|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
แบงก์ชาติคุมเข้มสถาบันการเงินออกเกณฑ์เพิ่มเติมด้านเงินกองทุน ระบุหากบีไอเอสต่ำกว่า 9.5% สั่งทำแผนเพิ่มทุน-ชะลอขยายสินเชื่อหรืองดโครงการที่ต้องใช้เงิน แต่ถ้าต่ำกว่า 8.5%ต้องถอดถอนบอร์ด และหากเงินกองทุนเหลือ 35%เพิกถอนใบอนุญาต หวั่นดูแล-ตรวจสอบไม่ทันการณ์ อาจเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนหน้า ธปท.เตรียมออกประกาศหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินเพิ่มเติมแก่สถาบันการเงินที่มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(บีไอเอส) ที่ต่ำกว่า 9.5% ซึ่งธปท.จะใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินฉบับใหม่เข้าไปดูแลสถาบันการเงินที่เข้าข่ายลักษณะนี้ โดยสั่งทำแผนเพิ่มทุนและพิจารณาการชะลอการขยายสินเชื่อหรืองดการดำเนินงานที่ต้องจ่ายเงินออกจากธนาคารออกไป เพื่อไม่ให้เงินกองทุนลดลงไปมากกว่านี้
ทั้งนี้ สาเหตุที่ออกหลักเกณฑ์นี้ เพราะในช่วงวิกฤตปี 40 สถาบันการเงินไทยประสบปัญหาอย่างมากและต่างชาติมองว่าธปท.อ่อนแอในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน รวมถึงการเข้าไปช่วยเหลือหรือแทรกแซงช้าเกินไป จนส่งผลให้เงินกองทุนของสถาบันการเงินลดลงอย่างรวดเร็ว และเกิดความเสียหายถึงประชาชนที่ออมเงินด้วย ดังนั้น ธปท.จะเข้าไปดูแลสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาให้ทันท่วงทีมากขึ้น พร้อมทั้งต้องการสร้างความคุ้นเคยและรองรับพ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินฉบับใหม่ที่จะนำมาใช้เร็วๆ นี้ด้วย
“ก่อนหน้านี้ที่แบงก์ชาติไม่ได้เข้าไปดูแลสถาบันการเงินจนต้องรอให้เงินกองทุนติดลบ เพราะเกิดความลังเลใจว่าตามหลักกฎหมายแล้วแบงก์ชาติควรเข้าไปดูแลหรือตามสิทธิของกฎหมายเจ้าหนี้ที่มีสิทธิยึดทรัพย์จะเข้าไปดูแลหรือเป็นอำนาจใคร แต่ขณะนี้แบงก์ชาติมองว่าสถาบันการเงินที่ประสบปัญหามีผู้ที่เสียภาษีและประชาชนที่ฝากเงินมีความเสียหายด้วย และหากเข้าไปทันถ่วงทีจะทำให้เกิดความเสียหายน้อยลง อย่างไรก็ตาม แบงก์ชาติจะดูแลสถาบันการเงินไม่ให้เงินกองทุนลดลงอยู่ในระดับ 1 ใน 3 ของเงินกองทุนขั้นต่ำที่แบงก์ชาติได้กำหนดไว้ “ผู้ช่วยผู้ว่าการธปท.กล่าว
ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ปัจจุบันธปท.กำหนดให้สถาบันการเงินต้องมีเงินกองทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 8.5% แต่ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่เฉลี่ยแล้วมีเงินกองทุนอยู่ที่ระดับ 14% และเงินกองทุนขั้นที่ 1 เฉลี่ยที่ระดับ 10%
ด้านนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า การเข้าไปดูแลสถาบันการเงินแต่ละแห่งของธปท. เมื่อเงินกองทุนลดลง จะมีขั้นตอนที่ชัดเจนเมื่อเงินกองทุนลดลงในแต่ละระดับ โดยหากเงินกองทุนลดลงถึง 60%ของเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธปท.กำหนด คือ 8.5% ธปท.จะเข้าไปถอดถอนคณะกรรมการธนาคารและตั้งคณะกรรมการธนาคารชุดใหม่แทน แต่หากเงินกองทุนลดลงเหลือ 35% ธปท.จะเพิกถอนใบอนุญาต
อย่างไรก็ตาม การเพิกถอนใบอนุญาตของสถาบันการเงิน ก็มีขอยกเว้นหากสถาบันการเงินรายนั้นมีแนวโน้มที่แสดงให้เห็นว่าสามารถฟื้นฟูธุรกิจได้ อาทิ นำเงินทุนก้อนใหม่มาฟื้นฟูกิจการหรือธปท.มองว่าจะกระทบต่อประชาชนวงกว้างก็อาจจะชะลอการเพิกถอนใบอนุญาต ถือเป็นอำนาจของธปท.อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ต้องรายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบก่อน
“แบงก์ชาติจะเพ่งเล็งเป็นพิเศษทันทีที่เงินกองทุนของแบงก์เริ่มลดลง แต่แบงก์ชาติไม่ได้มองแค่เงินกองทุนลดลงระดับหนึ่งแล้วจะเข้าไปจัดการ แต่หากจะดำเนินการบางอย่างไปก่อน โดยอาจสั่งให้แบงก์รายนั้นนั้นเพิ่มทุน ห้ามจ่ายเงินปันผลหรือโบนัส หรือแม้กระทั่งดำเนินการบางอย่างที่ชะลอโครงการต่างๆ ไม่ให้กระทบต่อเงินกองทุนให้เสื่อมมากกว่านี้ก่อน เพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและฐานะทางการเงินของเขาเอง ”นายไพบูลย์ กล่าว
ทั้งนี้ การที่ธปท.จะได้เข้าไปตรวจสอบสถาบันการเงินแต่ละแห่งก็จะมีการประเมินความเสี่ยงด้านต่างๆ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพตามมาตรฐานบาร์เซิล 2 ซึ่งแต่ละด้านก็มีกรอบที่ชัดเจนไว้แล้ว ดังนั้นเงินกองทุนของแต่ละสถาบันการเงินจะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละสถาบันการเงินเป็นหลัก ทำให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะมีเงินกองทุนแตกต่างกันออกไป
“การดำเนินการของธปท.ก็มีคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน(กนส.) ซึ่งมีทั้งคนภายในธปท.และคนนอกจากหน่วยงานต่างๆ ที่มีความรู้ในด้านต่างๆ ดูแลอยู่ด้วย ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน ถือเป็นกฎหมายฉบับใหม่ก็มีการกำหนดกรอบที่ชัดเจนไว้แล้ว คงไม่ให้แบงก์ชาติใช้อำนาจตามอำเภอใจ อย่างที่หลายฝ่ายมองกัน”นายไพบูลย์ กล่าว
|
|
 |
|
|