|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
เศรษฐกิจไทยพ่นพิษอสังหาฯ ขาลง บลูสโคปเร่งส่งออกเหล็กเพิ่ม หลังยอดในประเทศหด รุกเปิดตัวเฉดสีใหม่ ชูจุดขายคุณภาพเหนือกว่ากระเบื้อง-ปูน หวังชิงแชร์ตลาดวัสดุก่อสร้าง
โดยพื้นฐานธุรกิจวัสดุก่อสร้างมีทิศทางการเติบโตไปควบคู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ในรอบปีที่ผ่านมาทิศทางของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างค่อนข้างชะลอตัว จึงส่งผลกระทบให้ดีมานด์ในสินค้าวัสดุก่อสร้างลดลงตามไปด้วย
ปัจจุบันวัสดุเหล็กมีการดัดแปลงใช้ในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นกว่าการใช้งานเฉพาะในส่วนโครงสร้างรากฐานของอาคารแบบเดิม เนื่องจากเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบา และมีความทนทานกว่าวัสดุอื่นๆ ทำให้กลายเป็นเทรนด์ออกแบบใหม่ๆ ของอาคารยุคนี้ที่นิยมหันมาใช้เหล็กเป็นชิ้นส่วนในการก่อสร้างมากขึ้น แต่จากผลกระทบของการก่อสร้างที่ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ปริมาณการใช้เหล็กมีแนวโน้มลดลง กลุ่มลูกค้าเดิมที่เคยใช้เหล็กในการก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โกดัง ก็หายไปพร้อมกับการชะลอตัวของการลงทุน ซึ่งก็หมายถึงว่าไม่มีการสร้างโรงงานเพิ่ม รวมทั้งกฎหมายควบคุมการขยายสาขาของห้างค้าปลีก ก็กลายเป็นอุปสรรคของการขยายตลาดวัสดุเหล็กด้วย เพราะถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ต้องใช้เหล็กจำนวนมากเป็นหลังคาและผนังของอาคาร
ปีเตอร์ วิลสัน ประธาน บริษัท บลูสโคป สตีล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกเหล็กแผ่นเรียบ กล่าวว่า จากการที่ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมามีปัจจัยลบมากระทบหลายด้าน ทำให้การลงทุนภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างชะลอตัวลง ส่งผลให้ดีมานด์ในสินค้าน้อยลงนั้น บริษัทฯ จึงต้องปรับตัวจากเดิมที่เน้นการผลิตเพื่อจำหน่ายให้แก่ตลาดในประเทศเป็นหลัก มาเป็นการเพิ่มสัดส่วนการส่งออกสินค้าให้มากขึ้น
แต่ทั้งนี้ในระยะยาวจะยังคงการลงทุนและการขยายตลาดในประเทศไทยอยู่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมองเห็นโอกาสว่าตลาดเหล็กในเมืองไทยจะขยายตัวอีกมากในอนาคตอีก 3-5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะสามารถตั้งโรงงานถลุงเหล็กเองได้ จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง จนสามารถแข่งขันด้านราคาขายกับวัสดุทดแทนเหล็กในขณะนี้ เช่น กระเบื้อง ปูนซิเมนต์ได้
ปัจจุบันบลูสโคปมีกำลังการผลิต 90,000 ตันต่อปี โดยเน้นการจำหน่ายในไทยเป็นหลัก เช่น โรงงานเหล็กเพื่อนำไปรีดแล้วขายต่อ ลูกค้าภาคอุตสาหกรรม เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โกดังเก็บสินค้า ลูกค้าภาคพาณิชยกรรม เช่น ซุปเปอร์สโตร์ อาคารสูง และลูกค้าประเภทที่อยู่อาศัย เช่น ลูกค้าโครงการบ้านจัดสรร เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีธุรกิจผลิตภัณฑ์โครงสร้างอาคารเหล็กสำเร็จรูป ในนาม PEB เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการก่อสร้างโรงงานโดยใช้ผลิตภัณฑ์ของบลูสโคปอย่างครบวงจร ชูจุดขายของเหล็กเคลือบสีที่มีความทนทาน น้ำหนักเบาในการขนส่ง ไร้รอยต่อจึงไม่มีปัญหาการรั่วซึม รวมทั้งมีความยืดหยุ่นเหมาะกับการใช้งานหลายรูปแบบหลายดีไซน์ ทั้งหลังคา ผนัง กันสาด โดยจะเร่งให้ความรู้กับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งสถาปนิก ผู้รับเหมาให้มีความความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น โฆษณา การจัดสัมมนา การฝึกอบรม โดยคาดหวังจะขึ้นแท่นเป็นวัสดุก่อสร้างระดับพรีเมี่ยมที่ชิงมาร์เก็ตแชร์จากวัสดุก่อสร้างประเภทอื่นๆ ที่ขณะนี้กินรวบตลาดอยู่ และเพื่อเป็นฐานในการก้าวขึ้นไปเจาะถึงลูกค้าที่อยู่อาศัยรายย่อยในอนาคต
ล่าสุด บลูสโคปสตีล เปิดตัว 25 เฉดสีที่พัฒนาขึ้นใหม่จากเดิม 29 เฉดสีของผลิตภัณฑ์เหล็กเคลือบสี 3 ชนิด ได้แก่ เหล็กเคลือบสี Clean COLORBOND เจาะกลุ่มตลาดพรีเมี่ยม เหล็กเคลือบสี Prima เจาะกลุ่มตลาดระดับกลาง และเหล็กเคลือบสี P-ZACS เจาะกลุ่มตลาดระดับล่าง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และรองรับการออกแบบอาคารที่มีความต้องการใช้โทนสีที่แปลกใหม่ได้อย่างครบถ้วน
|
|
 |
|
|