เปิดแผนปีหน้า บลจ.กสิกรไทย เตรียมบุกกองทุนอสังหาฯ เต็มสูบ หลังดึง "วิวรรณ" มือดีเข้ามาเสริมทัพ เผยมีแผนจัดตั้งกองทุนอย่างน้อย 3 กองทุน ระบุธุรกิจอสังหาฯไทยยังมีโอกาสโตสูง ส่วนผลการดำเนินงานปีนี้ เอ็นเอวีทะลุเป้าแล้ว พร้อมส่งกองทุน LTF บุกตลาดช่วง 2 เดือนที่เหลือ
นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปีหน้าบริษัทมีแผนจะออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (พร็อพเพอร์ตี้ฟันด์) จำนวน 3 กองทุน ซึ่งสินทรัพย์ที่ให้ความสนใจมีทั้ง อาคารสำนักงานให้เช่า โรงแรม เซอร์วิส อพาร์เมนต์ รีเทล เป็นต้น
ทั้งนี้ มองว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยราคายังไม่แพงมากนัก ประกอบกับธุรกิจนี้ยังสามารถเติบโตได้อีกมากในอนาคต นอกจากนี้ อัตราค่าเช่าก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก ซึ่งในส่วนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์เองก็เชื่อว่าจะได้รับความสนใจและเป็นการลงทุนที่ดีในระยะยาว
"อสังหาฯ ในบ้านเรายังไม่แพงมากนัก ซึ่งในอนาคตยังมีโอกาสเติบโตได้อีกเยอะ ซึ่งในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนิ่งนิ่ง และอยู่ในช่วงขาลงเช่นนี้ การลงทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็จะน่าสนใจมากขึ้น"นางวิวรรณกล่าว
อย่างไรก็ตาม การลงทุนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท ถ้าเป็นไปได้อยากจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทซื้อขาด เพื่อป้องกันความสับสนของนักลงทุน แต่หากจำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอายุการเช่าพื้นที่ก็สามารถลงทุนได้ ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับโลเคชั่นของสินทรัพย์นั้นๆ ด้วยว่ามีความน่าสนใจและจะสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยแค่ไหน
นางวิวรรณ กล่าวถึงผลการดำเนินงานของบลจ.กสิกรไทยว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บริษัทมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (เอ็นเอวี) ภายใต้การบริหารรวมแล้วประมาณ 2.39 แสนล้านบาท โดยเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 11.68% จากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 2.14 แสนล้านบาทในช่วงสิ้นปีที่แล้ว ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวถือว่าสูงกว่าเป้าหมายที่บริษัทตั้งเป้าการเติบโตทั้งปีไว้ที่ 10% หรือมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 2.34 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมทั้งอุตสาหกรรม ล่าสุด ณ เดือนตุลาคม 2549 มีมูลค่ารวมประมาณ 9.69 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 1.98 แสนล้านบาท จากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 7.71 แสนล้านบาทในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา
นางวิวรรณกล่าวว่า สำหรับในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทจะเน้นทำการตลาดกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่นิยมซื้อหน่วยลงทุนกันในช่วงปลายปีมากกว่า โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บริษัทมีเงินลงทุนใหม่สำหรับกองทุน LTF และประมาณ 900 ล้านบาทจากกว่า 1,900 บัญชี ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมสำหรับกองทุน LTF แล้วประมาณ 4,396.75 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 3,516 ล้านบาท โดยทั้งปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน LTF ไว้ที่ 2,000 ล้านบาท
ส่วนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 7,504.37 ล้านบาท โดยมีเงินลงทุนใหม่เพิ่มขึ้นสำหรับปีนี้ประมาณ 800 ล้านบาทจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 6,721 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสำหรับกองทุน RMF เป็น 2,000 ล้านบาทเช่นกัน
สำหรับแนวโน้มการลงทุนของกองทุน LTF และ RMF ทั้งปีนี้ เชื่อว่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกองทุน LTF ที่เป็นการลงทุนระยะสั้นกว่า และยังมีฐานลูกค้าที่สามารถลงทุนได้อีกเป็นจำนวนมาก แต่เงินลงทุนใหม่ที่เข้ามาอาจจะมีจำนวนไม่มากนัก โดยในส่วนของกองทุน LTF คาดว่าทั้งปีนี้จะขยายตัวประมาณ 80-90% ส่วนกองทุน RMF คาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 30-50%
ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย ได้เปิดช่องทางใหม่ผ่านทางระบบอัตโนมัติ (e-channel) จำนวน 3 ช่องทางทั้ง K-ATM K-Contact และ K-Invest เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับลูกค่าที่ลงทุนผ่านกองทุน LTF และ RMF ในการซื้อขายหน่วยลงทุน นอกจากนี้ ยังได้จัดโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนผ่านกองทุน LTF ตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป จะได้รับกระเป๋าเก็บความร้อน-เย็น มูลค่า 850 บาทอีกด้วย
สำหรับตำแหน่งประธานกรรมการของบลจ.กสิกรไทย ที่ว่างลงหลังจากนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางวิวรรณ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติให้เปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจใหม่แล้ว ส่วนการสรรหาใหม่นั้น โดยส่วนตัวมองว่าคงไม่มีความจำเป็นและไม่น่าจะมีใครเข้ามาแทน เนื่องจากนายปิยสวัสดิ์เองก็จะทำหน้าที่รัฐมนตรีเพียง 1 ปีเท่านั้น ซึ่งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวด้วย
ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้น นางวิวรรณกล่าวว่า ดัชนีสิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 720-750 จุด ส่วนในปีหน้าก็น่าจะขึ้นไปถึง 850 จุดได้ แต่ถ้ามีเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ก็เชื่อว่าสิ้นปีนี้ดัชนีจะมีโอกาสปรับขึ้นไปสูงกว่า 750 จุดได้ ส่วนในปีหน้าโอกาสที่ดัชนีจะแตะ 850 ก็จะเห็นเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอถึงกลางปีหรือสิ้นปี
|