|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
แบงก์ชาติเผยช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยทุกประเภทลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะราคาบ้านเดี่ยวราคาต่ำสุดในรอบ 4 ปี สอดคล้องกับตัวเลขยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยส่วนบุคคลของสถาบันการเงินในระบบเพิ่มขึ้นเกือบ 4 หมื่นล้าน เหตุผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ปรับกลยุทธ์ขายราคาถูกลง จูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อเร็วขึ้นในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอและการแข่งขันที่รุนแรง
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) แจ้งว่า ฝ่ายวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธปท.ได้รายงานดัชนีราคาที่อยู่อาศัยล่าสุดในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยทุกประเภทลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยเฉพาะดัชนีราคาบ้านเดี่ยวขยายตัวลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 0.9% และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่เป็นขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.9% ถือว่าราคาบ้านเดี่ยวลดลงมากที่สุดครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ปลายปี 2545 เป็นต้นมา
ส่วนดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ขยายตัวอยู่ที่ 2.5% ซึ่งก็ยังชะลอลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่เป็นขยายตัวเป็นถึง 6.6% ขณะที่ดัชนีราคาที่ดินขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ 4.7% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 5.6% ทำให้ดัชนีราคาบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินอยู่ที่ 2.5% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 4.9% นอกจากนี้ในส่วนของดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์พร้อมที่ดินชะลอตัวอยู่ที่ 3.8% เทียบกับไตรมาสก่อนอยู่ที่ 6%
ทั้งนี้สาเหตุหลักๆ ที่ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยทุกประเภทปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนเกิดจากการปรับตัวของผู้ประกอบการในช่วงที่ความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคลดลง ขณะที่สถานการณ์การแข่งขันของธุรกิจนี้รุนแรงขึ้น จึงจำเป็นให้ผู้ประกอบการต้องมีการควบคุมต้นทุนการประกอบธุรกิจมากขึ้น เพื่อให้ราคาที่อยู่อาศัยอยู่ในระดับที่ถูกลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยเร็วขึ้น
ขณะที่เมื่อพิจารณายอดคงค้างการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยส่วนบุคคลของสถาบันการเงินในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้อยู่ที่ 1.31 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 3.7 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.90% โดยแบ่งยอดคงค้างการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 6.76 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.21 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.39% จากไตรมาสก่อน
นอกจากนี้ยังเป็นยอดคงค้างการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยส่วนบุคคลของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อีก 965 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากไตรมาสก่อนถึง 245 ล้านบาท หรือลดลงถึง 20.25% ถือเป็นสถาบันการเงินประเภทเดียวในระบบเศรษฐกิจที่มียอดคงค้างลดลงอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาสนี้ ขณะเดียวกันบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ก็มียอดคงค้างการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 51 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 60.71% จากยอดคงค้างที่มีอยู่ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 135 ล้านบาท
ขณะเดียวกันในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมียอดคงค้างการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยธนาคารออมสินมียอดคงค้างอยู่ที่ 1.19 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 1.50 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.27% และธนาคารอาคารสงเคราะห์มียอดคงค้างอยู่ที่ 5.17 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 1.35 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 2.68%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี(เอ็มแอลอาร์) ยังคงอยู่ในระดับ 7.50-8.00% ถือว่ายังคงสูงอยู่ แต่ด้วยกลยุทธ์การตลาดของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แต่ละค่ายต่างลดต้นทุนในการดำเนินงานและประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถกำหนดราคาที่อยู่อาศัยลดลงกว่าคู่แข่ง ขณะเดียวกันเป็นการกระตุ้นยอดขายที่อยู่อาศัยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วขึ้นในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยส่วนบุคคลของสถาบันการเงินยังขยายตัวได้ดีอยู่
|
|
 |
|
|