Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน3 กุมภาพันธ์ 2546
"ไอ.ซี.ซี."โต้นโยบายรัฐลดภาษี ระบุผู้ประกอบการไทยรับกรรม             
 


   
search resources

พีน่า เฮาส์, บมจ.
ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล, บมจ.
บุญเกียรติ โชควัฒนา
สุพจน์ ตันติจิรสกุล




"บุญเกียรติ" แห่ง ไอ.ซี.ซี.ออกโรงโต้นโยบายรัฐบาลปรับลดภาษีสินค้านำเข้าไฮเอนด์ "คิดแบบไม่ครบวงจร" แจงไทยยังมีทางเลือกอื่นสู่เป้าหมายศูนย์กลาง ชอปปิ้งเอเชีย หวั่นผู้ประกอบการคนไทยรับผลกระทบ "พีน่าเฮ้าส์" มั่นใจกระทบแบรนด์ไทยที่ทำตัวเทียบเท่าอินเตอร์ ทั้ง CHAP และ ยัสปาล เชื่อเสื้อผ้าในเครือไม่โดนหางเลข ชี้หากหมดทางแข่งขันผู้ประกอบคนไทยงัดกลยุทธ์ราคาสู้

กลายเป็นเรื่องที่เป็นดาบสอง คม สำหรับกรณีที่รัฐบาลมีนโยบาย ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ชอปปิ้งของเอเชีย งานนี้แม้แต่กระทรวงการคลังยังต้องลงมาเล่นด้วย เพื่อสานต่อนโยบายให้ไทยเป็นศูนย์กลางชอปปิ้งเอเชียให้เป็นจริง กระทรวงการคลังจึงเร่งปรับโครงสร้างภาษีสินค้านำเข้าใหม่ทั้งระบบ ทั้งสินค้า แฟชั่น ประเภทเสื้อผ้า เครื่องหนัง เครื่องสำอาง น้ำหอม ซึ่งเป็นกำแพงขวางกั้น ณ เวลา นี้

ขณะที่แนวโน้มการปรับโครงสร้างภาษีสินค้านำเข้า จะมีขึ้น ภายในปี 2546 โดยนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยพูดว่าท่านจะยอมลดภาษีลง 5,000 ล้านบาท เพื่อแลกกับการช่วยเพิ่มรายได้ขึ้น 50,000 ล้านบาท จากคำพูดดังกล่าวแม้ว่าการปรับลดภาษีสินค้า นำเข้า จะส่งผลถึงรายได้เข้าประเทศ อย่างมหาศาล แต่ปัญหาที่ตามก็คือ หนทางรอดของผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นคนไทยจะยืน ณ ที่จุดใด เพราะในเวลานั้นผู้ที่ตกที่นั่งลำบาก คงหนีไม่พ้นผู้ประกอบธุรกิจภาย ในประเทศ

โครงสร้างภาษีสินค้านำเข้าใน ปัจจุบัน ทั้งสินค้าแฟชั่น ประเภทเสื้อผ้า เครื่องหนัง เครื่องสำอาง น้ำหอม มีอัตราภาษีประมาณ 30-60% ส่งผลให้สินค้าแบรนด์เนมที่เข้ามาขายภายในประเทศไทย มีราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ยกตัวอย่าง สินค้าจากประเทศที่เป็นเจ้าของสินค้าราคา 100 บาท เมื่อขายในประเทศฮ่องกง จะมีราคา 110 บาท ในสิงค์โปร์ ราคา 115 บาท ในประเทศไทย 140 บาท

"บุญเกียรติ"โต้รัฐคิดไม่ครบวงจร

บุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ผู้จัดการรายวัน" ว่า การที่รัฐบาลมี นโยบายที่จะปรับภาษีสินค้านำเข้าลดลงในกลุ่มสินค้าแฟชั่น จะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งสินค้า แฟชั่น ประเภทเสื้อผ้า เครื่องหนัง เครื่องสำอาง น้ำหอม ได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้น และแน่นอน ว่าย่อมกระทบต่อ บริษัทไอ.ซี.ซี. ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าดังกล่าวด้วยเช่นกัน อาทิ แบรนด์บีเอสซี เป็นกลุ่มสินค้า ประเภท เสื้อผ้า เครื่องสำอาง รองเท้า กระเป๋า ขณะที่แบรนด์ เซนต์แอนด์ดรู ก็มีกลุ่มสินค้าประเภทเสื้อผ้าเป็นหลัก

"รัฐยังมองผลกระทบไม่ชัดเจน ส่วนหนึ่งเห็นด้วยว่าการลดภาษีสินค้านำเข้าจะทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมทั้ง คนไทย หันมาซื้อ สินค้านำเข้ามากขึ้น แต่ผลกระทบจะตกอยู่กับผู้ประกอบการคนไทย ซึ่งการทำให้เมืองไทยเป็น ศูนย์กลางชอปปิ้งในเอเชียก็มีวิธีอื่นที่ทำได้" นายบุญเกียรติ กล่าว

