Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มกราคม 2539








 
นิตยสารผู้จัดการ มกราคม 2539
ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมหน้าจอทีวี "โฆษณากุญแจล็อกกันขโมยยังไม่ได้"             
โดย ไพเราะ เลิศวิราม
 

 
Charts & Figures

คณะกรรมการบริหาร บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด


   
search resources

ไอบีซี ซิมโฟนี, บจก.
TV




ภาพความชื่นมื่นในการบุกเข้าไปลงทุนในประเทศอินโดจีนของกลุ่มชินวัตร เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายการขยายอาณาจักรในต่างแดน ยังไม่ทันจางหายดี

ชั่วเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปี ไอบีซีเคเบิลทีวี กลับถอยทัพลงทุนกลับประเทศ บอกคืนสัมปทานให้บริการโทรทัศน์ แบบฟรีทีวีทั้งในกัมพูชาและลาว กลับคืนให้รัฐบาล และขายอุปกรณ์ทั้งหมดให้กับนักลงทุนรายอื่น คงเหลือแต่ธุรกิจโทรคมนาคมที่ยังคงดำรงอยู่

เกิดอะไรขึ้นกับไอบีซี ?

ที่จริงเหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เป็นเรื่องธรรมดาของการดำเนินธุรกิจ เมื่อกิจการใดที่ขาดทุน หรือไม่มีอนาคต ก็ควรจะตัดทิ้ง

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ทำไมการดำเนินธุรกิจโทรทัศน์ ของไอบีซีจึงล้มเหลวทั้งสองประเทศ ทั้งๆ ที่ไอบีซีในไทยก็มีทั้งความพร้อมในเรื่องของบุคลากร และซอฟท์แวร์ ที่สำคัญคือ ประสบการณ์ในธุรกิจเคเบิลทีวี แม้จะไม่ใช่ฟรีทีวีโดยตรง แต่ก็อาศัยเทคนิคที่ไม่แตกต่างกันนัก

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับไอบีซี ในกัมพูชาและลาว แม้จะเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ แต่ก็มีจุดจบที่คล้ายคลึงกัน

กัมพูชา นับได้ว่าเป็นประเทศแรกที่กลุ่มชินวัตรสามารถคว้าสิทธิ์เข้าไปลงทุน

ภาพการลงทุนของกลุ่มชินวัตรในเวลานั้น ดูยิ่งใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะกัมพูชาเป็นประเทศที่เพิ่งฟื้นจากสงครามไม่นาน และเริ่มเปิดรับนักลงทุนจากต่างแดนและเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทุนสื่อสารไทย กำลังมุ่งมั่นอยู่กับการแสวงหาธุรกิจในต่างประเทศเพื่อขยายแหล่งที่มาของรายได้

โทรศัพท์มือถือ และสถานีโทรทัศน์และวิทยุ คือ สองโครงการสำคัญที่ชินวัตรได้รับจากรัฐบาลกัมพูชา

ผู้บริหารของไอบีซีเคเบิลทีวีเล่าว่า การดำเนินงานของไอบีซีแคมโบเดีย ในช่วงแรกไปได้ดี เพราะในเวลานั้น สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ของไอบีซีแคมโบเดียเกือบเป็นสถานีเดียวที่ถ่ายทอดรายการ ในขณะที่ทีวีช่อง 7 หรือทีวีกัมพูชาที่เป็นของรัฐบาล มีกำลังส่งและรายการน้อยกว่า ทำให้เรตติ้งคนดู 98% ตกเป็นของช่อง 5

"ในช่วงนั้นเรามีรายได้จาการขายโฆษณา ที่เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ที่เข้าไปขายในกัมพูชาเดือนละ 6-7 ล้านบาทต่อเดือน เรียกว่า มีแนวโน้มที่สดใสมาก" ผู้บริหารของไอบีซีเล่า

ไอบีซี แคมโบเดียนั้นทุ่มการลงทุนเต็มที่ นอกเหนือจากเงินทุนที่ใช้ในการจัดตั้งสถานีทีวี และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ จำนวน 70 ล้านบาทแล้ว ไอบีซีแคมโบเดียได้ว่าจ้างพนักงานท้องถิ่นแบบเต็มอัตราศึก

"คนสัก 40-50 คนน่าจะเพียงพอกับการดำเนินธุรกิจทีวีในกัมพูชา แต่นี่เราจ้างเกือบ 200 คนเรียกว่า เต็มระบบของสถานีโทรทัศน์ของช่อง 7 สีของไทยเลยทีเดียว" ผู้บริหารของไอบีซีเล่า

