"ศุภาลัย"มั่นใจยอดรับรู้รายได้ปี2549เติบโตกว่า 40% ทำลายสถิติผลการดำเนินงานนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจ หลังได้รับอานิสงส์ 2 มหกรรมการขาย "ไทยแลนด์ คอนโด-ศุภาลัย ลีฟวิงอินสไปเรชันส์"กว่า 400 ล้านบาท ด้าน บิ๊กฮาริสัน ฟุ้งลูกค้าลงชื่อจองซื้อโครงการเฟสต่อเนื่องโครงการใหม่ย่านลาดพร้าว-รัชดา-ศรีนครินทร์ กว่า300-400 ราย ระบุราคาขายในตลาดคอนโดฯถึงจุดสูงสุด เตือนระวังภาวะโอเวอร์ซับพลายหากผู้ประกอบการแห่ขึ้นคอนโดฯในปี2550 ขณะที่ความต้องการเท่าเดิม
นายอธิป พีชานนท์ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2549 บริษัทจะมียอดรับรู้รายได้รวมเติบโตจากปีที่ผ่านประมาณ 30- 40% เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา บริษัททำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ตลอด ล่าสุดผลตอบรับจากการออกบูธในงานมหกรรม "ไทยแลนด์ คอนโด เอ็กซ์โปร 2006 "จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 พ.ย.ที่ผ่านมาบริษัทสามารถสร้างยอดขายเฉพาะภายในงานกว่า 100 ล้านบาท และคาดว่าจะมียอดขายต่อเนื่องหลังจากงาน ในระยะ2-3เดือนกว่า 2-3 เท่าตัว นอกจากนี้ บริษัทยังมียอดขายจากการจัดงาน " ศุภาลัย ลีฟวิงอินสไปเรชันส์ แอท ซีคอนสแควร์ " (Supalai’s living Inspiration@Seacom Square )ระหว่างวันที่ 21-26 พ.ย. ที่ผ่านมาอีกรวมกว่า 300 ล้านบาท โดยเป็นยอดขายในงาน 100ล้านบาท และเป็นยอดขายจาก 5 โครงการในโซนสนามบินสุวรรณภูมิ
" ยอดขายจาก 2 งานดังกล่าว ทำให้ขณะนี้ บริษัทมียอดขายสูงกว่าเป้าดำเนินการอยู่เล็กน้อย ดังนั้นจึงมั่นใจว่า ปี 2549 จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเป้ารายได้รวมทั้งปี 8,000 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้บริษัทศุภาลัย จะมียอดรับรู้รายได้สูงที่สุด จะเรียกว่าเป็นนิวเร็คคอร์ดของบริษัท นับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา "นายอธิปกล่าว
อนึ่ง ในปี2548 ที่ผ่านมา บริษัทฯมียอดรายได้รวม 7,381 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ 3,212 ล้านบาท ซึ่งในส่วนที่เหลือของยอดรับรู้รายได้ จะโอนมารับรู้ในปีนี้ประมาณ 2,700ล้านบาท ทำให้ในปีนี้ ศุภาลัย จะมียอดรับรู้รายได้เติบโตกว่าสูงจากปีที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 30- 40% หรือมียอดรับรู้รายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท ตามที่นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการบริษัทประมาณการณ์ไว้ในช่วงต้นปี
นายอธิปกล่าวว่า สำหรับงานมหกรรม "ไทยแลนด์ คอนโด เอ็กซ์โปร 2006" บริษัทฯได้นำโครงการคอนโดมิเนียมร่วมออกบูทในงาน 3 โครงการหลักๆ ส่วนที่เหลือเป็นการนำเอาห้องชุดในโครงการเก่าที่ยังเหลือขายอยู่2-3 ยูนิต ซึ่งเป็นห้องชุดที่ลูกค้าไม่สามารถโอนได้ เนื่องจากขอสินเชื่อไม่ผ่าน ทำให้บริษัทต้องนำห้องชุดดังกล่าวมาออกบูทขายในงานด้วย
