|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ซีพีเอฟ ประกาศลุยตลาดอาหารสำเร็จรูปทั้งในและต่างประเทศ เลี่ยงโรคไข้หวัดนกระบาดกระทบยอดขายล่วงเป็นระลอก พร้อมรับไลฟ์สไตล์คนทั่วโลก –ไทยเปลี่ยนมีความเร่งรีบในชีวิต ตั้งเป้าสัดส่วนยอดขายเพิ่ม 15-20% ระบุอัดงบ 900 ล้านบาท ควักแบรนด์”ซีพี”ติดบนบรรจุภัณฑ์-เปิดตัวโฆษณาการันตีความสด สะอาด ปลอดภัย สิ้นปีกวาดรายได้ 1.3 แสนล้านบาท
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ในปีหน้านี้ บริษัททำตลาดอาหารสำเร็จรูปในเชิงรุกมากขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยมีอัตราการเติบโตที่สูง จากไลฟ์สไตล์ของคนไทยมีความเร่งรีบในการดำเนินชีวิตมากขึ้น บริษัทจะเน้นทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากก่อนหน้านี้ในตลาดต่างประเทศส่งออกเนื้อไก่ปรุงสุกเป็นหลัก
ขณะนี้บริษัทได้โควตาผลิตไก่ปรุงสุก 1.3-1.5 แสนตันในยุโรป แต่ล่าสุดได้เตรียมปรับแผนส่งออกสินค้านอกเหนือจากโควต้า เป็นอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน อาทิ ไส้กรอก หมู ฯลฯ ในปีหน้านี้สัดส่วนอาหารสำเร็จรูปเพิ่มจาก 10% เป็น 15-20% โดยเป็นยอดขายจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จากที่เกิดไข้หวัดนกระบาดในสัตว์ปีกเมื่อปี 2547 คนไทยรวมทั้งทั่วโลกบริโภคเนื้อไก่น้อยลง ทำให้ยอดขายของบริษัทลดลง ดังนั้นแผนการทำตลาดในเบื้องต้น บริษัทหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์สินค้าในเครือซีพี โดยบริษัทได้ทุ่มงบไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2547 กระทั่งปัจจุบันรวมกว่า 900 ล้านบาท ทั้งในรูปแบบของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ และการติดฉลากบนบรรจุภัณฑ์ เพื่อนำแบรนด์ ซีพี การันตีถึงความสด สะอาด ปลอดภัย
สำหรับการติดฉลากบนบรรจุภัณฑ์ บริษัททำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในส่วนของต่างประเทศ เพื่อสร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จึงมีการทำโฆษณาในประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน ฯลฯ อย่างไรก็ตามในช่วงที่ไข้หวัดระบาดในแต่ละประเทศ ยอดขายของบริษัทก็จะได้รับผลกระทบทันที
นายอดิเรก กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายการตลาดของบริษัทต้องการเป็นผู้นำด้านการผลิตอาหารในภูมิภาคเอเชีย ล่าสุดได้ของบอนุมัติบอร์ด ทุ่มงบ 100 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตฟาร์มอาหารสัตว์ พ่อแม่พันธุ์ และผลิตเนื้อไก่และสุกร ที่ ประเทศลาวในเมืองเวียงจันทร์ มีกำลังผลิต 1.2 หมื่นตัน เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ พร้อมกันนี้ได้ขยายโรงงานอินเดีย รัสเซีย มาเลเซีย และจีน ภายใต้การใช้งบ 3,000 -4,000 ล้านบาท
ผลประกอบการสิ้นปีนี้ บริษัทตั้งเป้า 1.3 แสนล้านบาท แบ่งเป็นในประเทศ 80% และต่างประเทศ 20% โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมานี้ มียอดขาย 9.2หมื่นล้านบาท กำไร 9,200 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้ ผลิตภัณฑ์จากอาหารสัตว์ 30% ไก่ 25% และหมู 15% อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาสสี่คาดว่าสภาพตลาดมีแนวโน้มดีขึ้น เพราะราคาไข่ไก่และไก่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ หลังจากที่ผ่านมายุคตกต่ำมาแล้ว โดยราคาเพิ่มขึ้นจาก 23-24 บาท เป็น 33-35 บาท
|
|
 |
|
|