การเข้าไปลงทุนของไอบีซีในกัมพูชามาจากเงื่อนไขทางการเมือง เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในกัมพูชาขึ้น การลงทุนของไอบีซีย่อมได้รับผลกระทบได้ด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเลือกตั้งทั่วไปในกัมพูชา ไอบีซีแคมโบเดียได้ถูกกล่าวหาว่า ช่วยหาเสียงให้ฝ่ายฮุนเซ็น จนเป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้ามคือ เจ้ารณฤทธิ์เมื่อขึ้นเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก สั่งให้นำกลับมาทบทวนใหม่ อายุสัมปทานที่เคยคาดว่าจะได้ถึง 99 ปีถูกกำหนดลดลงเหลือเพียงแค่ 30 ปี

แต่ปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบชัดเจนที่สุดคือ การที่ไอบีซีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นการก่อรัฐประหารในกัมพูชา

นับตั้งแต่นั้นสถานการณ์ของไอบีซีแคมโบเดีย เริ่มสั่นคลอนมาตลอด ตัวเลขรายได้เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด รายได้จากการขายโฆษณาที่เคยขายอยู่นาทีละ 600 เหรียญสหรัฐ ลดลงเหลือเพียง 13-30 เหรียญเท่านั้น เนื่องจากการชะงักงันของธุรกิจภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ในเชิงธุรกิจแล้วคู่แข่งขันของไอบีซีเพิ่มมากขึ้นอีกหลายสถานี นอกจากช่อง 7 ที่เป็นของรัฐแล้ว รัฐได้ให้เอกชนเช่าเวลาของช่อง 3 และช่อง 9 ของพรรคฟุนซินเปค ช่อง 11 ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งเริ่มดำเนินการ และช่อง 12 เป็นสถานีของกองทัพ ที่ได้ให้เอกชนเข้ามาเช่าเวลาออกอากาศ

"ในการแข่งขันนั้น เราต้องซื้อลิขสิทธิ์รายการต่างจากผู้ผลิตรายการทั้งในและต่างประเทศมาแพร่ภาพ ในขณะที่สถานีทีวีท้องถิ่น เขาไม่มีต้นทุนในส่วนนี้ เพราะเขามาเดินซื้อวิดีโอเทปราคาไม่กี่ร้อยบาทจากในไทยไปแพร่ภาพ ซึ่งเราทำอย่างนั้นไม่ได้" ผู้บริหารของไอบีซีเล่า

นอกจากนี้รัฐบาลของกัมพูชาเริ่มเข้ามาควบคุมมากขึ้น โดยตั้งเงื่อนไขว่าหากเจ้าของสินค้าลงโฆษณาในไอบีซี แคมโบเดีย จะต้องลงโฆษณากับสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลด้วย

เมื่อโอกาสทางธุรกิจไม่เอื้ออำนวย แถมยังโดนพิษการเมืองเล่นงาน คงไม่คุ้มแน่หากจะลงทุนต่อ ทางออกที่ดีที่สุดคือ ปิดฉากการลงทุนโทรทัศน์ในกัมพูชา โดยอุปกรณ์สถานีทั้งหมดถูกขายไปให้กับบริษัทไทยนครพัฒนา ที่ร่วมหุ้นกับกันตนาที่ได้สัมปทานโทรทัศน์จากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาไปทั้งหมด ในราคาที่ต่ำกว่าเป็นเท่าตัว ส่วนตัวสัมปทานอยู่ระหว่างการตกลงกับรัฐบาลกัมพูชา ส่วนในเรื่องของราคาหุ้นที่จะขายคืนให้กับทางรัฐบาล คงเหลือไว้แต่โทรศัพท์พื้นฐานในนั้น

สำหรับลาวแล้ว การลงทุนธุรกิจทีวีของไอบีซี อาจเป็นเรื่องของความบังเอิญก็ว่าได้ เพราะเป้าหมายการลงทุนของชินวัตร คือ กิจการโทรคมนาคมตามแผนพัฒนาระบบโทรคมนาคม ฉบับที่ 3 ที่ชินวัตรได้สิทธิ์ให้บริการโทรศัพท์มือถือ วิทยุติดตามตัว โทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ

