เมืองไทยมักมีเรื่องแปลกแต่จริงให้รับรู้กันอยู่เนืองๆ ไม่จบสิ้นแทบจะทุกเรื่อง
เดือนก่อนก็มีเรื่องเรือดำน้ำที่ฉากเหตุการณ์ถูกกวาดกันตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งก็เล่นเอารัฐบาลแทบไม่ต้องทำอะไรกันเลยหลายอาทิตย์
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสัมปทานสร้างทางด่วนสายใหม่ที่เชื่อมต่อทางด่วน 2
ของบีอีซีแอลที่คนของพรรคพลังธรรมเป็นเจ้าของเรื่อง ก็ถูกยกขึ้นมาเล่นงานพรรคพลังธรรมด้วยเหตุผลว่า
พยายามยกสัมปทานให้บีอีซีแอลอย่างไม่โปร่งใส และผู้นำในรัฐบาลบางคน(ทักษิณ
ชินวัตร) มีผลประโยชน์ในรูปหุ้นอยู่กับบีอีซีแอล ซึ่งส่อเจตนาไม่บริสุทธิ์ใจ
นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีเรื่องสัมปทานคลื่นโทรศัพท์มือถือที่มีราคาแพง
แต่คุณภาพเหมือนสากกะเบือ ที่ทะเลาะกันไม่เลิกกันอยู่นั่นแหละ
สรุปเรียกได้ว่า เมืองไทยรอบเดือนที่แล้ว เต็มไปด้วยเรื่องแปลกแต่จริงตั้งแต่เรื่องในน้ำ
บนบก จนกระทั่งคลื่นอากาศจนทำให้ผมเชื่อว่าเมืองไทยต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในระบบอย่างแน่
ๆ
เท่าที่ผมศึกษา ผมค่อนข้างแน่ใจว่า สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบมาจากความพยายามทึกทักเอาของ
"รัฐ" ที่ต้องการแสดงออกซึ่งการเป็นเจ้าของทรัพยากรสาธารณะเหล่านี้อย่างไม่ลืมหูลืมตา
และได้สร้างกลไกอันหนึ่งขึ้นมารองรับกลไกอันนี้ เรียกว่า "สัมปทาน"
สัมปทาน เป็นกลไกที่ศักดิ์สิทธิ์มากในสายตาของข้าราชการและรัฐ ในฐานะเป็นเครื่องมือที่ถูกแอบอ้างได้อย่างสนิทใจว่าเป็นกติกาที่กันให้ข้าราชการและรัฐ
หลุดออกจากการคอร์รัปชั่น
แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่แอบอ้าง แกรี่ เบ็กเกอร์ นักเศรษฐศาสตร์การเมืองและนักวิจัยชื่อดังแห่งสถาบันฮูเวอร์
เขียนบทความลงในนิตยสาร "บิสสิเนส วีค" เมื่อเร็วๆ นี้ โดยชี้ให้เห็นว่า
สัมปทานเป็นกลไกที่สร้างเงื่อนไขให้ข้าราชการมีโอกาสคอร์รัปชั่นได้ เหตุนี้
เบ็กเกอร์จึงใช้ตรรกะเสนอว่า ถ้ารัฐต้องการให้ตัวเองหลุดจากคอร์รัปชั่น รัฐต้องมีความกล้าหาญ
ยุบเลิกสัมปทานทิ้งเสีย แล้วเปิดให้มีการแข่งขันเสรีขึ้น
จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ผมเห็นด้วยกับเบ็กเกอร์พันเปอร์เซ็นต์
เพราะสัปทานเป็นตัวที่สร้างความอื้อฉาวให้เกิดขึ้นกับกระบวนการทำงานของราชการและรัฐมาตลอดทุกสมัย
และที่สำคัญกว่านั้น สัมปทานเป็นตัวแทนของระบบผูกขาดที่ฉุดรั้งกระบวนการพัฒนาทุกด้าน
และเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค (ภายใต้การคุ้มครองจากรัฐ) มากที่สุด
ข้อเท็จจริงตรงนี้ ถ้ากล่าวตัวอย่างให้ทันสมัยที่สุด ก็ต้องยกกรณีเรื่อง
สัมปทานอินเตอร์เน็ต
เวลานี้ ผู้จะให้บริการอินเตอร์เน็ต ต้องได้รับอนุมัติสัมปทานจากกสท.ก่อน
โดยต้องเสียค่าสัมปทานในรูปจัดสรรหุ้นในราคาพาร์จำนวนมากกว่า 30% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
นี่เป็นประการแรก
ประการที่สอง-ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ยังต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในอินเตอร์เน็ตแก่กสท.อีกจำนวน
16 ล้านบาท
นอกจากนี้ ราคาค่าบริการอินเตอร์เน็ต ทางกสท. ยังเป็นผู้กำหนดราคาอีก
ต้นทุนการให้บริการจากระบบสัมปทานอินเตอร์เน็ตจึงสูงมากและแน่นอนที่สุด
ผู้รับสัมปทานก็ต้องผลักภาระมาให้ผู้ใช้บริการ และจุดนี้เองที่ค่าใช้จ่ายการใช้บริการอินเตอร์เน็ตเมืองไทยสูงมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
อเมริกาซึ่งมีเครือข่ายสื่อสารทันสมัยและกว้างขวางทั่วประเทศพร้อมที่จะรองรับอินเตอร์เน็ต
เขายังเปิดเสรีผู้ให้บริการเข้ามาให้บริการ ราคาค่าบริการอินเตอร์เน็ทของเขาจึงถูกมาก
และพัฒนาการของระบบอินเตอร์เน็ตทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีซอฟต์แวร์การเข้าสู่เครือข่ายและการปฏิบัติการบนเครือข่ายของบริษัทผู้ให้บริการ
จึงมีการแข่งขันกันพัฒนา เพื่อแย่งชิงตลาดผู้ใช้ที่กำลังตื่นตัวขึ้นทั่วโลก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงเห็นว่าอินเตอร์เน็ตในตลาดเมืองไทยจึงมีสภาพเหมือนสังคมที่เต็มไปด้วยพวกเกลียดตัว
แต่ชอบกินไข่ที่คอยแต่ฉุดรั้งการพัฒนา