ทั้งนี้ จากการสำรวจยอดผู้ลงทะเบียนเข้าชมงาน คาดว่าจะมากกว่า 30,000 คน ในเบื้องต้นคาดว่ายอดขายในงานรวมประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ และคาดว่าจะมียอดขายต่อเนื่องหลังจากงานอีกประมาณ 2-3 เท่าตัว หรือประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท โดยผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่เริ่มทำงาน ซึ่งจากการรวบรวมห้องชุดที่มียอดขายสูงสุดจะอยู่ระดับราคา 1-2 ล้านบาท
" จากการสำรวจพบว่า ผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่ มีความตั้งใจที่เข้ามาเลือกหาที่อยู่อาศัยโดยตรง ไม่ใช่กลุ่มที่เข้ามาเดินหาข้อมูล" นายอธิปกล่าว
สำหรับผลจาการออกบูทของบริษัทในงานมหกรรมคอนโดฯ ครั้งนี้ ทำให้บริษัทมียอดขายในงานรวม 20 ล้านบาท มาจาก 3 โครงการหลักคือ โครงการ ศุภาลัย ปาร์ค ศรีนครินทร์ ขณะนี้มียอดขายแล้ว 70% , โครงการศุภาลัย ริเวอร์ เจริญกรุง มียอดขายแล้ว 90% และ โครงการศุภาลัย คาซาริวา ถนนเจริญกรุง ซึ่งมียอดขายแล้ว 70% จากการเปิดขาย2 อาคารแรก ซึ่งจากการติดตามลูกค้าในงาน ที่เข้ามาชมโครงการและไปตัดสินใจซื้อที่โครงการ คาดจะทำให้บริษัทมียอดขายต่อเนื่องจากงานรวม 100 ล้านบาท
ส่วนผลการจัดงาน" ศุภาลัย ลีฟวิงอินสไปเรชันส์ฯ " ที่ผ่านมาปรากฏว่า บริษัทมียอดขายรวม 300 ล้านบาท โดยเป็นยอดจากการขายในงาน 100ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก200ล้านบาทเป็นยอดที่สามารถปิดการขายได้จากการพาลูกค้าเข้าเยี่ยมชมใน 5 โครงการย่านสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งใน5 โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่เปิดใหม่ 1 โครงการ
บิ๊กฮาริสันส่งสัญญาคอนโดฯอาจล้น!!!
ด้านนาย กิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการนำโครงการที่บริษัทบริหารการขายเข้าร่วมงานมหกรรมไทยแลนด์ คอนโด จากทั้งหมด 20โครงการ ปรากฏว่าสามารถทำยอดขายได้รวม 120ล้านบาท หรือประมาณ 35 ยูนิต โดยห้องชุดส่วนใหญ่ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าคือกลุ่มห้องชุดที่มีราคาขายระหว่าง 1-3ล้านบาท ลูกค้าในกลุ่มนี้จะมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 30,000บาทขึ้นไป ขณะที่ในบางบูท มีลูกค้าสนใจจะจองซื้อโครงการเฟสต่อเนื่อง อีกกว่า300-400 ราย อาทิ โครงการในย่านรัชดา ลาดพร้าว และโครงการในย่านศรีนครินทร์
"จากความต้องการในงานดังกล่าว เชื่อว่าเป็นสัญญาณที่ส่งผลบวกต่อตลาดคอนโดมิเนียมในปี50 เนื่องจากลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มระดับกลางที่มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ที่สุดในตลาด แต่อย่างไรก็ตามต้องรอดูสถานการณ์การลงทุนของผู้ประกอบการในปี2550 ด้วย เพราะหากกมีการลงทุนโครงการสูงมากๆ ในปีหน้า ขณะที่ความต้องการยังเท่าเดิม อาจจะส่งผลต่อการเกินภาวะโอเวอร์ซับพลายได้ ส่วนในเรื่องระดับราคาขายคอนโดมิเนียมเชื่อว่าไม่น่าจะมีการปรับตัวสูงกว่าปัจจุบันแล้ว เนื่องจากเชื่อว่าเป็นระดับราคาที่อยู่ในจุดสูงสุดของตลาดแล้ว" นายกิติศักดิ์กล่าว
|