ทั้งนี้ นโยบายของรัฐบาลเป็นนโยบายที่มีความขัดแย้งกันเอง เดิมทีเคยรณรงค์ให้คนไทย หันมาซื้อและใช้สินค้าของคนไทยด้วยกันเอง แต่การปรับลดภาษีสินค้านำเข้าจะเป็นการเพิ่มค่านิยมของคนไทยหันมาใช้สินค้านำเข้ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไอ.ซี.ซี. มองว่าเรื่องดังกล่าว คงไม่ทำให้บริษัทเดือดร้อนมากนัก เนื่องจากสินค้าของบริษัทมีการปรับตัวให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับกับภาวะการแข่งขันที่มีอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ผู้ประกอบการคนไทยก็ควรที่จะหันมา สร้างแบรนด์ของตนเองให้แข็งแกร่ง ส่วนกรณีที่แบรนด์ของคนไทยสามารถแข่งขันกับสินค้าแบรนด์อินเตอร์ได้หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

หวั่นกระทบแบรนด์อินเตอร์ในไทย

นายสุพจน์ ตันติจิรสกุล ประธาน บริษัท พีน่าเฮ้าส์ จำกัด เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลมี นโยบายจะลดภาษีนำเข้าสินค้า เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางชอปปิ้งในเอเชีย เชื่อว่าการปรับลดภาษีดังกล่าวจะมีส่วนทำให้เสื้อผ้าแบรนด์อินเตอร์กับแบรนด์ของผู้ประกอบธุรกิจเสื้อผ้าในไทยแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะ เสื้อผ้าที่เทียบเท่าระดับอินเตอร์ของไทย เช่น แชป ยัสปาล ซึ่งกลุ่มเสื้อผ้าเหล่านี้จะจับกลุ่มตลาดระดับบนเช่นเดียวกับเสื้อผ้าแบรนด์เนม สำหรับ แบรนด์เสื้อผ้าที่จับตลาดกลางถึงล่างการแข่งขัน ไม่มีความรุนแรงมากนัก เนื่องจากเป็นการจับกลุ่มคนละตลาดกับเสื้อผ้าแบรนด์เนม

ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าปรับลดภาษีสินค้านำเข้า เชื่อว่าผู้ประกอบการธุรกิจเสื้อผ้าในไทยโดยเฉพาะกลุ่มที่มีเสื้อผ้าเทียบเท่าระดับอินเตอร์ อาจจะได้รับผลกระทบ การปรับลดภาษีจะทำให้ เสื้อผ้าแบรนด์เนมมีราคาที่ถูกลง ทำให้ผู้บริโภค หันไปซื้อสินค้าแบรนด์เนม เนื่องจากมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น ขณะที่แบรนด์เสื้อผ้าซึ่งจับกลุ่มตลาดระดับกลางถึงล่างจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะมีราคาที่แตกต่างกันมาก เช่น ราคาเสื้อผ้าตลาดกลางและล่างเฉลี่ยประมาณ 200-300 บาท ขณะที่ราคาเสื้อผ้าแบรนด์เนมแม้จะปรับลดลงก็ยังอยู่ในราคาที่แพงคือ 1,000 บาทขึ้นไป

แบรนด์ไทยเร่งปรับตัวครั้งใหญ่

นายสุพจน์ กล่าวต่อว่า แม้ว่าการปรับภาษี นำเข้าประเภทเสื้อผ้าลดลง จะส่งผลดีต่อผู้บริโภค ภายในประเทศก็ตาม แต่สำหรับผู้ประกอบธุรกิจ เสื้อผ้าในไทยเชื่อว่าจะต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ ในขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจเสื้อผ้าบางรายที่ไม่สามารถแข่งขันกับเสื้อผ้าแบรนด์เนมได้จะต้องใช้กลยุทธ์ในเรื่องราคาเข้ามาในการดำเนินธุรกิจ ส่วนในเรื่องของการออกแบบสำหรับแบรนด์เสื้อผ้าของไทยสามารถที่จะแข่งขันได้อย่างสบาย ทุกแบรนด์มีการปรับให้เป็นไปตามเทรนด์ตลอด เวลา เพียงแต่ขึ้นอยู่ว่าใครจะสร้างแบรนด์ของตนเองให้ภาพพจน์ดีได้อย่างไร และจับตลาดในกลุ่มใดเท่านั้น

สำหรับธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปของบริษัท พีน่าเฮ้าส์ ประกอบด้วยเสื้อผ้าหลายแบรนด์ โดย แต่ละแบรนด์จะจับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ได้แก่ แบรนด์ไอเทมจะจับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น เท็นแอนด์โค และยูโฟร์ จับกลุ่มเป้าหมายครอบครัว ขณะที่พีน่าเฮ้าส์จับกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งกลยุทธ์ที่บริษัทวางตำแหน่งของเสื้อผ้าจะอยู่ตลาดในระดับกลางถึงล่าง จึงคาดว่าแบรนด์เสื้อ ของบริษัทพีน่าเฮ้าส์คงไม่ได้รับผลกระทบในการปรับลดภาษีสินค้านำเข้ามากนัก

อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนที่จะปรับเสื้อผ้า ในเครือให้มีความทันสมัย และตามเทรนด์แฟชั่นมากขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์แข่งขันในครั้งนี้ และเชื่อว่าการที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะผลักดันให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในเอเชีย น่าจะเป็นจริงได้ เนื่องจากการปรับลดภาษีสินค้านำเข้าจะทำให้สินค้าแบรนด์เนมมีราคาที่ถูกลงหรือเทียบเท่าฮ่องกงและสิงคโปร์ และทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหันมาซื้อสินค้าในประเทศไทยมากขึ้น

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us