในก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งราคาเหล็กโดยรวมน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีนี้เล็กน้อย ตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น
นายสันติกล่าวว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ได้อนุมัติการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทมาเป็น บริษัท ทาทาสตีล จำกัด(มหาชน) หรือ TSTH ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อยื่นต่อกับกระทรวงพาณิชย์ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในวันที่ 14 ธันวาคม 49 นี้ หลังจากนั้นบริษัทจะดำเนินการยื่นเปลี่ยนแปลงชื่อหุ้นบนกระดานจาก MS เป็น TSTH ต่อไป
ทั้งนี้ เป็นผลจากการที่บริษัท ทาทา สตีล ภายหลังจากที่ ทาทา สตีล เข้าซื้อหุ้น MS จาก SCC จนมีสัดส่วนการถือหุ้น 67% จากก่อนหน้าที่ถือหุ้นอยู่เป็นอันดับ 2 รองจาก NATSTEEL ASIA PTE LTD ซึ่งถืออยู่ 45.32%
|
|
 |
|
|