ภายใต้ข้อตกลงเหล่านี้ ครอบคลุมไปถึง การจัดสร้างสถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน หรือ อัพลิงค์-ดาวน์ลิงค์ เพื่อส่งสัญญาณโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ ซึ่งชินวัตรเตรียมการเอาไว้ในกรณีที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะพ่วงด้วยธุรกิจสถานีโทรทัศน์ในนครเวียงจันทร์ เพราะในเวลานั้นไอบีซีก็เริ่มมีประสบการณ์ทำทีวีในกัมพูชาอยู่แล้ว

โครงการอัพลิงค์-ดาวลิงค์ และสถานีโทรทัศน์จึงมาอยู่ภายใต้การดำเนินงานของไอบีซีทั้งหมด ซึ่งไอบีซีได้ลงนามเซ็นสัญญากับ กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม ช่วงปลายปี 2536 จัดตั้งบริษัท ไอบีซี(ลาว) ถือหุ้นโดยไอบีซี 70% และรัฐบาลลาว 30% เพื่อดำเนินกิจการทั้งสอง ที่มีอายุสัมปทาน 15 ปี

ส่วนธุรกิจโทรคมนาคม อยู่ภายใต้การดำเนินงานของชินวัตรอินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งมีการแบ่งแยกการลงทุนออกอย่างชัดเจน

เม็ดเงินจำนวน 50 ล้านบาท ถูกใช้ไปกับการสร้างสถานีโทรทัศน์ ซึ่งมีมูลค่าใกล้เคียงกับการลงทุนในกัมพูชา แต่สัญญาณกลับครอบคลุมได้แค่นิดเดียว เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา

ที่สำคัญการที่ลาว สามารถรับสัญญาณโทรทัศน์จากไทยได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่อง 7 ที่คนลาวติดหนังและละครอย่างเหนียวแน่น

ยิ่งไปกว่านั้นการดำเนินกิจการของไอบีซีลาว ถูกควบคุมโดยกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรมทั้งหมด ที่ต้องการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้ เพราะอยู่ภายใต้ระบบการปกครองแบบสังคมนิยม ในขณะที่เป้าหมายของไอบีซีในลาว คือ การดำเนินกิจการในลักษณะของธุรกิจ

"พอทำไปสักพักก็เริ่มขัดแย้ง เพราะรัฐบาลลาวรับไม่ได้กับสิ่งที่เราทำออกไป เช่น การทำรายการสืบสานวัฒนธรรมลาว ที่มีการเอาชุดประจำชาติของลาวมาแนะนำว่า เป็นชุดอะไร อยู่ในยุคสมัยไหน จึงมีการรับสมัครผู้หญิงลาวมาเป็นแบบ เพื่ออธิบายชุดของเขา แต่รัฐบาลเขาไม่ยอม และให้เหตุผลว่า กดขี่ทางเพศ เห็นผู้หญิงเป็นแค่หุ่น จนเราต้องเอาชุดไปใส่ไม้แขวนเสื้อแทน ในขณะที่คนลาวดูแฟชั่นโชว์ชุดว่ายน้ำจากช่อง 7 ของไทยได้หมด" ผู้บริหารของไอบีซีเล่า

ในขณะที่โฆษณาก็ถูกควบคุมและตรวจสอบตลอดเวลาและไม่ค่อยมี ในช่วงหลังสถานการณ์ค่อนข้างแย่มาก

"โฆษณากุญแจล็อกกันขโมย ก็ถูกห้ามออกอากาศเพราะรัฐบาลกลัวว่าจะเพาะนิสัยลักขโมยให้กับประชาชน" ผู้บริหารไอบีซีเล่า

ผลที่ตามมา คือ ไอบีซีลาวขาดทุนเดือนละเกือบ 1 ล้านบาทตั้งแต่ต้นปี ทำให้ไอบีซีต้องหันกลับมาทบทวนการลงทุน

"ปัญหาคือ เรามองความต้องการของรัฐบาลลาวผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น และไม่ได้ทำธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของเขาว่าจะเป็นธุรกิจ หรือเป็นแค่บรรณาการ" ผู้บริหารกล่าว

ทางออกที่ดีที่สุดของไอบีซีคือ การโอนย้ายกิจการสถานีโทรทัศน์ให้กับรัฐบาล และขอแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์อื่นๆ ในกิจการโทรคมนาคม ที่ชินวัตรได้สัมปทานอยู่ในเวลานี้ ซึ่งข้อตกลงเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นเจรจา และยังไม่รู้ว่าจะสรุปลงตัว ณ จุดใด

ผลการล้มเหลวของการลงทุนลาว และเขมร คือบทเรียนที่ไอบีซีลืมไม่ลงและนับเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ไอบีซีต้องตัดสินใจ

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us